- หน้าแรก
- จอมเวทอย่างข้าก็เป็นเช่นนี้แหละ
- บทที่ 226 เฉียดความล่มสลาย
บทที่ 226 เฉียดความล่มสลาย
บทที่ 226 เฉียดความล่มสลาย
บทที่ 226 เฉียดความล่มสลาย
“เจ้าเองก็เหมือนกับข้า ในตัวเราต่างก็มีเลือดอันสูงส่งของตระกูลวินเมียร์ไหลเวียนอยู่! พวกเราควรทำทุกวิถีทางเพื่อเกียรติยศของตระกูล ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม!”
“ครับ...” สเปนเซอร์ตอบรับเสียงแผ่ว
“ยังจำคำสัญญาที่ข้าเคยให้ไว้กับเจ้าได้ไหม?”
สายตาของแวนซ์ลุกโชนไปด้วยความมุ่งมั่น เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสเปนเซอร์
“หลังจากที่ข้าได้เงินจากพวกนั้น และซ่อมแซมปราสาทโรสเสร็จเรียบร้อยแล้ว”
“ในพิธีฉลองเปิดปราสาทอันยิ่งใหญ่ ข้าจะประกาศต่อหน้าทุกคนว่า เจ้า สเปนเซอร์ วินเมียร์ คือสมาชิกใหม่อย่างเป็นทางการของตระกูลวินเมียร์!”
“เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าก็จะหลุดพ้นจากคำครหาว่าเป็นลูกนอกสมรสเสียที นี่ไม่ใช่ความฝันที่เจ้าเฝ้ารอมาตลอดชีวิตหรอกหรือ?”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ความลังเลบนใบหน้าของสเปนเซอร์ก็ค่อยๆ เลือนหายไป
สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นความแน่วแน่
สเปนเซอร์ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เงาของคำว่าลูกนอกสมรสมาตลอด
ถึงแม้เขาและแวนซ์จะมีพ่อคนเดียวกัน แต่แม่ของเขาเป็นเพียงสาวใช้ต้อยต่ำ
ลูกนอกสมรสไม่เพียงแต่จะไม่มีสิทธิ์ในการสืบทอดมรดก แม้แต่สถานะที่ได้รับการยอมรับจากตระกูลก็ยังไม่มี การมีอยู่ของเขาถือเป็นความอัปยศของตระกูลด้วยซ้ำ
คำสัญญาของแวนซ์ คือความฝันสูงสุดที่สเปนเซอร์โหยหามาตลอดชีวิต
“ข้าเข้าใจแล้วครับ!” สเปนเซอร์ตอบเสียงดังฟังชัด
“ดีมาก!”
แวนซ์ตบไหล่สเปนเซอร์อย่างแรง แววตาเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมราวกับพี่ชายที่ภูมิใจในตัวน้อง
“ข้าสัญญา นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากส่งมอบเครื่องสังเวยชุดนี้แล้ว ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกมันอีก”
น้ำเสียงของแวนซ์เต็มไปด้วยพลัง
“และเจ้า จะได้ร่วมมือกับข้า สร้างตำนานบทใหม่ที่รุ่งโรจน์ยิ่งกว่าเดิมให้แก่ตระกูล!”
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังครับ!” สเปนเซอร์พยักหน้าอย่างแรง
หลังจากสเปนเซอร์เดินออกจากห้องรับแขกไป ความคลั่งไคล้บนใบหน้าของแวนซ์ก็ค่อยๆ จางหายไป
ใบหน้าของเขากลับมาเย็นชาดั่งเดิม ราวกับว่าท่าทางกระตือรือร้นเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา
“ซันมิค” แวนซ์เอ่ยเสียงเรียบ
“ขอรับนายท่าน” พ่อบ้านซันมิคที่ยืนสงบนิ่งอยู่ในมุมมืดค่อยๆ ก้าวออกมา
“ตอนนี้เจ้าไปร่างหนังสือแจ้งข่าวส่งให้สมาคมนักผจญภัยที่เมืองแบล็คสโตนได้แล้ว”
แวนซ์เดินไปที่โต๊ะ รินไวน์ใส่แก้วให้ตัวเอง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“ใช้ถ้อยคำที่สุภาพหน่อย เขียนไปว่า...”
“ทางตระกูลรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับทีมนักผจญภัยผู้กล้าหาญกลุ่มนี้ แต่เนื่องจากสัตว์อสูรดุร้ายเกินไป เกินกว่ากำลังคนจะต้านทานไหว”
“รับทราบครับนายท่าน” ซันมิคโค้งคำนับแล้วถอยออกไป
ทั้งห้องรับแขกเหลือเพียงแวนซ์อยู่ตามลำพัง
เมฆดำเคลื่อนผ่าน เผยให้เห็นพระจันทร์เต็มดวงสุกสกาวอยู่เบื้องหลัง
แสงจันทร์สีเงินสาดส่องผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ทาบทับลงบนพรมเป็นแสงสีขาวนวลตาที่ดูหนาวเหน็บ
แวนซ์เดินช้าๆ ไปที่ริมหน้าต่าง
เขาทอดสายตามองไกลออกไปทางทิศที่ตั้งของปราสาทโรสท่ามกลางความมืดมิด
“คืนจันทร์เพ็ญ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการส่งมอบเครื่องสังเวยจริงๆ...”
แวนซ์ชูแก้วไวน์ขึ้น ทำท่าชนแก้วกับปราสาทที่อยู่ห่างไกล แล้วกระดกหมดแก้วในรวดเดียว
ฤทธิ์แอลกอฮอล์ช่วยไล่ความหนาว ความคิดของเขาหวนนึกย้อนกลับไปเมื่อครึ่งปีก่อน
ในค่ำคืนที่หนาวเหน็บเช่นนี้ เขานั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ในห้องทำงาน
ตอนนั้นเขาเพิ่งจะได้รับสืบทอดตระกูลที่ภายนอกดูสวยหรู แต่ภายในกลับเน่าเฟะจนเกินเยียวยา
เมื่อต้องเผชิญกับกองบิลค่าใช้จ่าย จดหมายทวงหนี้ และรายงานตัวเลขติดลบแดงเถือกที่กองพะเนินอยู่บนโต๊ะ แวนซ์รู้สึกเหมือนถูกบีบคั้นจนหายใจไม่ออก สิ้นหวังจนถึงขีดสุด
เขาเคยมีความมุ่งมั่นแรงกล้า คิดว่าด้วยหัวการค้าและความทุ่มเทของตัวเอง จะสามารถพลิกฟื้นตระกูลที่ตกต่ำให้กลับมามีชีวิตชีวาได้
แต่ความเป็นจริงโหดร้ายกว่าที่เขาจินตนาการไว้เป็นร้อยเท่า
แวนซ์ต้องเจอกับอุปสรรคมากมายที่ไม่อาจก้าวข้าม
ธุรกิจค้าขายธัญพืชทางตอนใต้ของอาณาจักร ถูกผูกขาดโดยกลุ่มขุนนางเก่าแก่ที่มีรากฐานมั่นคง เขาแทรกตัวเข้าไปไม่ได้เลย
เหมืองขนาดเล็กที่ตระกูลลงทุนไว้ ก็ขุดเจาะกันมานานจนแร่เริ่มร่อยหรอ ใกล้จะหมดเต็มที
เขาเคยพยายามขอกู้เงินจากธนาคารในเมืองหลวงเพื่อนำมาหมุนเวียน
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการปฏิเสธอย่างสุภาพแต่แฝงด้วยความดูถูก—ไม่มีใครอยากลงทุนกับเรือที่กำลังจะจม
แวนซ์จำไม่ได้แล้วว่าตัวเองเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
เดือนที่แล้ว เพื่อจ่ายเงินเดือนให้คนรับใช้และทหารยามในคฤหาสน์ เขาถึงกับต้องแอบเอาเครื่องประดับไปขาย
ส่วนรายจ่ายเดือนหน้ายังไม่รู้จะหามาจากไหน
จดหมายทวงหนี้จากเจ้าหนี้กองเป็นภูเขา ภาษีที่เก็บได้จากดินแดนก็น้อยลงทุกปี
และไอ้สิ่งที่เรียกว่า "ศักดิ์ศรีขุนนาง" อันน่าขันของตระกูล ก็เหมือนโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ทำให้เขาไม่สามารถลดตัวลงไปทำธุรกิจที่ไม่ค่อยมีเกียรติเหมือนพวกพ่อค้าทั่วไปได้
“หรือว่า... ตระกูลวินเมียร์ จะต้องมาจบสิ้นในมือข้าจริงๆ งั้นหรือ?”
แวนซ์จ้องมองฝ่ามือตัวเอง เสียงสั่นเครือ
“บางทีเจ้าอาจจะมีทางเลือกที่สองก็ได้นะ?” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าดังขึ้นกะทันหัน
“ใคร?!” แวนซ์สะดุ้งสุดตัว รีบหันขวับไปมองต้นเสียง
เงาข้างตู้หนังสือเริ่มมีการเคลื่อนไหว
ชายคนหนึ่งในชุดคลุมสีดำปิดมิดชิดทั้งตัวค่อยๆ เดินออกมา
ราวกับว่าเขายืนอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่ต้น เฝ้ามองดูทุกอย่างอย่างเงียบงัน
“ทหาร! มี...” แวนซ์เตรียมตะโกนเรียกคนโดยไม่ลังเล
“ชูว์...”
ชายคนนั้นยกนิ้วชี้แตะริมฝีปาก คลื่นพลังที่มองไม่เห็นแผ่ขยายออกไปดั่งระลอกน้ำ กดทับเสียงตะโกนของแวนซ์ไว้
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
แม้ใบหน้าจะยังคงซ่อนอยู่ใต้เงาของฮู้ด แต่ริมฝีปากบางเฉียบที่ดูเจ้าเล่ห์ก็เผยออกมาให้เห็น
“ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้น และไม่ต้องไปรบกวนคนอื่นหรอก”
เสียงของชายชุดดำเหมือนงูพิษที่กำลังแลบลิ้น
“ข้ามาที่นี่ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อท่าน... แค่อยากเสนอทางเลือกให้ท่านเท่านั้น”
“เจ้าเป็นใครกันแน่? แอบเข้ามาในห้องทำงานข้า คิดจะทำอะไร?”
แวนซ์พยายามข่มความกลัวในใจ มือข้างหนึ่งกดทับมีดเปิดซองจดหมายบนโต๊ะไว้แน่น
“ถ้าคิดจะมาปล้นล่ะก็ เจ้าเลือกเป้าหมายผิดแล้ว!”
“ข้าเป็นใครไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าข้าสามารถช่วยท่านให้หลุดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายในตอนนี้ได้”
ชายคนนั้นเมินเฉยต่อท่าทีระแวดระวังของแวนซ์โดยสิ้นเชิง
เขาเยื้องย่างราวกับภูตผีเข้ามาที่โต๊ะ ท่าทางผ่อนคลายสบายใจราวกับเป็นเจ้าของบ้านเสียเอง
“แวนซ์ วินเมียร์ ขุนนางใหญ่ผู้มั่งคั่งแห่งเมืองฟอลเลนลีฟ”
ชายชุดดำเอ่ยตำแหน่งยศศักดิ์ที่ฟังดูเสียดแทงใจ
“ตระกูลวินเมียร์ที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกร ตอนนี้กำลังจะล่มสลายแล้ว ใช่ไหม?”
แก้มของแวนซ์เกร็งแน่นด้วยความโกรธและความอับอาย เขาไม่ได้ตอบโต้
“ระแวงข้าก็เป็นเรื่องปกติ ข้าไม่ได้ต้องการให้ท่านเชื่อใจข้าทั้งหมดหรอก”
ชายคนนั้นยิ้ม มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “ข้าแค่ต้องการทำข้อตกลงกับท่าน ได้ยินมาว่าท่านเป็นคนฉลาด”
“ข้อตกลงอะไร?” แวนซ์แข็งใจถาม
“ง่ายมาก ท่านมอบสิ่งที่พวกเราต้องการ ส่วนพวกเรา จะช่วยท่านฟื้นฟูตระกูลวินเมียร์”
พูดจบ ชายคนนั้นก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
บนโต๊ะตรงหน้าเขา มีถุงผ้าใบหนึ่งที่ดูตุงๆ วางอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
รูม่านตาของแวนซ์ขยายกว้างขึ้นเล็กน้อย
เขามองชายชุดดำด้วยความสงสัยระคนหวาดระแวง
ชายชุดดำเพียงแค่พยักหน้าให้เขาเบาๆ
แวนซ์จึงก้าวเข้าไปสองก้าว ยื่นมือออกไปเปิดปากถุงผ้าเล็กน้อย แล้วชำเลืองมองเข้าไปข้างใน
จบบทที่ 226