เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะลำพองใจไปได้อีกนานเท่าใด?

บทที่ 11 ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะลำพองใจไปได้อีกนานเท่าใด?

บทที่ 11 ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะลำพองใจไปได้อีกนานเท่าใด?


บทที่ 11 ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะลำพองใจไปได้อีกนานเท่าใด?

เมื่อเผชิญกับคำพูดของหลี่ฉางอัน เอี้ยง้วยเบนสายตามาจับจ้องยังร่างของเขา

ครู่ต่อมา นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองหลี่ฉางอันอย่างสนใจแล้วเอ่ยว่า “ท่านคิดจะให้ข้าล้างจานชามด้วยหรือ?”

หลี่ฉางอันมุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าเปี่ยมด้วยความคาดหวัง

“ไม่เลย ข้าเพียงแค่เล่นสนุกฆ่าเวลาเท่านั้น!”

ถ้าเป็นเมื่อก่อน หากมีผู้ใดกล้าเสนอเงื่อนไขเช่นนี้กับเอี้ยง้วย นางคงไม่แม้แต่จะคิดให้เสียเวลา ตวัดฝ่ามือที่อัดแน่นด้วยพลังปราณออกไปแล้ว

ทว่าเมื่อมองบุรุษเบื้องหน้าที่แม้จะมีท่าทีสบายๆ แต่กลับประดับด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น

แล้วเหลือบมองไปยังอึ้งย้งที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังจ้องเขม็งมาที่หลี่ฉางอันพร้อมกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

เอี้ยง้วยกลับยิ้มเบาๆ แล้วพยักหน้า

“ได้!”

จากนั้น... เวลาผ่านไปหนึ่งถ้วยชา... เอี้ยง้วยก็มีภาระต้องล้างจานชามเพิ่มขึ้นอีกสิบวัน ต่อจากอึ้งย้ง

หลี่ฉางอันยกนิ้วขึ้นนับ ก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

“ช่วงเวลาที่เหลือของเดือนนี้ข้าไม่ต้องล้างจานแล้ว ช่างดีจริงๆ”

ทว่ารอยยิ้มของหลี่ฉางอันก็ต้องแข็งค้าง เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจากสายตาสองคู่ที่จ้องมา

เขากระแอมเบาๆ คราหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วลูบศีรษะเล็กๆ ของอึ้งย้งเบาๆ “อย่าคิดมากไปเลย เห็นแก่ที่พวกเจ้าต้องล้างจานทุกวันนับจากนี้ ข้าจะสอนเพลงให้เป็นการไถ่โทษก็แล้วกัน”

เมื่อได้ยินสิ่งที่หลี่ฉางอันพูด อึ้งย้งก็ใช้สองมือเท้าคาง พลางกล่าวด้วยสีหน้าบึ้งตึงว่า “ข้าไม่สน!”

ขณะพูด นางก็ยังคงจ้องเขม็งไปยังกระดานหมาก

ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความคับข้องใจ

“เหตุใดจึงปล่อยให้เจ้าหมอนี่ชนะทุกครั้งเลยนะ? ของสิ่งนี้ก็ไม่ได้ยากอันใดเลยนี่!”

เมื่อเห็นท่าทีไม่สนใจของอึ้งย้ง หลี่ฉางอันก็แย้มยิ้มแล้วกล่าวว่า “วางใจเถอะ เพลงที่ข้าจะสอนรับรองว่าไม่เหมือนกับที่เจ้าเคยฟังมาอย่างแน่นอน”

พูดจบ หลี่ฉางอันก็ลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปในห้องของตน

เมื่อกลับออกมาอีกครั้ง ในอ้อมแขนของเขาก็มีกู่ฉินยาวประมาณสามฉื่อหกชุ่นห้าเฟินปรากฏขึ้น ขณะเดียวกันมือขวาก็ถือกลองป๋องแป๋งขนาดเล็กอันหนึ่ง

อึ้งย้งมองกู่ฉินที่ถูกวางลงบนโต๊ะหินด้วยความประหลาดใจ

“เหตุใดที่นี่ของเจ้าถึงมีของพวกนี้ด้วย?”

หลี่ฉางอันใช้ผ้าไหมเช็ดตัวกู่ฉินเบาๆ พร้อมกับเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “ก็ศิลปะทั้งหกแขนงของบัณฑิตอย่างไรเล่า! บัณฑิตย่อมต้องเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างไม่มากก็น้อย!”

หลังจากเช็ดกู่ฉินจนสะอาดแล้ว หลี่ฉางอันก็หันไปถามเอี้ยง้วย “แม่นางดีดฉินเป็นหรือไม่?”

เอี้ยง้วยเหลือบมองกู่ฉินบนโต๊ะ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆ

เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่ฉางอันก็ยิ้มกว้าง “เช่นนั้นก็ดีเลย อีกประเดี๋ยวท่านดีดพิณ ข้าตีกลอง ส่วนนังหนูน้อยนี่ร้องเพลง”

“ข้าจะดีดและร้องให้ฟังก่อนหนึ่งรอบ นังหนู เจ้าตั้งใจฟังให้ดี”

กล่าวจบ เขาก็กระแอมในลำคอเล็กน้อย ก่อนจะวางมือทั้งสองข้างลงบนสายฉินแล้วดีดเบาๆ

ขณะที่เสียงกู่ฉินกังวานก้อง เสียงของหลี่ฉางอันก็ขับขานขึ้นคลอเคล้าไปกับท่วงทำนอง

“โลกมนุษย์ช่างน่าขัน ความลุ่มหลงในรักชวนให้ระอา ไม่เห็นใครอยู่ในสายตายิ่งดี”

“ชีวิตยังไม่สิ้น แต่ใจไร้ซึ่งห่วงกังวล เพียงอยากเปลี่ยนครึ่งชีวิตที่เหลือเป็นความสราญรมย์”

“ยามตื่นหัวร่อ ยามหลับใหลล้วนลืมเลือน ทอดถอนใจ ใยฟ้ามืดเร็วเหลือเกิน”

“ชาติหน้ามิอาจล่วงรู้ รักแค้นพลันลบเลือน ดื่มสุราขับขานบทเพลง ข้าขอเพียงเบิกบานใจจนแก่เฒ่า”

น้ำเสียงของหลี่ฉางอันนั้นเปี่ยมด้วยความอิสระเสรี ทว่าแฝงไว้ด้วยความนุ่มนวลในเวลาเดียวกัน

ยิ่งเมื่อรวมกับประสบการณ์จากสองชาติภพ ทำให้สภาพจิตใจของเขาหลุดพ้นจากเรื่องทางโลก ส่งผลให้น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยกลิ่นอายของผู้ปลีกวิเวกขึ้นมาอีกหลายส่วน

ประกอบกับการขับกล่อมของเสียงฉิน ก็บังเกิดเป็นรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์

ทำให้อึ้งย้งและเอี้ยง้วยซึ่งเดิมทีไม่ได้สนใจเท่าใดนัก พอหลี่ฉางอันเอ่ยปากร้องเพลง สายตาของพวกนางก็ถูกดึงดูดไปอย่างไม่รู้ตัว

ในสายตาของพวกนาง บัดนี้มีเพียงบุรุษผู้ซึ่งกำลังดีดฉินขับขานบทเพลงอยู่เบื้องหน้า พร้อมรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนมุมปาก

จันทร์กระจ่าง, หมู่ดาวพร่างพราว, แสงเทียน, บุรุษหนุ่มรูปงาม และเสียงเพลง

บวกกับสายลมที่พัดโชยมาเอื่อยๆ

ภายใต้ภาพฉากนี้ บรรยากาศเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเอี้ยง้วยหรืออึ้งย้ง เมื่อมองไปยังหลี่ฉางอันที่อยู่ตรงข้าม กลับรู้สึกราวกับต้องมนตร์สะกดของบุรุษรูปงามเบื้องหน้าอย่างไม่ทราบสาเหตุ

จนกระทั่งบทเพลงจบลง หลี่ฉางอันก็ยิ้มให้สตรีทั้งสองแล้วเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “เป็นอย่างไรบ้าง? ไพเราะหรือไม่?”

อึ้งย้งทำหน้าฉงน “ทำนองเพลงของเจ้านี่... เหตุใดจึงฟังดูแปลกๆ? ไม่เหมือนกับบทเพลงที่ข้าเคยฟังมาก่อนเลยแม้แต่น้อย ออกจะตรงไปตรงมาเกินไปหน่อยกระมัง!”

หลี่ฉางอันกล่าวอย่างเรียบเฉย “แค่ไพเราะก็พอแล้วมิใช่หรือ จะไปสนใจอะไรมากมาย?”

ในตอนนั้นเอง เอี้ยง้วยก็เอ่ยปากถามขึ้น “เพลงนี้มีชื่อว่าอะไร?”

หลี่ฉางอันตอบ “ยิ้มเย้ยยุทธจักร”

เมื่อได้ยินชื่อเพลงจากหลี่ฉางอัน เอี้ยง้วยก็ทวนคำในใจอยู่ครู่หนึ่ง

“แม้ถ้อยคำจะตรงไปตรงมา แต่เนื้อหากลับน่าสนใจอยู่บ้าง”

หลี่ฉางอันยิ้ม “ใช่ไหมล่ะ! มา เดี๋ยวข้าจะสอนพวกเจ้าดีดฉิน ร้องเพลงนี้ เพลงนี้เหมาะให้สตรีขับร้องมากกว่า บุรุษเช่นข้าร้องแล้วรู้สึกแปลกๆ”

ไม่ว่าจะเป็นอึ้งย้งหรือเอี้ยง้วย ต่างก็เป็นยอดสตรีที่ปราดเปรื่องอย่างยิ่ง

อีกทั้งทั้งสองนางยังมีความเชี่ยวชาญในด้านดนตรีเป็นทุนเดิม

และเมื่อครู่ก็ได้ฟังหลี่ฉางอันขับร้องไปแล้วรอบหนึ่ง เพียงไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา หญิงสาวทั้งสองก็เข้าใจเพลง “ยิ้มเย้ยยุทธจักร” นี้อย่างถ่องแท้

ครู่ต่อมา เสียงพิณที่กังวานไพเราะและแฝงด้วยความมีชีวิตชีวาก็ดังขึ้นอีกครั้ง

เพียงแต่ครั้งนี้สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ เสียงที่ขับขานออกมาพร้อมกับเสียงพิณนั้นเป็นเสียงของอึ้งย้ง

บิดาของอึ้งย้งคือมารบูรพาผู้มีนิสัยแปลกประหลาด

ประกอบกับการตามใจของมารเฒ่า ทำให้ตัวอึ้งย้งมีนิสัยเจ้าเล่ห์ชอบเล่นสนุกและซุกซน

เสียงของนาง... ก็เป็นเช่นเดียวกับตัวตนของนาง

ขณะที่เสียงร้องของอึ้งย้งกังวานไปทั่ว ความไม่ยึดติดและความสนุกสนานในบทเพลงก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นเป็นพิเศษ

หลี่ฉางอันที่อยู่ข้างๆ ก็ถอดกลองป๋องแป๋งออกมา แล้วเคาะเป็นจังหวะบ้างไม่เป็นจังหวะบ้าง เพื่อบรรเลงร่วมกับเสียงฉินของเอี้ยง้วย

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้สัมผัสกับบทเพลงแนวนี้เป็นครั้งแรก หรือเป็นเพราะความสุขจากการได้ร่วมสนุกกับผู้อื่น

ทั้งอึ้งย้งและเอี้ยง้วยที่ในตอนแรกไม่ได้สนใจการร้องเพลงเลยแม้แต่น้อย บัดนี้กลับดื่มด่ำไปกับมันอย่างเต็มที่

บทเพลงเดียวถูกขับร้องซ้ำถึงสามรอบก่อนที่กิจกรรมยามค่ำคืนจะสิ้นสุดลง

หลังจากหลี่ฉางอันชำระล้างร่างกายและโบกมือลากลับเข้าห้องไปแล้ว อึ้งย้งก็ตามกลับเข้าห้องของตนไปเช่นกัน

เมื่อกลับมาถึงห้องของตนเอง เอี้ยง้วยก็หวนนึกถึงเรื่องราวเมื่อครู่ พลางจ้องมองแสงเทียนในห้อง นัยน์ตาที่เคยเย็นชาของนางพลันไหวระริกเล็กน้อย

ในฐานะประมุขของวังบุปผา ตั้งแต่เล็กจนโต ชีวิตของนางมีเพียงการฝึกยุทธ์ ปกครองคน หรือไม่ก็ฆ่าคน เอี้ยง้วยเคยมีค่ำคืนเช่นนี้มาก่อนเสียที่ไหน?

ทว่าเมื่อนึกถึงสภาพจิตใจที่สงบและเป็นธรรมชาติเมื่อครู่นี้ มุมปากของนางก็ยกขึ้นเป็นรอยโค้งที่งดงาม

เมื่อนึกถึงหลี่ฉางอันอีกครั้ง เอี้ยง้วยก็พึมพำกับตัวเองเบาๆ

“คนผู้นี้... น่าสนใจอยู่บ้าง!”

ทว่า ในขณะนั้นเอง ก็มีเสียงเคลื่อนไหวแผ่วเบาแว่วมา

เมื่อรับรู้ได้ถึงเสียงนั้น เอี้ยง้วยก็เดินไปที่ริมหน้าต่าง

ในสายตาของนาง อึ้งย้งกำลังย่องเท้าออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะปีนกำแพงออกจากลานเรือนไป

หนึ่งเค่อต่อมา เมื่ออึ้งย้งกลับมาอีกครั้ง ในอ้อมแขนของนางก็มีกระดานหมากชุดหนึ่งเพิ่มขึ้นมา

พร้อมกันนั้นนางยังคงพึมพำกับตนเอง “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าของง่ายๆ เช่นนี้ ข้าจะเล่นสู้เจ้าไม่ได้”

เอี้ยง้วยจ้องมองประตูห้องของอึ้งย้งที่ปิดลงอีกครั้ง ในหัวของนางก็พลันนึกถึงหนี้พนันล้างจานสิบวันที่ตนเพิ่งก่อขึ้น

ครู่ต่อมา ร่างของเอี้ยง้วยก็ไหววูบ เคลื่อนตัวไปยังนอกลานเรือน

เมื่อนางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ศิษย์วังบุปผาสองนางก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าและคุกเข่าลงข้างหนึ่งทันที

“คารวะท่านจ้าววัง”

เมื่ออยู่ต่อหน้าศิษย์วังบุปผา ท่าทีของเอี้ยง้วยก็กลับมาสู่ความสูงส่งและหยิ่งทะนงดังเดิม

"ไปซื้อกระดานหมากล้อมมาชุดหนึ่ง"

“รับบัญชา!”

หลังจากศิษย์วังบุปผารีบจากไปแล้ว เอี้ยง้วยหวนนึกถึงท่าทางลำพองใจของหลี่ฉางอันหลังจากที่เขาชนะ นางก็แค่นเสียงเย็นชาออกมาคราหนึ่ง

“บังอาจให้ข้าล้างจาน.. ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะลำพองใจไปได้อีกนานเท่าใด?”

จบบทที่ บทที่ 11 ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะลำพองใจไปได้อีกนานเท่าใด?

คัดลอกลิงก์แล้ว