- หน้าแรก
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ เกมของฉันไม่น่ากลัวขนาดนั้นจริงๆ นะ
- บทที่ 105 หน่วยสำรวจ [1]
บทที่ 105 หน่วยสำรวจ [1]
บทที่ 105 หน่วยสำรวจ [1]
เซธ ธอร์น
พอเห็นชื่อของฉันโผล่อยู่ในรายชื่อทีมสำรวจ ฉันต้องกระพริบตาหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด
แต่ไม่ว่าฉันจะกระพริบกี่ครั้ง ชื่อนั้นก็ยังอยู่บนกระดาษเหมือนเดิม
เสียงของไคล์ดังขึ้นตามมา
“นายไปทำบ้าอะไรมา? อย่าบอกนะว่านี่คือรางวัลที่นาย..”
“ไม่แน่นอน”
ฉันรีบขัดไคล์ก่อนที่เขาจะพูดจบ
“ฉันยังอยากได้เงินชดเชยเสียมากกว่าจะมาขออะไรแบบนี้ นายบ้าไปแล้วเหรอ?”
ทั้ง ๆ ที่จริง ฉันเองก็งงไม่แพ้เขา แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไงกัน
“อ๋อ เรื่องนั้น…”
เสียงเก้อ ๆ ดังขึ้น ทำให้ฉันกับไคล์หันไปมองต้นเสียงพร้อมกัน
โรแวนยิ้มแห้ง ๆ พลางเกาข้างคอ
“อันนี้อาจเป็นความผิดของฉันเอง… หัวหน้าทีมถามว่าฉันอยากเข้าร่วมไหม แต่ฉันไม่อยู่ในสภาพที่จะทำได้ แล้วพอถามว่ามีใครแทนได้บ้าง การสนทนาก็เลยวกไปจนฉันดันเผลอแนะนำนายน ถ้านายเป็นส่วนหนึ่งของทีมก็…”
“นาย…”
ไคล์รีบตัดบท หมัดกำแน่นจ่อปาก เหมือนอยากพูดอะไรสักร้อยอย่าง
แต่ฉันก็หยุดเขาไว้ก่อน
“สรุปคือ นายแนะนำฉันให้แทนที่ตัวเองงั้นเหรอ?”
“อ๋อ ไม่ใช่แบบนั้น”
โรแวนส่ายหน้า
“ฉันบอกแล้วไง ว่ามันคุยกันคนละเรื่อง นายไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับฉัน จะให้นายมาแทนที่น่ะ มันบ้าเกินไปหน่อย ฉันแนะนำนายนะ… ให้ไปอยู่ทีมสนับสนุนเถอะ ฉันว่ามันเหมาะกับนายที่สุดแล้ว”
“อะไรนะ? เขาเนี่ยนะ…?”
ไคล์หันมามองฉันด้วยสายตาเต็มไปด้วยความสงสัย ปากขยับเหมือนกำลังพูดว่า “นายไปทำเชี้ยอะไรมา? นายป้อนยาอะไรเขารึเปล่า?”
ฉันแอบน้อยใจนิดหน่อยนะจะว่าไป
ไม่มีเรื่องยาเข้ามาเกี่ยวสักหน่อย… มันก็แค่การกดดันทางจิตใจ และคลิปบันทึกเสียงทรงพลังจากความผิดปกติระดับสูงเท่านั้น
ฉันไม่มีวันลดตัวเองไปถึงขั้นใช้ยาเด็ดขาด
“ไคล์ นายควรลองดูบ้างถ้ามีเวลา ฉันว่าอาจช่วยนายได้เยอะเลยนะ ฉันรู้ว่านายเองก็ผ่านอะไรมามากเหมือนกัน…”
“เอาไว้คราวหลังแล้วกัน”
แม้ปากจะพูดแบบนั้น แต่สีหน้าของไคล์กลับไม่สนใจเอาเสียเลย ก็ไม่แปลกหรอก ฉันเองก็ไม่อยากบำบัดอะไรเพิ่มตอนนี้เหมือนกัน
โดยเฉพาะเมื่อฉันยังไม่มั่นใจเลยว่ามันจะใช้ได้ผลกับคนที่แข็งแกร่งกว่านี้หรือเปล่า มันใช้ได้ผลกับพวก “ลำดับที่สองลงไป” แต่กับพวกที่อยู่ระดับสูงกว่านั้น…ฉันเองก็ยังไม่แน่ใจเลย
ฉันจำเป็นต้องระวังให้มาก
“ยังไงก็ตาม นายต้องปฏิเสธซะ กิลด์ค่อนข้างยืดหยุ่นเรื่องแบบนี้ พวกเขาไม่บังคับหรอก แถมยังมีทีมสนับสนุนอีกตั้งหลายคนที่พร้อมจะไปแทนนาย”
“…อ๋อ”
ฉันรู้อยู่แล้วล่ะ
ฉันรู้ดีว่าตัวเองสามารถปฏิเสธภารกิจนี้ได้ แต่พอหันไปมองหน้าจอแล็ปท็อป เห็นหน้าต่างเควสปรากฏขึ้นมา ปากฉันก็เม้มแน่นโดยไม่รู้ตัว
มันผ่านมาสักพักแล้วนับจากวันที่ฉันเจอรอยแยก…แต่ก็ยังไม่มีอะไรโผล่ออกมาเลย
เควสก็ยังไม่ถูกนับว่าสำเร็จ
มันหมายความว่ายังไงกันแน่?
‘หรือว่ามันกำลังบอกว่า ฉันต้องเป็นคนเข้าไปในรอยแยกประหลาดนั่นเอง?’
ความอึดอัดหนักอึ้งกดทับลงบนอก
ฉันยังไม่แน่ใจว่ารอยแยกนั้นทำงานยังไง แต่จากการคาดเดา มันน่าจะเป็นเหมือน “เกท” บางอย่าง
ปกติแล้วฉันคงจะหวาดกลัวสุดขีด แต่พอจ้องไปที่หน้าต่างเควส เห็นคำว่า [ลำดับที่สอง] ในช่องระดับความยาก ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า…บางทีรอยแยกนี้อาจจะง่ายกว่าที่คนอื่นคิด
บางทีความผิดปกตินั้นอาจไม่ได้แข็งแกร่งนัก?
หรือบางทีมันอาจมีจุดอ่อนบางอย่างที่ไม่มีใครรู้มาก่อน เลยทำให้มันจัดการง่ายกว่าที่เห็น?
สารพัดความคิดแล่นเข้ามาในหัวตอนนั้น
หลายเสียงในใจพยายามบอกให้ฉันไม่รับภารกิจนี้ แต่ยิ่งเห็นคำว่า ลำดับที่สอง อยู่ตรงหน้า ฉันก็ยิ่งมั่นใจว่าความคิดเมื่อกี้อาจไม่ผิดก็ได้
ไม่แน่ว่า…สิ่งที่เรากำลังเผชิญอาจมีจุดอ่อนสำคัญบางอย่าง หรือไม่ก็รอยแยกประหลาดนี้อาจเป็นเพียง “บททดสอบเล็ก ๆ” ที่ความผิดปกติสร้างขึ้นมา?
ไม่ว่ามันจะเป็นแบบไหน…ฉันก็ยังอยากมีเวลาไตร่ตรองมากกว่านี้
ตื๊ดดด….
อย่างน้อย…ฉันก็คิดแบบนั้น จนกระทั่งมือถือสั่นและข้อความใหม่ก็เด้งขึ้นมา
[เจอกันที่อาคารในอีกสิบ นาที ห้ามสาย]
ข้อความส่งตรงมาจากเบอร์ที่ฉันไม่รู้จัก และเมื่อเงยหน้าขึ้น…ฉันก็เห็นไคล์จ้องอยู่
“อย่าแม้แต่จะคิดเชียวนะ”
ฉันฝืนยิ้ม พลางลุกออกจากเก้าอี้
“นายคิดว่าฉันไม่ไปได้จริง ๆ เหรอ? ยังไงฉันก็ต้องไปอยู่ดี แต่ฉันจะลองดูว่าจะปฏิเสธได้ไหม”
“แน่ใจเหรอ?”
ดวงตาของไคล์หรี่ลง สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“อะไร? เถอะน่า…นายก็รู้ว่าฉันเกลียดเรื่องน่ากลัวแค่ไหน ถ้ามันหลอนเกินไป ฉันก็เลิกแน่”
“ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันคงเชื่อ แต่ตอนนี้…ฉันเริ่มไม่มั่นใจ นายเปลี่ยนไปแล้ว”
“โธ่เอ๊ย…”
ฉันมองเขาด้วยสายตาจริงจัง
“นายก็รู้ว่าฉันไม่เคยโกหกเรื่องนี้ นายเองก็เห็นฉันอ้วกก่อนมาที่นี่ด้วยตาตัวเองแล้ว”
“ก็จริง…”
ไคล์ดูเหมือนจะโล่งใจขึ้นเล็กน้อยหลังได้ยินฉันพูด เขาถอนหายใจยาวแล้วพยักหน้า
“เอาล่ะ ไปกันเถอะ”
เขาเดินออกจากห้องไป ฉันก็ตามติดอยู่ด้านหลัง
ปิดประตูตามหลัง ฉันเกาหลังคอเบา ๆ ความรู้สึกเหมือนลืมอะไรบางอย่างแวบเข้ามา
เสียงอู้อี้เบา ๆ ดังลอดออกมาจากหลังประตู แต่ฉันก็เมินมันไป
เดี๋ยวสิ! แล้วการบำบัดของฉันล่ะ?
อ๋อ…ใช่แล้ว
—
บ้านในครั้งนี้แน่นขนัดกว่าปกติเสียอีก พอเดินเข้ามาพร้อมไคล์ พวกเราก็ถูกพาไปยังห้องหนึ่งทันที ด้านในเต็มไปด้วยผู้คนหลายคน บรรยากาศตึงเครียด สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังแท็บเล็ตที่วางอยู่บนโต๊ะ
“โอ้ ไคล์ มาแล้วเหรอ…”
“พอดีเวลาเลย”
ทันทีที่เขาปรากฏตัว ทุกคนก็ทักทายเขา ส่วนฉันยืนอยู่ด้านข้าง ถูกเมินไปโดยสิ้นเชิง
แต่ฉันไม่ติดใจอะไรนัก จริง ๆ แล้วฉันยังชอบเสียด้วยซ้ำที่ไม่ต้องเป็นจุดสนใจ
ฉันกำลังจะค่อย ๆ ถอยหายไปหามุมเงียบ ๆ แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับโซอี้ เธอนั่งเอนอยู่บนเก้าอี้ เล่นเกมมือถือไปพลาง กินขนมกรอบไปพลาง
เธอดูจะอินกับเกมเอามาก ๆ
…และก็อินกับขนมเช่นกัน มองเธอตักมันเข้าปากทีละหลายชิ้นขณะที่อีกมือยังจดจ่ออยู่กับเกม มันเป็นภาพที่แปลกประหลาดดี
โดยเฉพาะเมื่อ…
‘ไม่ชอบรสธรรมดางั้นเหรอ? ดูสิสภาพนี้ ใครมาเห็นเข้าคงไม่มีวันเชื่อหรอก’
ความคิดของฉันหยุดชะงัก
เหมือนเธอรู้ตัวว่าถูกจ้อง โซอี้ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาสบเข้ากับฉันตรง ๆ
ร่างทั้งร่างของเธอชะงักค้าง มือค้างกลางอากาศพร้อมขนมที่คีบอยู่
“อะ…”
นั่นคือเสียงเดียวที่เล็ดลอดออกจากปากเธอในตอนนั้น ขณะที่ฉันรีบเบือนหน้าหนี พยายามซ่อนรอยยิ้มที่กำลังผุดขึ้นที่มุมปาก
แต่เหมือนเธอจะสังเกตเห็น ร่างกายเธอแข็งทื่อ ใบหน้าก็เปลี่ยนสี เธอทำมือถือร่วงลงบนโต๊ะ
เธอวางมือทั้งสองลงบนโต๊ะ เตรียมลุกขึ้นในทันทีว่า..
“นาย…!”
“ดี ทุกคนมาครบแล้วสินะ”
หัวหน้าทีมเดินเข้ามา และความวุ่นวายก็ถูกกลืนหายไปทันที
โดยไม่สนใจบรรยากาศ เขาก้าวไปยังโต๊ะกลางแล้วนั่งลง สีหน้าเคร่งเครียดยิ่งนัก
“ฉันจะเริ่มการประชุมนี้ให้ตรงประเด็นที่สุด”
เสียงเข้มข้นก้องไปทั่วห้อง ดวงตาของเขากวาดมองทุกคนทีละคน
“ถ้าไม่อยากตาย ก็ออกไปซะ นี่คือโอกาสเดียวของพวกคุณ เพราะว่า…”
หัวหน้าทีมหยุดไปชั่วครู่
“…เมื่อคุณตายไปแล้ว จะไม่มีโอกาสครั้งที่สองให้กลับมาอีก”