- หน้าแรก
- ตระกูลเซียนหมื่นวิญญาณ
- บทที่ 655 หวนคืนสู่คลื่นสัตว์อสูร
บทที่ 655 หวนคืนสู่คลื่นสัตว์อสูร
บทที่ 655 หวนคืนสู่คลื่นสัตว์อสูร
บทที่ 655 หวนคืนสู่คลื่นสัตว์อสูร
เสียงคลื่นกระทบฝั่งหนักหน่วง ซัดสาดเกาะแก่งทีละเกาะ
เรือบินลำหนึ่งแล่นฉิวผ่านผิวน้ำตื้น บางครั้งด้วยความเร็วที่มากเกินไปจึงพุ่งชนปลาขนาดยักษ์ จนเกิดเป็นหมอกเลือดฟุ้งกระจายในชั่วพริบตา
แน่นอนว่าบางครั้งเรือบินก็โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาบ้าง
ในยามนี้ แม้สายตาของเย่จิ่งเฉิงจะมองไปข้างหน้า แต่จิตสัมผัสของเขากลับจดจ่ออยู่เบื้องหลังจนหมดสิ้น
เห็นได้ชัดว่า จิตใจของเขากำลังสับสนว้าวุ่น
มังกรน้ำเกล็ดหยกย่อขนาดร่างกายลง อยู่ข้างๆ กำลังเลียบาดแผลของตนเอง
มันเงยหัวขึ้น เอาหัวมาถูไถมือของเย่จิ่งเฉิงเบาๆ
ราวกับสงสัยว่าทำไมการควบคุมเรือวิญญาณของเย่จิ่งเฉิงถึงดูโคลงเคลงไม่มั่นคง
ทว่าเย่จิ่งเฉิงยังคงส่งจิตสัมผัสไปด้านหลัง พวกเขาเดินทางมาไกลมากแล้ว ไกลจนจิตสัมผัสแทบจะจับความรู้สึกไม่ได้แล้ว
แต่จิตสัมผัสของเขาก็ยังคงจดจ่ออยู่เบื้องหลัง เขาบอกตัวเองว่า เขากำลังระวังพวกราชันย์อสูรจากทะเลมังกรสวรรค์ติดตามมา
แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้ดีว่า เขาเพียงแค่คาดหวังว่าจะได้เห็นเย่เซิงอี้ปรากฏตัวขึ้นในสายตาอีกครั้ง
เพียงแต่ภาพนั้นคงเป็นดั่งวิมานในอากาศของโลกมนุษย์ ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง
ในยามนี้ แม้แต่ราชันย์อสูรมังกรปฐพีที่มักจะเยือกเย็น ก็ยังหันกลับไปมองด้านหลังด้วยสายตาเศร้าสร้อย ราวกับกำลังหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต
ถึงอย่างไรความสัมพันธ์ระหว่างเย่เซิงอี้และราชันย์อสูรมังกรปฐพีก็ย้อนกลับไปได้ถึงหลายร้อยปีก่อน
"ครั้งหนึ่งเขาก็เคยเป็นอัจฉริยะของตระกูลเย่!" ในที่สุดราชันย์อสูรมังกรปฐพีก็เงยหน้าขึ้น หันกลับมามองเย่จิ่งเฉิง
"แต่ยามเผชิญอุปสรรคและความผันผวน เขาก็ไม่เคยสูญเสียสติสัมปชัญญะที่พึงมี!"
"ขอบคุณท่านบรรพชนมังกร!" เย่จิ่งเฉิงส่ายหน้า สลัดอารมณ์ขุ่นมัวเหล่านั้นทิ้งไป
จิตสัมผัสของเขามุ่งตรงไปข้างหน้า
เพียงชั่วพริบตา เย่จิ่งเฉิงก็เข้าใจเหตุผลของการเตือนนั้น
เบื้องหน้าของพวกเขา ปรากฏเงาของค่ายกลจำนวนไม่น้อย และยังมีผู้ฝึกตนที่ออกมาสำรวจเส้นทาง
หากราชันย์อสูรมังกรปฐพีไม่เตือน พวกเขาอาจพุ่งชนเข้าไปแล้ว
ค่ายกลเหล่านี้ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย
นี่หมายความว่าทางฝั่งนั้นก็รับรู้ถึงการปะทุของคลื่นสัตว์อสูรแล้วเช่นกัน
และได้เตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว
ผู้ที่มีความพร้อมระดับนี้ ย่อมไม่ใช่เพียงผู้ฝึกตนระดับวังม่วง แต่อาจมีปรมาจารย์ระดับแก่นทองคำ หรือแม้แต่ระดับทารกแรกกำเนิด
หากเย่จิ่งเฉิงถูกพบเข้า การถูกตำหนิยังเป็นเรื่องเล็ก แต่หากถูกซักไซ้ไล่เลียงเรื่องราวของตระกูลเย่ นั่นต่างหากคือปัญหาใหญ่หลวง
ความพยายามทั้งหมดที่ตระกูลเย่ทุ่มเทลงไป จะสูญเปล่าทันที
เหงื่อเย็นเริ่มซึมออกมาที่แผ่นหลังของเย่จิ่งเฉิง
โชคดีที่ยังไม่มีจิตสัมผัสใดตกลงมาที่เรือบินของพวกเขา นั่นหมายความว่าอย่างน้อยยังไม่มีปรมาจารย์ระดับแก่นทองคำหรือทารกแรกกำเนิดพบเห็น
แน่นอนว่า เป็นเพราะพวกเขายังอยู่ห่างจากน่านน้ำหมู่เกาะพอสมควร
การถอยทัพครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้ถอยกลับไปยังหมู่เกาะเทียนอวิ๋นซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักจื่อมู่ และไม่ใช่หมู่เกาะลั่วอวิ๋นซึ่งเป็นที่ตั้งของหอการค้าชิงหลิง แต่เป็นหมู่เกาะชื่ออวิ๋น
ตามแผนการเดิมของตระกูลเย่ ตระกูลจื่อแห่งหมู่เกาะชื่ออวิ๋นก็ได้เข้าร่วมปฏิบัติการที่หุบเหวฉลามทมิฬด้วย
นี่หมายความว่าหมู่เกาะชื่ออวิ๋นอาจมีกองกำลังจากน่านน้ำเทียนหม่า หรือแม้แต่ปรมาจารย์ทารกแรกกำเนิดเข้ามาประจำการอยู่แล้ว
"ท่านบรรพชนมังกร เราต้องหันกลับเข้าไปในคลื่นสัตว์อสูร!" เย่จิ่งเฉิงกล่าวขึ้น
เมื่อเทียบกับพวกตาเฒ่าระดับแก่นทองคำหรือทารกแรกกำเนิด เย่จิ่งเฉิงเต็มใจเผชิญหน้ากับราชันย์อสูรเหล่านั้นมากกว่า
และในเวลานี้ เขาก็หาตัวตนที่เหมาะสมเพื่อแทรกซึมเข้าไปในกลุ่มมนุษย์ไม่ได้
ยิ่งยอมรับการถูกสอบสวนและตรวจสอบด้วยยันต์ถามวิญญาณไม่ได้เด็ดขาด
เย่จิ่งเฉิงรีบนำวิญญาณหินถ้ำสวรรค์ออกมา ให้มังกรน้ำเกล็ดหยก ราชันย์อสูรมังกรปฐพี และราชันย์อสูรเต่าสองหัวเข้าไปในถ้ำสวรรค์
ส่วนตัวเขาเองหยิบถุงสัตว์วิญญาณใบหนึ่งออกมา ถุงนี้ไม่ใช่ของเขา แต่เป็นของเย่เสวียฝาน ภายในบรรจุราชันย์อสูรวาฬน้ำเงินที่ไม่เคยเข้าร่วมการต่อสู้มาก่อน
ร่างของเย่จิ่งเฉิงพุ่งลงสู่ก้นทะเล
ใต้ทะเลลึก เนื่องจากมีหุบเหวสลับซับซ้อนและโขดหินมากมาย ขอบเขตจิตสัมผัสจึงลดลงบ้าง
เมื่อถึงจุดต่ำสุด เย่จิ่งเฉิงก็กางค่ายกลกั้นพลังวิญญาณ หลังจากค่ายกลครอบคลุมพื้นที่แล้ว จึงปล่อยวาฬน้ำเงินออกมา
วาฬน้ำเงินตัวมหึมาส่งเสียงร้องครางออกมา
ดูเหมือนจะตัดพ้อเย่จิ่งเฉิงและเย่เสวียฝานที่ไม่ได้ปล่อยมันออกมาตอนต่อสู้ มันอ้าปากกว้าง ราวกับเป็นจอมตะกละ
เย่จิ่งเฉิงลูบคอวาฬน้ำเงิน ถ่ายทอดแสงล้ำค่าเข้าไปให้มันไม่น้อย และยังโยนยาเม็ดวิญญาณให้กินอีกหลายเม็ด ทำให้วาฬน้ำเงินเริ่มร่าเริงขึ้นมา
หลังจากปลอบประโลมเสร็จ วาฬน้ำเงินก็อ้าปากกว้าง
เย่จิ่งเฉิงกระโดดเข้าไปข้างใน
จากนั้นก็นำเสื้อคลุมไร้เงาออกมา และให้วิญญาณหินใช้วิชาซ่อนมิติคลุมร่างเขาไว้
แบบนี้หากไม่มีใครเข้าไปดูในท้องวาฬน้ำเงิน ก็ไม่มีทางพบความผิดปกติใดๆ
วาฬน้ำเงินในสภาพนี้ ก็เป็นเพียงหนึ่งในสมาชิกของฝูงสัตว์อสูรนับไม่ถ้วน
ขอแค่ตามกระแสฝูงสัตว์อสูรไปข้างหน้าก็พอ
"ยอมเจ็บตัวหน่อย จะได้แนบเนียนยิ่งขึ้น!" เย่จิ่งเฉิงกล่าว
วาฬน้ำเงินที่มีดวงตาเป็นประกายฉลาดเฉลียวก็เข้าใจความหมายทันที
หางขนาดมหึมาของมันฟาดใส่โขดหินยักษ์จนเกิดรอยแผลขนาดใหญ่
เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมา ราวกับถูกคมกระบี่บาด
จากนั้นมันก็ว่ายจากก้นทะเลมุ่งหน้าสู่ทะเลนอก
ว่ายไปไม่รู้ว่านานเท่าไร เย่จิ่งเฉิงไม่กล้าส่งจิตสัมผัสออกไปสำรวจภายนอก แต่เขารู้สึกได้ว่าวาฬน้ำเงินกำลังสั่นสะท้าน แรงกดดันจากมังกรที่น่าสะพรึงกลัวระลอกแล้วระลอกเล่ากดทับลงมาที่ตัววาฬน้ำเงิน มันร้องครวญครางไม่หยุด
เย่จิ่งเฉิงนับดูคร่าวๆ น่าจะมีจิตสัมผัสอันทรงพลังถึงสิบห้าสายที่ตกลงมาที่ตัววาฬน้ำเงิน
นี่แสดงว่าทะเลมังกรสวรรค์เป็นขุมกำลังที่น่ากลัวจริงๆ
และมีสายหนึ่งที่ทำให้วาฬน้ำเงินเกือบจะอ่อนระทวยไปกองกับพื้น!
เห็นได้ชัดว่า นั่นคือจักรพรรดิอสูรตัวจริง!
จากนั้นวาฬน้ำเงินก็เริ่มเปลี่ยนทิศทาง
เย่จิ่งเฉิงถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เขารู้ว่าวาฬน้ำเงินถูกเผ่ามังกรจากทะเลมังกรสวรรค์เกณฑ์ไปเป็นสมาชิกของคลื่นสัตว์อสูรแล้ว
คลื่นสัตว์อสูรในทะเลนอกนั้นไร้ที่สิ้นสุด อย่าว่าแต่เผ่าพันธุ์มนุษย์จะไม่รู้จำนวนสัตว์อสูรระดับสูงที่แท้จริง แม้แต่พวกราชันย์อสูรและจักรพรรดิอสูรเองก็คงไม่รู้แน่ชัด
ขอแค่วาฬน้ำเงินไม่มีกลิ่นอายของการต่อสู้ และไม่มีเลือดของสัตว์อสูรที่ตายไปติดตัว ก็จะไม่มีวันถูกจับได้
และตอนนี้เมื่อไม่มีใครลงมือกับวาฬน้ำเงิน ก็แสดงว่าการปลอมตัวของเขาประสบความสำเร็จ
ในวินาทีนี้ เย่จิ่งเฉิงรู้สึกเสียดายเพียงว่า หากไม่มีราชันย์อสูรค้างคาวม่วงราตรีและมังกรน้ำอัสนีตัวนั้น
เย่เซิงอี้ก็คงหนีรอดมาได้เช่นกัน
แน่นอนว่าในเวลานี้ เขาไม่กล้าใช้จิตสัมผัส แม้แต่วิชาเนตรม่วงมายากก็ไม่กล้าใช้
ช่วงเวลานี้ หากเขาคาดการณ์ไม่ผิด เผ่ามังกรจากทะเลมังกรสวรรค์จะต้องทุ่มกำลังโจมตีเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างบ้าคลั่ง คลื่นสัตว์อสูรจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ
ราชันย์อสูรและจักรพรรดิอสูรทั้งหลายอาจปรากฏตัวขึ้นได้ทุกเมื่อ ต้องรอจนกว่าการต่อสู้ดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง เมื่อกองทัพสัตว์อสูรเคลื่อนทัพผ่านไป ให้วาฬน้ำเงินกลืนกินผู้ฝึกตนสักคน เขาถึงจะปลอมตัวแล้วจากไปได้
จากนั้นเขาก็เข้าไปในถ้ำสวรรค์ของวิญญาณหิน สถานการณ์ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมีเขาอยู่ที่นี่ และแน่นอนว่าเขาอยู่ที่นี่ไปก็ไร้ประโยชน์
เมื่อเขาเข้ามาในถ้ำสวรรค์ คนตระกูลเย่ทุกคนต่างลุกขึ้นยืน
พวกเขามองมาที่เย่จิ่งเฉิง
คนจากยอดเขาหลิงอวิ๋นอาจไม่รู้จักเย่เซิงอี้
แต่แค่รุ่นอักษร 'เซิง' (เสียง) พวกเขาก็เข้าใจอะไรได้มากมาย
ทุกคนต่างมีบาดแผลไม่มากก็น้อย
เย่จิ่งเฉิงไม่ได้พูดอะไรมาก พวกเขาเองก็เงียบกริบ
ชั่วขณะหนึ่ง บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าใจหาย
"ราชันย์อสูรเต่าสองหัว แสงครามแปลงไม้ของเจ้าจะเก็บไว้ใช้ตอนตายหรือไง?" เย่จิ่งเฉิงหันกลับไปมองเจ้าเต่าสองหัว
หัวเต่าทั้งสองหดกลับเล็กน้อย
แต่แล้วแสงสีเขียวในอากาศก็หนาตาขึ้น ปกคลุมผู้ฝึกตนและสัตว์วิญญาณจำนวนมากขึ้น
เย่จิ่งเฉิงเรียกกวางเมฆาห้าสีออกมา แล้วถ่ายเลือดสดๆ ออกมาจำนวนไม่น้อย
มอบให้แก่สมาชิกตระกูลที่บาดเจ็บค่อนข้างหนัก
"ทุกคนจงตั้งใจฝึกฝน นี่ไม่ใช่ศึกสุดท้ายของตระกูลเย่ ศึกสุดท้ายของตระกูลเย่ จะต้องทำให้ทั่วทั้งแดนบูรพาสั่นสะเทือน!"
"ถึงเวลานั้น พวกเจ้าจะได้ประกาศก้องให้สรรพสัตว์รับรู้ว่า ตระกูลเย่ของพวกเรา... กลับมาแล้ว!" เย่จิ่งเฉิงตะโกนก้อง ปลุกขวัญกำลังใจของสมาชิกตระกูลให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
สำหรับคนจากยอดเขาลับ ความปรารถนาสูงสุดย่อมเป็นการได้กลับมามีชีวิตอยู่ต่อหน้าผู้คนอีกครั้ง
ให้ผู้ฝึกตนทั้งหลายได้รับรู้นามของพวกเขา ไม่ใช่อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ ที่บางคนมีเพียงป้ายวิญญาณตั้งอยู่ในศาลบรรพชนบนยอดเขาหลิงอวิ๋นของตระกูลเย่
เมื่อทุกคนแยกย้ายกันไปรักษาตัว เย่จิ่งเฉิงก็มองไปยังสมาชิกตระกูลหลายคน
เขาเดินไปหาเย่ไห่เฉิง เย่ไห่เซิง และเย่เสวียฝานก่อน
เขาก้มหน้าลง ไม่ได้เอ่ยปาก
"สำหรับท่านลุงสาม การได้ตายในสนามรบเพื่อตระกูล ก็เป็นความปรารถนาของท่านเช่นกัน พวกเราที่เป็นลูกหลาน อย่าได้ลืมภารกิจและความหวังของบรรพชน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว!" เย่เสวียฝานเอ่ยปากปลอบโยน
สิ่งที่เย่จิ่งเฉิงทำมานั้นดีมากแล้ว
หากไม่ใช่เพราะเย่จิ่งเฉิง คลื่นสัตว์อสูรครั้งนี้ของตระกูลเย่คงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะสำเร็จ
ราชันย์อสูรส่วนใหญ่ล้วนถูกเย่จิ่งเฉิงร่วมมือกับมังกรน้ำเกล็ดหยกและราชันย์อสูรเต่าสองหัวสังหาร
กลับกลายเป็นราชันย์อสูรมังกรปฐพีที่ไม่ได้มีผลงานโดดเด่นนัก
แน่นอนว่าเรื่องนี้โทษราชันย์อสูรมังกรปฐพีไม่ได้ หากมันไม่คอยถ่วงเวลามังกรน้ำอัสนีตัวนั้นไว้ มังกรตัวนั้นอาจทำให้ตระกูลเย่ล่มสลายได้ในพริบตา
ราชันย์อสูรมังกรระดับสี่ขั้นปลาย แถมยังเป็นมังกรอัสนีที่มีพลังทำลายล้างสูงสุด
ย่อมไม่อาจเทียบกับราชันย์อสูรทั่วไปได้
เย่จิ่งเฉิงส่งถุงเก็บของของเย่เซิงอี้ให้เย่เสวียฝาน
เย่เสวียฝานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรับไว้
จากนั้นเย่จิ่งเฉิงก็มองหาคนในตระกูลที่คุ้นเคยภายในถ้ำสวรรค์ บางคนกำลังรักษาอาการบาดเจ็บ บางคนเขามองหาถึงสามรอบก็ยังไม่พบ
จนกระทั่งมองรอบที่สี่ เขาถึงกัดริมฝีปาก พยายามฝืนยิ้ม แล้วเริ่มเข้าไปทักทายสมาชิกตระกูลเหล่านั้น
แม้แต่เย่จิ่งหู่ก็ได้รับบาดเจ็บไม่เบา
หน้าอกถูกฉลามดาบฟันเป็นแผลเหวอะหวะขนาดใหญ่
แต่เมื่อเห็นเย่จิ่งเฉิงมองมา เย่จิ่งหู่ยังคงฉีกยิ้มกว้าง
"พี่สิบเอ็ด ข้าไม่ได้ทำให้ยอดเขาหลิงอวิ๋นขายหน้าหรอกนะ สังหารสัตว์อสูรระดับเดียวกันไปตั้งหกตัว แถมยังทำให้สัตว์อสูรระดับสามบาดเจ็บสาหัสได้อีกตัวหนึ่ง!"
เย่จิ่งเฉิงไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่เดินเข้าไปตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ
"คราวหน้าก็ระวังหน่อย เจ้าไม่ใช่ผู้ฝึกกายาเสียหน่อย!"
จากนั้นเย่จิ่งเฉิงก็ไปดูเย่จิ่งถิง เย่จิ่งอวี้ และเย่ซิงฉวิน พูดคุยกันเล็กน้อย สุดท้ายก็มองไปที่เย่จิ่งจ้ง
"ไม่เลว!"
ตั๊กแตนล้างวิญญาณประกายทองของเย่จิ่งจ้งสังหารสัตว์อสูรไปไม่น้อยในครั้งนี้ แน่นอนว่าก็ล้มตายไปมากเช่นกัน
แต่ก็นับว่าควรค่าแก่การยกย่องอย่างยิ่ง
หลังจากดูคนในตระกูลจนครบ เย่จิ่งเฉิงก็เดินไปที่ธงวิญญาณ
เขามองดูวิญญาณสัตว์อสูรในธงวิญญาณ มีอยู่เก้าหมื่นสามพันหกร้อยดวง ขาดอีกกว่าหกพันดวงจึงจะครบหนึ่งแสน
แต่ในจำนวนนี้มีวิญญาณราชันย์อสูรระดับสี่ถึงเก้าดวง
เจ็ดดวงได้จากคลื่นสัตว์อสูรครั้งนี้ อีกหนึ่งดวงคือวัวครามวารีสวรรค์ที่สังหารตอนขึ้นเกาะ และอีกหนึ่งดวงคือวิญญาณของราชันย์อสูรเต่าพลิกสมุทรที่ได้มานานแล้ว
ตัวที่ได้มานานแล้วย่อมไม่นับรวมในเป้าหมายเจ็ดตัวของตระกูลเย่ในครั้งนี้
ขณะเดียวกัน วิญญาณของราชันย์อสูรวิหคสามหัวก็มีถึงสามดวง หากจะนับรวมกัน ก็อาจนับได้ถึงสิบดวง
เมื่อพิจารณาดูแล้ว แม้จะขาดวิญญาณสัตว์อสูรระดับหนึ่งระดับสองไปหกพันดวง แต่โดยรวมแล้วพลังวิญญาณก็น่าจะไม่ด้อยไปกว่ากัน
แน่นอนว่าถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังหยิบป้ายคำสั่งตระกูลออกมา และเริ่มสื่อสารกับคนในตระกูลคนอื่นๆ...