เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24 ชีวิต ในบางครั้งก็เรียบง่ายเช่นนี้เอง

บทที่ 24 ชีวิต ในบางครั้งก็เรียบง่ายเช่นนี้เอง

บทที่ 24 ชีวิต ในบางครั้งก็เรียบง่ายเช่นนี้เอง


บทที่ 24 ชีวิต ในบางครั้งก็เรียบง่ายเช่นนี้เอง

ก่อนหน้านี้ตอนที่ฟังเนื้อหาที่อึ้งย้งอ่านออกมา ในใจของเอี้ยง้วยก็รู้สึกแปลกๆ อยู่บ้างแล้ว

มาตอนนี้เมื่อถูกพูดถึงขึ้นมา เอี้ยง้วยก็พลันเข้าใจในทันที

อี้เทียนเสวี่ยในนิยายของหลี่ฉางอันผู้นี้ แม้ว่าชื่อจะไม่เหมือนกับนาง

ทว่าทั้งสถานะ อุปนิสัยใจคอ จวบจนรูปโฉมภายนอก กลับเหมือนนางราวกับถอดมาจากพิมพ์เดียวกัน

ขณะนั้น อึ้งย้งที่อยู่ข้างๆ ก็เดาะลิ้น "จึ๊ๆ" สองคราแล้วกล่าวขึ้น “กล้านำท่านประมุขวังบุปผามาเป็นต้นแบบในเรื่องรึ เจ้าหนุ่ม ช่างใจกล้านัก!”

หลี่ฉางอันซึ่งกำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์

“อย่าพูดจาเหลวไหล นี่เป็นเพียงการวางลักษณะตัวละครเท่านั้น ถ้าอยากจะให้ดู 'เผด็จการ' ก็ย่อมต้องมีพื้นเพสูงส่งเป็นธรรมดา”

“หากตัวละครเอกฝ่ายหญิงมิได้มีลักษณะเช่นนี้ แล้วจะมีผู้ใดอยากติดตามเรื่องราวต่อกันเล่า”

"นั่นก็จริง!"

อึ้งย้งครุ่นคิดชั่วครู่ก็พยักหน้าเห็นพ้อง

จากนั้น นางก็หันกลับไปสนใจต้นฉบับในมือ และเผลออ่านออกเสียงออกมาโดยไม่รู้ตัว

ยิ่งเมื่อได้ฟังน้ำเสียงของอึ้งย้ง ภาพของสตรีผู้งามสง่า หยิ่งทระนง และโดดเดี่ยวเหนือผู้ใดในใต้หล้าก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้น

ตัวเอกหญิงผู้นี้มีวรยุทธ์สูงล้ำ ชาติตระกูลสูงศักดิ์ ทั้งยังมีนิสัยเย็นชาสันโดษ ไม่ข้องแวะกับเรื่องทางโลก...นับเป็นยอดสตรีแห่งยุคโดยแท้

ทว่ายอดสตรีที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ กลับไปถูกตาต้องใจศิษย์ชายคนหนึ่งนามว่า “ฉู่เหิง” ที่เพิ่งจะเข้าร่วมสำนักของตน

จากนั้น ตัวเอกหญิงก็เริ่มเข้าไปตีสนิทกับศิษย์ชายผู้นั้นโดยใช้ฐานะศิษย์ธรรมดา

ระหว่างนั้น นางถึงกับเป็นฝ่ายถ่ายทอดวรยุทธ์ให้เขาด้วยตนเอง ทั้งยังคอยช่วยเหลือขจัดปัดเป่าปัญหาต่างๆ ให้

พฤติกรรมทั้งหมดล้วนแสดงออกถึงความ "เผด็จการ" ของนางอย่างชัดเจน

ตัวอย่างเช่น ให้เขามาพบตามเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด หรืออยากจะกินอะไรก็ต้องให้เขาเป็นผู้ไปจัดหามาให้ด้วยตนเอง

และเมื่อใดที่เห็นเขาพูดคุยสนิทสนมกับศิษย์หญิงคนอื่น นางก็จะแอบส่งคนไปจัดการย้ายศิษย์หญิงผู้นั้นไปให้พ้นหูพ้นตาอย่างลับๆ

เนื้อเรื่องพลิกผันน่าติดตาม ทั้งยังแทรกซึมด้วยรสหวานจางๆ ท่ามกลางความเผด็จการของนาง

ทำให้อึ้งย้งยิ่งอ่านก็ยิ่งติดลม

“เมื่อมองใบหน้าที่ฉายแววงุนงงของฉู่เหิง ในใจของอี้เทียนเสวี่ยก็บังเกิดทั้งความอับอายและขุ่นเคือง สุดท้ายนางก็สุดจะทานทน จึงก้าวฉับๆ ตรงเข้าไป”

“พอเห็นอี้เทียนเสวี่ยที่รุดเข้ามาอย่างฉุนเฉียว ฉู่เหิงก็ถึงกับสะดุ้ง เผลอก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังชิดกำแพง”

“ยังมิทันที่ฉู่เหิงจะหายจากความเจ็บแปลบที่แผ่นหลัง มือเรียวงามดุจหยกข้างหนึ่งก็พลันยกขึ้นยันกำแพงไว้... เฉียดผ่านใบหูของเขาไป”

“ขณะเดียวกัน มืออีกข้างของอี้เทียนเสวี่ยก็เชยคางของฉู่เหิงขึ้น”

“ครั้นสองสายตาสบประสานกัน หัวใจของฉู่เหิงก็พลันเต้นระรัว”

“เล่มแรก จบ”

เมื่อสิ้นเสียงอ่านอักษรตัวสุดท้าย อึ้งย้งที่กำลังเพลิดเพลินกับเรื่องราวก็พลันชะงักงัน “จบแล้วรึ”

เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ฉางอันก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย:“มิเช่นนั้นเล่า เจ้าคิดว่าชั่วเวลาเพียงบ่ายเดียว ข้าจะเขียนได้สักเท่าใดกัน”

อึ้งย้งวางต้นฉบับในมือลงบนโต๊ะพลางกล่าว “เจ้าจะเขียนต่ออีกหน่อยไม่ได้หรือ? อย่างน้อยก็เขียนบทนี้ให้จบก่อน”

เรื่องราวที่หลี่ฉางอันเขียนขึ้นนี้ อันที่จริงแล้วโครงเรื่องค่อนข้างเรียบง่าย

ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุใด กลับชวนให้ติดตามจนวางไม่ลง

ตอนนี้พออ่านมาถึงฉากสำคัญ กลับตัดบทลงเสียดื้อๆ แล้วจะให้อึ้งย้งทนได้อย่างไร?

หลี่ฉางอันกล่าวอย่างหัวเสีย:“เขียนอะไรกันอีก ฟ้ามืดแล้ว รีบไปทำกับข้าวเสีย หากชักช้า สุราคืนนี้จะไม่มีส่วนของเจ้า”

เมื่อเห็นว่าวันนี้หลี่ฉางอันไม่คิดจะเขียนต่อแล้วจริงๆ อึ้งย้งจึงได้แต่เดินไปยังห้องครัวด้วยสีหน้าขุ่นเคือง

เอี้ยง้วยเห็นดังนั้นก็เตรียมจะลุกออกจากห้องของหลี่ฉางอันไปเช่นกัน

“เดี๋ยวก่อน แม่นางเล้ง”

ทว่าขณะที่เอี้ยง้วยกำลังจะหันหลังกลับ หลี่ฉางอันก็พลันเรียกนางไว้

ท่ามกลางความสงสัยของเอี้ยง้วย หลี่ฉางอันเดินไปยังข้างเตียงของตน แล้วหยิบตะกร้าไม้ไผ่ใบหนึ่งขึ้นมายื่นส่งให้ตรงหน้านาง

“เสื้อผ้าพวกนี้ คงต้องรบกวนแม่นางเล้งแล้ว”

เมื่อมองดูรอยยิ้มที่ประดับอยู่เต็มใบหน้าของหลี่ฉางอัน เอี้ยง้วยก็ชะงักไปในตอนแรก

ชั่วอึดใจต่อมา นางก็เข้าใจความหมายของเขาได้ทันที

ที่แท้...คือจะให้นางซักเสื้อผ้าให้เขานั่นเอง

เมื่อมองดูเสื้อผ้าในตะกร้าไม้ไผ่ ดวงตาของเอี้ยง้วยก็หรี่ลงเล็กน้อย ประกายเย็นเยียบสายหนึ่งพาดผ่านไป

แต่เพียงไม่กี่ลมหายใจต่อมา นางกลับรับตะกร้าไม้ไผ่ไปโดยไม่เอ่ยคำใด แล้วหันกายเดินออกจากประตู

ครึ่งเค่อต่อมา (ประมาณ 7-8 นาที)

เมื่อมองดูเอี้ยง้วยที่กำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างกะละมังและเริ่มขยี้ผ้าให้ตนเอง

ภายใต้การชี้แนะของอึ้งย้ง มุมปากของหลี่ฉางอันก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา

เขายกเก้าอี้มานั่งที่หน้าประตูห้องครัว ฟังเสียงฝนที่โปรยปรายลงมาแล้วแทะเมล็ดแตงไปพลาง

บางครั้งก็ได้กลิ่นหอมกรุ่นที่ค่อยๆ ลอยออกมาจากในครัว

บางครั้งก็หันศีรษะไปมองเอี้ยง้วยที่กำลังขยี้ซักเสื้อผ้าของตน

เขากลับไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลยแม้แต่น้อย

เพราะอย่างไรเสีย...ยอดหญิงสะคราญนั้น ทุกท่วงท่ากิริยาล้วนน่ามอง ชวนให้เจริญหูเจริญตาได้ทั้งสิ้น

เมื่อเหลือบมองเอี้ยง้วยผู้งดงามล่มเมืองอยู่ด้านหนึ่ง และอึ้งย้งที่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารในครัว

หลี่ฉางอันก็อดถอนหายใจแผ่วเบามิได้

“ชีวิต…. ในบางครั้งก็เรียบง่ายเช่นนี้เอง”

ทว่า... ขณะที่หลี่ฉางอันกำลังดื่มด่ำกับความสงบสุขนั้นเอง

เอี้ยง้วยที่กำลังนั่งยองๆ ซักเสื้อผ้าให้เขาอยู่

เมื่อได้ยินเสียงแทะเมล็ดแตง "แกร็บๆ" ของหลี่ฉางอันอยู่ไม่ไกล

ในดวงตาของนางก็ปรากฏแววขุ่นเคืองขึ้นมาหลายส่วน

แพ้พนันก็ต้องยอมรับ ด้วยความทระนงของนาง ย่อมไม่บิดพลิ้วผิดคำพูดเป็นแน่

แต่ปัญหาก็คือ…ในขณะที่ตนเองกำลังยุ่งอยู่ เขากลับมานั่งแทะเมล็ดแตงอย่างสบายอารมณ์อยู่ข้างๆ

นี่มิใช่การยั่วโทสะกันซึ่งๆ หน้าหรอกหรือ!

ดังนั้น ด้วยความไม่พอใจในใจ แรงขยี้ผ้าในมือของนางจึงหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“แคว่ก!”

ทันใดนั้น ต่อหน้าต่อตาหลี่ฉางอันที่กำลังตกตะลึง เสื้อผ้าของเขาก็ถูกฉีกออกเป็นรอยขาดในมือของเอี้ยง้วย

หลี่ฉางอัน:“...”

สิ้นเสียงนั้น หลี่ฉางอันก็ตวัดสายตามองไปยังเอี้ยง้วย ในแววตาฉายแววสงสัย

เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาที่จับจ้องมา เอี้ยง้วยก็หันมาสบตาเขาอย่างไม่ยี่หระ

"ข้ารับปากว่าจะซักผ้าให้เจ้า... แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะทำให้ขาดไม่ได้"

เมื่อเสียงนั้นลอยเข้าหู มุมปากของหลี่ฉางอันก็กระตุกเบาๆ เขากล่าวว่า:

“ที่แม่นางพูดมาก็มีเหตุผลยิ่งนัก...ข้าถึงกับจนปัญญาจะหาคำมาโต้แย้ง”

เมื่อได้ยินน้ำเสียงของหลี่ฉางอันที่แฝงไปด้วยความหงุดหงิดและจนใจอยู่หลายส่วน มุมปากของเอี้ยง้วยซึ่งหันหลังให้อยู่ก็ยกสูงขึ้นเล็กน้อย

…………………………..

ขณะเดียวกัน

บนถนนในเมืองฉางซาน

สตรีวัยแรกแย้มผู้หนึ่ง อายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี สวมใส่อาภรณ์เรียบง่าย ใบหน้าหมดจดงดงาม กำลังสะพายห่อผ้าเก่าๆ ค่อยๆ เดินไปตามถนน

เบื้องหน้านางคือหญิงชราผู้หนึ่ง แม้ใบหน้าจะเหี่ยวย่นตามวัย ทว่าอาภรณ์ที่สวมใส่กลับหรูหราโอ่อ่า

ที่สะดุดตาที่สุด……คือบนศีรษะของหญิงชราผู้นั้นกลับมีเครื่องประดับรูปกลีบบุปผาที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์

ขณะที่เดินไป แม้จะอยู่ท่ามกลางสายฝน ทว่ารอบกายของนางกลับคล้ายมีม่านพลังโปร่งใสชนิดหนึ่งคอยปัดเป่าเม็ดฝนให้เบี่ยงออกไป

จบบทที่ บทที่ 24 ชีวิต ในบางครั้งก็เรียบง่ายเช่นนี้เอง

คัดลอกลิงก์แล้ว