- หน้าแรก
- ตระกูลเซียนหมื่นวิญญาณ
- บทที่ 645 ผลึกหอยมุกหยกนิลกาฬ
บทที่ 645 ผลึกหอยมุกหยกนิลกาฬ
บทที่ 645 ผลึกหอยมุกหยกนิลกาฬ
บทที่ 645 ผลึกหอยมุกหยกนิลกาฬ
ท่ามกลางท้องทะเลกว้างใหญ่ไพศาล ผิวฉลามสีดำทมิฬชั้นหนึ่งโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา
สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ฝูงปลาและกุ้งจำนวนมากจนแตกตื่นหนีไปคนละทิศละทาง
เพียงแต่เมื่อผิวฉลามโผล่พ้นน้ำมากขึ้น ก็จะเห็นว่านี่คือเรือวิญญาณที่มีรูปร่างคล้ายฉลามเสือ
ภายในเรือวิญญาณ เหล่าผู้ฝึกตนต่างก็ลอบแผ่สัมผัสวิญญาณออกไป เมื่อเห็นเกาะขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ทุกคนต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"น่านน้ำฉางยวนที่ทอดตัวยาวไปถึงหุบเหวฉลามทมิฬนี้ ช่างยาวนานและอันตรายจริงๆ!" ปรมาจารย์เสวียนหู่ถอนหายใจเบาๆ พลางมองไปที่เย่เสวียชางอย่างมีนัย
ในดินแดนทางทะเล ผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ยังคงคุ้นเคยกับการมีเกาะอยู่ เพราะการต่อสู้บนเกาะย่อมทำให้ทุกคนอุ่นใจกว่า
นี่เป็นความคิดที่ฝังรากลึกถึงกระดูก
แต่ทว่าระหว่างหุบเหวฉลามทมิฬกับหมู่เกาะของเผ่ามนุษย์ กลับมีน่านน้ำฉางยวนกั้นอยู่ ซึ่งแทบจะไม่มีเกาะวิญญาณเลย จนกระทั่งเข้าใกล้หุบเหวฉลามทมิฬ ถึงจะมีเกาะเล็กเกาะน้อยกระจัดกระจายอยู่บ้าง
"สหายเต๋าเสวียนหู่ไม่ควรขอบคุณน่านน้ำฉางยวนหรือ? หากไม่ใช่น่านน้ำแห่งนี้ เกรงว่าโสมวิญญาณเก้าโค้งคงถูกค้นพบไปนานแล้ว ท่านกับข้าก็คงไม่มีวาสนาต่อกัน"
"ฉางยวน (ยาวไกล) ฉางยวน ก็สามารถมองเป็นฉางหยวน (วาสนายาวนาน) ฉางหยวนได้เช่นกัน" เย่เสวียชางกล่าวจบ ก็มองไปที่ทุกคน
"ต่อจากนี้ต้องตกลงกันให้ดี ราชันย์อสูรฉลามทมิฬนิลกาฬแห่งหุบเหวฉลามทมิฬเป็นถึงราชันย์อสูรระดับสี่ขั้นปลาย ก่อนจะพบโสมวิญญาณเก้าโค้ง ห้ามปล่อยสัมผัสวิญญาณออกไปตามอำเภอใจเด็ดขาด!"
"ไม่อย่างนั้นหากราชันย์อสูรตื่นตูมขึ้นมา ความเคลื่อนไหวนั้นอาจทำให้โสมวิญญาณเก้าโค้งซ่อนตัวอยู่ในร่างต้น ไม่ปรากฏตัวออกมาเป็นครึ่งค่อนปี!" เย่เสวียชางเอ่ยเตือน คนอื่นๆ ก็พากันพยักหน้าเห็นด้วย
แม้แต่ปรมาจารย์เสวียนหู่และไป๋ฉางเซิงที่คอยพูดจาเหน็บแนมหยั่งเชิงมาตลอด ในเวลานี้ก็พยักหน้าอย่างหาได้ยาก
เรื่องนี้พวกเขาย่อมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ความระแวงสงสัยที่มีต่อเย่เสวียชางจึงลดทอนลงไปบ้าง
เพราะทุกคนมาที่นี่ ต่อให้มีเจตนาแอบแฝงมากเพียงใด เป้าหมายก็เพื่อโสมวิญญาณเก้าโค้ง
ขอเพียงสมบัติเป็นของจริง ทุกอย่างก็คุยกันได้ง่าย
แต่หากเย่เสวียชางพาพวกเขาไปเสี่ยงอันตรายโดยใช่เหตุ พวกเขาก็ไม่ใช่คนโง่
ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งนี้แต่ละคนต่างก็มีไพ่ตายของตนเองเตรียมมาด้วย
เรือวิญญาณดำดิ่งลงสู่น้ำอย่างรวดเร็ว เพียงแต่ในเวลานี้ ต่างคนต่างก็นำวิธีการพิเศษออกมาใช้ เพราะการไม่ใช้สัมผัสวิญญาณในทะเลนั้นอันตรายมาก หากไม่สามารถรับรู้ล่วงหน้า แล้วพุ่งชนเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า ก็มีโอกาสที่จะบุกรุกเข้าไปในถ้ำของราชันย์อสูรโดยไม่รู้ตัว
วิธีการเหล่านี้ล้วนแตกต่างกันไป เช่น ปรมาจารย์หวงเฉวียน ดวงตาทอประกายแสงสีทอง เห็นได้ชัดว่าเป็นวิชาเนตรชนิดหนึ่ง
ส่วนปรมาจารย์จื่อหมิง นำเข็มทิศออกมา เห็นได้ชัดว่าศาสตราวุธวิเศษเข็มทิศนี้มีอานุภาพพิเศษบางอย่าง
แสงวิญญาณบนเข็มทิศนั้นซับซ้อนยิ่งนัก บางครั้งก็แปรเปลี่ยนเป็นก้อนเมฆ บางครั้งก็แปรเปลี่ยนเป็นเงาวิญญาณอื่นๆ
ปรมาจารย์อันหูดูจะพิเศษที่สุด เขานำ "กบพุงป่อง" ออกมาตัวหนึ่ง
พุงป่องๆ ของมันดูราวกับกลองสีขาวใบหนึ่ง
กบพุงป่องชนิดนี้มีความไวต่ออันตรายอย่างยิ่ง ยิ่งอันตรายมาก พุงก็จะยิ่งพองโต
กลับกันไป๋ฉางเซิงและปรมาจารย์เสวียนหู่กลับไม่ได้นำวิธีการที่ร้ายกาจใดๆ ออกมา
ราวกับไม่ใส่ใจต่อสิ่งเหล่านี้ เพียงแค่คอยจับตาดูเย่เสวียชางอยู่ตลอดเวลา
เย่เสวียชางนำยันต์วิญญาณแผ่นหนึ่งออกมาอย่างเงียบเชียบ
ยันต์แผ่นนี้เปล่งแสงวิญญาณระยิบระยับ ดูพิเศษเป็นอย่างยิ่ง
เรือวิญญาณแล่นต่อไปข้างหน้า ทว่าความเร็วลดลงอย่างมาก
เมื่อถึงจุดนี้ ทุกคนก็สังเกตเห็นว่าแรงดันน้ำสูงขึ้นมากแล้ว
แสดงว่าน่านน้ำแห่งนี้ลึกกว่าที่อื่นมาก
เห็นได้ชัดว่าใกล้ถึงหุบเหวใต้ทะเลแล้ว
เรือวิญญาณค่อยๆ ดำดิ่งลึกลงไป สายตาของทุกคนพอมองเห็นร่องลึกรูปร่างประหลาดใต้ทะเลได้บ้าง
ก้นทะเลมืดมิดไร้แสงสว่าง ไม่เหมือนผิวน้ำที่มีสีฟ้าคราม มีเพียงสัตว์อสูรเรืองแสงและปลาโคมไฟจำนวนน้อยนิดที่ส่องแสงริบหรี่
และหุบเหวลึกขนาดมหึมา เปรียบเสมือนแม่น้ำสายมืดใต้ทะเล ทอดตัวสลับซับซ้อนไปมา
"โว้ว~"
เมื่อเข้าใกล้หุบเหวฉลามทมิฬ ก็เริ่มได้ยินเสียงร้องยาวของฉลามวาฬเป็นระยะ
ทำให้ทุกคนอดรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาไม่ได้
"ตรงนี้มีเกาะอยู่ พักผ่อนกันสักหน่อยเถอะ!" เย่เสวียชางเสนอแนะ เขามองไปที่ผู้ฝึกตนระดับสร้างฐานภายในเรือวิญญาณ ความหมายชัดเจนยิ่ง
ครั้งนี้ตระกูลอวิ๋นพาผู้ฝึกตนระดับสร้างฐานมาด้วยสี่คน ส่วนสำนักอวี้หุยของปรมาจารย์หวงเฉวียนพามามากกว่า
ระดับวังม่วงและระดับแก่นทองคำเข้าไปในหุบเหวลึกย่อมไม่มีปัญหา แต่ผู้ฝึกตนระดับสร้างฐานเหล่านี้หากไม่เตรียมตัวให้ดี จะกลายเป็นตัวถ่วงเสียเปล่าๆ
เมื่อเหล่าปรมาจารย์ระดับแก่นทองคำพยักหน้าเห็นด้วย เย่เสวียชางก็ขับเรือวิญญาณขึ้นฝั่ง
เกาะแห่งนี้ไม่ใหญ่นัก และเต็มไปด้วยโขดหิน ราวกับภาพสะท้อนของหุบเหวใต้ทะเล มีรูปร่างแปลกประหลาด พืชพรรณก็น้อยนิด
กลับมีไอพิษจางๆ ปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง
"พวกเจ้าคอยอยู่ที่นี่ ข้าจะส่งกระแสเสียงมาหาเป็นระยะ!" เย่เสวียชางสั่งการ ผู้ฝึกตนระดับสร้างฐานตระกูลอวิ๋นทั้งสี่ก็พยักหน้ารับคำ
ผู้ฝึกตนทั้งสี่นี้เป็นคนของตระกูลอวิ๋นจริงๆ
ก่อนหน้านี้พวกเขาคิดว่าเย่เสวียชางพามาด้วย เพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อ หรือหน่วยกล้าตาย
แต่ตอนนี้การกระทำของเย่เสวียชาง กลับทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยขึ้นมาก
ปรมาจารย์อันหูและปรมาจารย์จื่อหมิงก็จัดแจงเช่นเดียวกับเย่เสวียชาง
ปรมาจารย์หวงเฉวียนกลับสั่งให้ผู้ฝึกตนระดับสร้างฐานติดตามอย่างใกล้ชิด
หอการค้าชิงหลิงและตระกูลไป๋ก็ให้ผู้ฝึกตนระดับสร้างฐานรออยู่บนเกาะ
เมื่อทุกคนจัดแจงเรียบร้อย ไป๋ฉางเซิงก็เดินไปที่ริมเกาะ เขาหยิบปลาวิญญาณตัวหนึ่งออกมา
ปลาวิญญาณตัวนี้ไม่ใหญ่นัก แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจคือ ภายใต้สัมผัสวิญญาณของพวกเขา กลับสัมผัสถึงปลาตัวนี้ไม่ได้เลย แม้แต่สายตาก็มองเห็นเพียงภาพเลือนราง ราวกับกิ้งก่าเปลี่ยนสีที่สามารถกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมได้
เมื่อปลาวิญญาณว่ายลงไปในทะเล ไป๋ฉางเซิงก็หยิบกระจกศาสตราวุธวิเศษออกมา
"ทุกท่าน ราชันย์อสูรฉลามทมิฬนิลกาฬตัวนี้ไม่ได้ลงมือมาหลายสิบปีแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้มันทะลวงระดับไปแล้ว ข้าขอแนะนำให้ลองหยั่งเชิงดูก่อน!"
ไป๋ฉางเซิงพูดจบก็มองไปที่เย่เสวียชาง
เพราะผู้ที่เสนอเรื่องนี้เป็นคนแรกคือเย่เสวียชาง พวกเขาก็กังวลว่านี่อาจเป็นแผนการร้ายเพื่อทำร้ายทุกคน
เหมือนตอนที่จวินเจินเหรินพาเย่จิ่งเฉิงไป ก็เป็นแผนการร้ายภายใต้ฉากหน้าของวาสนา
เหล่าปรมาจารย์ระดับแก่นทองคำเหล่านี้ล้วนเป็นจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ ย่อมไม่ยอมเสี่ยงอันตราย
หากไม่ให้พวกเขาตรวจสอบให้ละเอียด เกรงว่ากลางทางคงจะบีบคั้นถามความจริงจากเย่เสวียชางแน่
ปรมาจารย์เสวียนหู่ก็จ้องมองไปที่กระจกอย่างตั้งใจ ขณะที่ปลาวิญญาณว่ายวนเวียนอยู่ในหุบเหวลึก
ในที่สุดทุกคนก็ได้เห็นภาพหุบเหวใต้ทะเลอันงดงามตระการตาบนกระจก
หุบเหวลึกกว้างใหญ่ไพศาล แม้ปลาวิญญาณจะว่ายเร็วเพียงใด แต่ก็ยังดูเหมือนภาพวาดหมึกสีดำของหุบเหวที่หยุดนิ่ง
บางครั้งก็มีแสงสว่างกระจัดกระจาย ราวกับดวงดาวที่ประดับประดา กลายเป็นจุดแต้มที่งดงามจับตา
หุบเหวฉลามทมิฬแห่งนี้มีเหมืองแร่เงินนิลกาฬขนาดมหึมา แทรกซึมอยู่ในชั้นหินของหุบเหว
แร่เงินนิลกาฬนี้จัดเป็นวัสดุวิญญาณระดับสอง แม้จะเป็นเหมืองขนาดใหญ่ แต่ก็น้อยคนนักที่จะมาเยือน
เพราะผู้ที่สามารถฝ่าฟันน่านน้ำฉางยวนมาได้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับวังม่วงหรือระดับแก่นทองคำ
ย่อมไม่สนใจแร่เงินนิลกาฬระดับสองนี้เท่าไหร่นัก
ส่วนผู้ฝึกตนระดับหนึ่งระดับสองทั่วไปแม้จะอยากได้ แต่ก็มาไม่ถึง
และที่นี่มีฝูงฉลามทมิฬนิลกาฬและราชันย์อสูรฉลามทมิฬนิลกาฬอาศัยอยู่ สำหรับผู้ฝึกตนทั่วไปถือว่าอันตรายอย่างยิ่ง
เมื่อเข้าสู่ส่วนลึก ไอวิญญาณก็ค่อยๆ เข้มข้นขึ้น
เห็นได้ชัดว่าใต้ทะเลนี้มีสายแร่วิญญาณระดับห้าอยู่
ในภาพยังเห็นฉลามทมิฬนิลกาฬจำนวนไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นลูกฉลามและแม่ฉลาม สุดท้ายเมื่อปรากฏร่างมหึมาที่หมอบนิ่งสงบอยู่
ภาพในกระจกวิเศษก็ดับวูบลงทันที
สัมผัสวิญญาณอันทรงพลังของราชันย์อสูรเริ่มแผ่ออกมาจากทะเลลึก
แต่ในจังหวะนั้นเอง ปรมาจารย์เสวียนหู่ก็หยิบชามวิญญาณสีขาวใบหนึ่งออกมา ครอบลงบนตัวทุกคน
ร่างของทุกคนพลันหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
สัมผัสวิญญาณนั้นมาเร็วและไปเร็ว
ราวกับสะดุ้งตื่นจากฝันเพียงชั่วครู่ แล้วก็กลับไปหลับต่อ
แน่นอนว่า ถึงกระนั้น ทุกคนก็ยังไม่กล้าหายใจแรง ไม่กล้าพูดคุย และไม่กล้าขยับเขยื้อน
มีเพียงเย่เสวียชางที่ลอบสังเกตชามใบนั้น
เห็นได้ชัดว่าชามใบนี้ อย่างน้อยต้องเป็นศาสตราวุธวิเศษระดับสี่ขั้นสูง
มิฉะนั้นคงไม่อาจหลบเลี่ยงการตรวจสอบด้วยสัมผัสวิญญาณของราชันย์อสูรฉลามทมิฬนิลกาฬได้แน่
ผ่านไปถึงสองวันเต็ม ไป๋ฉางเซิงถึงเอ่ยปาก:
"ราชันย์อสูรฉลามทมิฬนิลกาฬตัวนี้น่าจะยังเป็นระดับสี่ขั้นปลาย ไม่มีการพัฒนา!"
ในบรรดาแปดปรมาจารย์ที่อยู่ที่นี่ มีสามคนที่เป็นระดับแก่นทองคำขั้นกลาง คือไป๋ฉางเซิง ปรมาจารย์อันหู และปรมาจารย์เสวียนหู่
ส่วนอีกห้าคนล้วนเป็นระดับแก่นทองคำขั้นต้น
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แม้ราชันย์อสูรระดับแก่นทองคำขั้นปลายจะร้ายกาจ แต่เพราะราชันย์อสูรไม่มีศาสตราวุธวิเศษ โดยทั่วไปแล้วระดับแก่นทองคำขั้นกลางก็พอจะต้านทานได้บ้าง
ตอนนี้มีถึงแปดปรมาจารย์ การรับมือราชันย์อสูรระดับแก่นทองคำขั้นปลาย แม้จะไม่ถึงกับง่ายดาย แต่ก็คงไม่ยากจนเกินไป
ประกอบกับพวกเขายังอยู่ในที่ลับ ความกังวลในใจจึงลดลงไปบ้าง
ความจริงแล้ว พวกเขาก็มีโอกาสเรียกผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำขั้นปลายมาช่วยได้
แต่เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครใจกว้างขนาดนั้น
หากเรียกผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำขั้นปลายมา โสมวิญญาณเก้าโค้งอาจจะตกไปอยู่ในมือของคนผู้นั้นทันที
"ข้ามี 'ผลึกหอยมุกหยกนิลกาฬ' (เสวียนอวี้ปั้งจิง) นี่เป็นของวิเศษที่สมุนไพรวิญญาณแปลงร่างชื่นชอบที่สุด แต่ถ้าข้านำของสิ่งนี้ออกมา ข้าต้องได้อย่างน้อยหนึ่งโค้งของโสมวิญญาณ!" เย่เสวียชางเอ่ยขึ้น