- หน้าแรก
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ เกมของฉันไม่น่ากลัวขนาดนั้นจริงๆ นะ
- ตอนที่ 205 หนู [4]
ตอนที่ 205 หนู [4]
ตอนที่ 205 หนู [4]
‘หนู’ ถอยหลังไปเล็กน้อย ก่อนจะยืนขึ้นอย่างไม่เร่งรีบ แล้วเดินไปพิงอยู่ข้างประตู
เขาน่าจะกำลังเช็คว่ามีใครอยู่ข้างนอกหรือเปล่า
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น สายตาของเขาก็กลับมาจ้องมาที่ฉันอีกครั้ง
รอยยิ้มและลักยิ้มประจำตัวปรากฏชัดบนใบหน้าอีกครั้ง
“…แน่ใจเหรอว่าไม่ได้ปิดบังอะไร?”
“ก็เห็นว่านายบอกเองว่าเป็นคนจัดการ แต่ในเมื่อเป็นแค่ ‘คนธรรมดา’ อย่างนาย จะไปจัดการกับสิ่งผิดปกติแบบนั้นได้ยังไง?”
“…..”
…ไม่มีคำตอบ
ฉันไม่มีคำพูดอะไรจะตอบกลับเขา
เพราะเขาพูดถูก
คนธรรมดาแบบฉัน จะไปรับมือกับสิ่งผิดปกติแบบนั้นได้ยังไง?
ปกติฉันจะพอคิดข้ออ้างได้บ้าง แต่ครั้งนี้ไม่มีข้ออ้างไหนที่ใช้ได้เลย
วิธีที่ฉันจัดการกับสิ่งผิดปกติ มันไม่ใช่อะไรที่ฉันจะพูดออกไปได้ง่ายๆ
‘ถึงจะบอกว่าอาศัยช่วงไคล์กับโซอี้เบี่ยงเบนความสนใจแล้วโจมตีเด็กหญิงก็เถอะ แต่ใครจะไปเชื่อกัน ในเมื่อเด็กหญิงคนนั้นควบคุมทุกคนไว้ได้ชัดเจนขนาดนั้น’
‘แล้วรู้จักนิสัยไอ้หนูนั่นดี มันคงปั้นหลักฐานปลอมมาเต็มที่ให้ดูเหมือนมันเป็นคนจัดการ’
ในสถานการณ์แบบนี้…
ฉันไม่มีอะไรจะพูดเลยจริงๆ
“ถ้านายมั่นใจว่าเป็นคนจัดการจริงๆ ก็ลองไปบอกหัวหน้าแผนกดูสิ ฉันไม่ห้ามหรอก”
“…..”
“เขาดูจะชอบนายนะ ฉันมั่นใจเลยว่าเขาคงเชื่อทุกอย่างที่นายพูด”
“…..”
“แต่อย่าลืมว่าเขาอาจจะเริ่มสงสัยอะไรบางอย่าง…”
รอยยิ้มของ ‘หนู’ ยิ่งเหยียดขึ้นขณะพูด
เขามองมาที่ฉันราวกับแน่ใจเต็มประดาว่าฉันมีอะไรซ่อนอยู่
ฉันอยากจะเถียงกลับ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี
เพราะ…ใช่ ฉันกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง
แต่ถึงอย่างนั้น…
‘ฉันก็ยังต้องพูดอะไรสักอย่าง’
ความเงียบจะมีแต่ยิ่งตอกย้ำว่าเขาคิดถูก
ฉันถอนหายใจเบาๆ ก่อนเอนหลังพิงหมอน มองขึ้นไปยังเพดาน
“…ถ้าฉันมีอะไรปิดบังจริงๆ ฉันคงไม่ได้นอนเจ็บอยู่ตรงนี้หรอก”
“แค่…ตกใจน่ะ ที่เห็นนายเปลี่ยนไปขนาดนี้ นายแกล้งเนียนได้เก่งมากเลยนะ”
“เหรอ?”
‘หนู’ เอียงคอเล็กน้อยสีหน้าดูประหลาดใจนิดๆ
“บอกตรงๆ เลยนะ ถ้าให้เลือกคนที่ฉันคิดว่าจะหลอกยากที่สุดในกลุ่ม…ก็คือนาย”
“ก็เห็นชัดๆ ว่านายคอยเว้นระยะห่างจากฉันตลอด”
“ฉันเว้นระยะกับทุกคน ไม่ค่อยชอบผู้คนอยู่แล้ว”
“…หืม อาจจะใช่ก็ได้”
เขาเคาะนิ้วกับขอบประตูเบาๆ
“อาจจะจริงก็ได้ แต่มันก็ยังไม่ทำให้ฉันเชื่ออยู่ดี”
เขายิ้มอีกครั้ง ก่อนเอื้อมมือเปิดประตูออก
“ยังไงฉันก็มั่นใจว่านายกำลังปิดบังอะไรไว้…”
“แต่ก็ช่างเถอะ ฉันจะไม่ยุ่ง”
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ลักยิ้มเริ่มจางลง
“…ถ้า ‘นาย’ ก็ไม่ยุ่งเรื่องของฉันเหมือนกัน”
ว่าแล้ว เขาก็ก้าวข้ามธรณีประตูออกไป แล้วปิดประตูลงเบาๆ
สิ่งสุดท้ายที่ฉันเห็นก่อนที่เขาจะหายไปคือรอยยิ้มนั่น
รอยยิ้มที่ไม่เคยหายไปจากหน้าเขาตลอดทั้งบทสนทนา
แกร๊ก!
ฉันนอนนิ่งอยู่ในห้อง มองเพดานเงียบๆ
บทสนทนานั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
‘สุดท้าย…มันก็เป็นแบบที่ฉันคิดไว้ไม่มีผิด’
‘และก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่มันจะงี่เง่าใส่ฉันแบบนี้’
ฉันถอนหายใจ
แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็รู้ด้วยว่าปล่อยเขาไว้ไม่ได้
เราเดินมาถึงจุดที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อีกแล้ว
‘ฉันต้องหาทางจัดการกับเขาให้ได้…’
—
วันถัดมา
ฉันถูกปล่อยตัวจากโรงพยาบาลค่อนข้างเร็ว สุดท้ายหมอบอกว่าเหตุผลที่ฉันหมดสติไปก็แค่เพราะใช้พลังงานเกินขีดจำกัด
…แต่ฉันรู้ดีว่าความจริงมันซับซ้อนกว่านั้นมาก
“ดูเหมือนนายจะฟื้นตัวดีเลยนะ”
ไคล์ยืนรอฉันอยู่หน้าทางออกของโรงพยาบาล ข้างๆ รถยนต์สีดำสะอาดเอี่ยมคันหนึ่ง
เสียดายที่ฉันดูไม่ออกเลยว่ามันคือยี่ห้ออะไร
แสงแดดร้อนแรงสาดส่องลงมา คล้ายกับจะล้างคราบฝนบนเกาะไซร์ให้หายไปหมด เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่รู้สึก…น่าต้อนรับ
“ขึ้นมาเลย”
ไคล์เปิดประตูให้
“ฉันจะพาไปที่กิลด์”
“โอเค”
จากที่ฉันเข้าใจ ตอนนี้เรากลับมาอยู่ที่ เกาะมาลาเวียแล้ว เกาะที่ตั้งของกิลด์
‘คิดดูแล้ว…ฉันไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับเกาะนี้เลยแฮะ’
สิ่งเดียวที่รู้คือ มันมีเมืองเดียวใหญ่ๆ แบ่งเป็นหลายโซน และมีประชากรเยอะมาก
ฉันไม่เคยใช้เวลาสำรวจที่นี่เลย ส่วนใหญ่เอาเวลาไปนั่งเขียนโค้ดในออฟฟิศอยู่แต่ในเกม
‘บางทีฉันควรหาเวลาสำรวจให้มากกว่านี้’
“โอเค”
เมื่อเปิดประตูอีกฝั่งขึ้นนั่ง ไคล์ก็เหลือบมองมาทางฉัน ฉันนั่งอยู่เบาะข้างคนขับ
“…พอถึงกิลด์แล้ว นายควรตรงไปที่หอพักเลยนะ พักผ่อนให้เต็มที่ นายได้วันหยุดมาสองสามวัน”
ไคล์หยุดพูดเล็กน้อย สีหน้าเหมือนลังเล
“…ถึงจะไม่ค่อยสำคัญกับนายเท่าไหร่ก็เถอะ เพราะนายไม่ได้ทำงานอยู่แล้ว”
“อืม”
…มีแค่วันที่บำบัดเท่านั้น ที่ฉันต้องนั่งฟังระบายในการบำบัด
ฉันแค่ทำงานในกิลด์…ในนามเท่านั้น
จริงๆ แล้ว ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากจดจ่ออยู่กับการสร้างเกมของตัวเอง
“ก็ในเมื่อนายไม่ได้มีหน้าที่อะไรจริงๆ ฉันว่าก็แล้วแต่นายล่ะกัน พักผ่อนให้เต็มที่ แล้วอยากทำอะไรก็ทำไป ฉันเองก็คงทำแบบเดียวกัน”
“…อืม”
“ดีแล้ว”
ไคล์หันกลับไปสนใจกับพวงมาลัย แล้วเริ่มขับรถออกไป
เขากำลังจะเปิดวิทยุแต่ฉันก็พูดขัดไว้ก่อน
“หือ?”
“…ฉันชอบความเงียบมากกว่า”
จริงๆ ก็ไม่ใช่หรอก
ฉันแค่…นึกถึงเหตุการณ์ในอดีต
เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับใครบางคน…ที่ชื่อวาทยกร
ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็ไม่เชื่อใจวิทยุอีกเลย
“เอ่อ…โอเค”
ไคล์ดูหงุดหงิดเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ว่าอะไร
ขณะที่มองเขาขับรถ ฉันก็เผลอจมอยู่กับความคิดของตัวเองโดยไม่รู้ตัว
มือเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ แล้วเปิดแอป ‘ด็อก’ ขึ้นมา
‘ไม่ได้เช็คมาตั้งแต่เมื่อวาน บางทีสถานการณ์อาจเปลี่ยนไปบ้างแล้วก็ได้…’
[ยอดขาย: 62,129]
“…..”
ฉันจ้องตัวเลขตรงหน้าพูดไม่ออกเลยจริงๆ
ถึงจะคาดไว้แล้วว่ายอดขายจะลดลง แต่ไม่คิดว่าจะดิ่งขนาดนี้
ยอดขายเพิ่มจากเดิมไม่ถึงพันชุด…ทั้งที่เกมยังใหม่อยู่แท้ๆ
ชัดเจนเลยว่า โนวา สตูดิโอ ยังเล่นตุกติกอยู่กับระบบขายของเกมฉันแน่ๆ
‘ดูท่าฉันต้องรีบเขียนโหมดมัลติเพลเยอร์ให้เสร็จเร็วๆ แล้วล่ะ…’
‘แต่ไม่แน่ว่านั่นอาจไม่พอด้วยซ้ำ…’
มัลติเพลเยอร์ช่วยเพิ่มยอดขายได้แค่ช่วงสั้นๆ
แต่มันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นตอ
ฉันต้องหาทาง “จัดการ” ปัญหานี้โดยตรง
…แต่พูดง่ายกว่าทำ
โนวา สตูดิโออยู่ไกลจากที่ฉันอยู่มาก แถมยังเป็นสตูดิโอระดับใหญ่
ใหญ่กว่าฉันมากชนิดเทียบไม่ติด ถ้าจะเผชิญหน้าตรงๆ มีแต่จะแพ้ยับ
‘ถ้ามีวิธีสาปแช่งพวกมันตรงๆ ได้ก็คง…’
จู่ๆ ฉันก็หยุดคิดกลางคัน
เหมือนบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว
ฉันรีบเปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมาทันที
และที่นั่นสายตาของฉันก็หยุดอยู่ที่โหนดสองอันของตัวเอง
[ภาชนะกักกัน] และ [การถ่ายโอนคุณลักษณะ ]
ฉันจ้องมองสองโหนดนั้น แล้วสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ชื่อหนึ่ง…
มิสเตอร์จิงเกลส์
‘เดี๋ยวนะ…ถ้าเกิดว่า…?’