เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 71 อีกหนึ่งบานหน้าต่างของวิถีภาพวาด

บทที่ 71 อีกหนึ่งบานหน้าต่างของวิถีภาพวาด

บทที่ 71 อีกหนึ่งบานหน้าต่างของวิถีภาพวาด


บริเวณรอบนอกจวนตระกูลหลิน ชายชราผู้หนึ่งแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องนภา ดวงตาของเขาหม่นแสงราวดังกองขี้เถ้าที่มอดไหม้จนสิ้นสูญ

เติ้งปั๋วเฝ้าเงยหน้ามองผืนฟ้าเช่นนี้มานานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนเต็ม

เมื่อครั้งศึกนทีสีชาดในอดีตกาล พี่น้องนับแสนนายต้องพลีชีพ ณ ดินแดนทิศตะวันออกเขายังไม่รู้สึกสิ้นหวังถึงเพียงนี้ และยามที่จวนโหวถูกใส่ร้ายป้ายสี เขาก็ยังไม่รู้สึกสิ้นหวังถึงเพียงนี้

ทว่าในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา เขากลับรู้สึกสิ้นหวังอย่างแท้จริง

บุคคลที่เป็นดั่งความหวังเพียงหนึ่งเดียวของเขา บุคคลที่ทำให้เลือดในกายของคนในจวนตะกูลหลินกลับมาเดือดพล่านได้อีกครั้ง กลับถูกฉุดคร่าลงสู่เหวลึกไร้วิถีซึ่งเป็นเขตแดนต้องห้ามของโลกมนุษย์

เขาจะไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว หากปราศจากเขาแล้ว จะยังมีกระแสธารอันบริสุทธิ์สายใดหลงเหลืออยู่ในโลกหล้าอีกเล่า?

หากปราศจากเขาแล้ว เหล่าทหารกล้าที่เหลือรอดอีกสี่ร้อยนายรวมถึงตัวเขา จะยังหลงเหลือทิศทางให้ก้าวเดินต่อไปได้อย่างไร?

ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลังว่า "เติ้งปั๋ว!"

เติ้งปั๋วหันขวับกลับไปมองทันที ก่อนจะพบกับหลินซูที่ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตม ผ้าโพกศีรษะบัณฑิตหายไป สภาพที่เต็มไปด้วยดินโคลนนั้นดูเหมือนกับวันที่เขาพบหลินซูเป็นครั้งแรกไม่มีผิดเพี้ยน

เติ้งปั๋วแผดเสียงร้องตะโกนก้องพลางพุ่งตัวเข้าไปหา เขาใช้แขนที่หลงเหลือเพียงข้างเดียวชูร่างของหลินซูขึ้นมา แม้ความสามารถในการต่อสู้ของเขาจะถดถอยลงไปมาก ทว่าจากการพายเรือมานานหลายปี พละกำลังจากแขนเพียงข้างเดียวนั้นก็ยังมีมหาศาล

หลินซูถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเติ้งปั๋วจะสามารถหัวเราะออกมาได้ราวกับคนโง่เขลาเช่นนี้

เฉินซื่อปรากฏกายขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง ใบหน้าที่ซูบผอมและซีดเซียวของนางพลันเบ่งบานราวดังบุปผาในชั่วพริบตา

หลินเจียเหลียงวิ่งพรวดออกมาจากในเรือน เขาโผเข้ากอดหลินซูไว้แน่นพลางหมุนตัวไปรอบๆ เสียงหัวเราะดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งจวนตระกูลหลิน

หลินฮูหยินผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ไท่ซืออย่างรวดเร็ว ทว่าขาของนางกลับอ่อนแรงจนเกือบจะล้มพับลงไป เสี่ยวเสวี่ยที่ตาไวคว้าตัวนางเอาไว้ได้ทัน ฮูหยินเฒ่าตะโกนลั่นว่า "เร็วเข้า พาข้าไปดู..."

ปากก็บอกว่าให้สาวใช้พาไป แต่ความจริงนางกลับรอไม่ไหว พุ่งตัวไปที่หน้าชานเรือน เพียงไม่กี่ก้าวเมื่อเห็นหน้าหลินซูนางก็เกือบจะกระโดดลงมาจากบันไดเสียให้ได้ โชคดีที่เสี่ยวเสวี่ยคอยดึงรั้งไว้จากทางด้านหลัง

ทั่วทั้งจวนตระกูลหลินราวกับน้ำที่กำลังเดือดพล่าน ฟองอากาศผุดพรายขึ้นไปทั่วทุกหนแห่ง

โรงกลั่นสุราตระกูลหลินที่อยู่หลังจวนถึงกับต้องหยุดงานชั่วคราว คนงานทุกคนต่างกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังระเบ็งเซ็งแซ่ไปถึงชั้นฟ้า ราวกับเป็นการตะโกนระบายความอัดอั้นทั้งหมด

ในช่วงไม่กี่วันที่คุณชายสามเกิดเรื่อง คนในโรงกลั่นสุราต่างก็ก้มหน้าก้มตาทำงานหนักโดยไม่ปริปากพูดจาแม้แต่คำเดียว ราวกับต้องการทุ่มเทแรงกายทั้งหมดลงไปกับการงาน ทว่าในตอนนี้ พวกเขากลับปลดปล่อยความรู้สึกออกมาอย่างเต็มที่

เสี่ยวเยากระโดดออกมาจากกลุ่มสาวใช้ "คุณชาย ท่านถูกจับตัวไปที่เหวลึกไร้วิถีจริงๆ หรือเจ้าคะ?"

"ใช่แล้ว"

ทุกคนต่างชะงักงันด้วยความประหลาดใจ ต่างพากันรอฟังเรื่องราวอันเป็นตำนาน

เสี่ยวเยาเอ่ยถามว่า "ที่นั่น... ที่นั่น มีของอร่อยๆ กินบ้างหรือไม่เจ้าคะ?"

ทุกคนถึงกับเสียหลักล้มคะมำ

หลินเจียเหลียงใช้นิ้วเคาะหน้าผากของยัยเด็กตะกละคนนี้หนึ่งที ก่อนจะเอ่ยถามตรงๆ ว่า "น้องสาม เจ้าหนีออกมาได้อย่างไร?"

"อะแฮ่ม..." หลินซูกวาดสายตามองไปรอบๆ "ข้าจะพูดความจริงนะ ทุกคนอย่าได้คาดเดากันไปไกล ข้าชักจะทนกับเรื่องแต่งที่เกินจริงไม่ไหวแล้ว... ในเหวลึกไร้วิถีมีองค์หญิงเจ็ดผู้หนึ่งนามว่าหลงเอ๋อร์ นางเป็นแม่นางที่ดีมาก จึงเป็นคนส่งข้ากลับมา"

สีหน้าของทุกคนดูแปลกประหลาดไปในทันที

'คุณชายสาม ความจริงท่านไม่จำเป็นต้องพูดออกมา พวกเราทุกคนก็พอจะคาดเดาได้เกือบหมดแล้ว ขนาดอยู่ในเผ่าปีศาจท่านยังสร้างชื่อเสียงเสียจนโด่งดัง ล่อลวงองค์หญิงเก้าจนเกือบจะพาจักรพรรดิปีศาจกลับมาด้วย การที่ท่านกลับมาจากเหวลึกไร้วิถีได้โดยไร้รอยขีดข่วนเช่นนี้ หากคิดตามนิสัยดั้งเดิมของท่าน เรื่องราวมันก็คงจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ'

เหวลึกไร้วิถีนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด ยอดฝีมือระดับสูงทั่วทั้งใต้หล้าต่างก็หวาดเกรงจนไม่กล้าเข้าใกล้ เพียงแค่เอ่ยถึงก็ทำได้แค่ส่ายหน้าทอดถอนใจ ทว่าคุณชายของพวกเขากลับทำให้ฝ่ายนั้นต้องเสียทั้งบุตรสาวและสูญเสียกำลังพล...

คนทั้งตระกูลหลินต่างตื่นเต้นจนตัวสั่น

"น้องสาม หลังจากที่เจ้าเกิดเรื่อง ท่านอาจารย์เป่าซานก็จากไปแล้ว เขาบอกว่าจะเดินทางไปทั่วทุกสารทิศเพื่อตามหายอดฝีมือสายมรรคา เพื่อร่วมกันบุกเข้าไปในเหวลึกไร้วิถี นอกจากนี้ยังมีแม่นางอั้นเย่... ทันทีที่เจ้าตกลงไปในบ่อน้ำ นางก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมชี้ฟ้าสาบานว่า หากเหวลึกไร้วิถีกล้าทำอันตรายเจ้าแม้เพียงเส้นขน นางจะยอมแลกด้วยชีวิตเพื่อราบเหวลึกไร้วิถีให้จงได้!"

ความอบอุ่นสายหนึ่งผุดขึ้นในใจของหลินซู เห็นได้ชัดว่า การทุ่มเทลงไปนั้นย่อมหลงเหลือร่องรอยไว้เสมอ ราวดังการสาดน้ำลงบนกำแพง

'ท่านอาจารย์เป่าซาน ข้าไม่ได้ให้ท่านดื่มสุรามากมายขนาดนั้นไปโดยเปล่าประโยชน์จริงๆ ส่วนอั้นเย่ ข้าก็ไม่ได้เอ็นดูเจ้าเสียเปล่าเลยนะ'

"ท่านเจ้าเมืองมาที่นี่เมื่อวานนี้ เขาบอกให้ข้าตั้งใจไปการสอบหุ้ยซื่อ ส่วนเรื่องในจวนเขาจะเป็นคนดูแลให้เอง"

เฉินซื่อกล่าวว่า "ความจริงยังมีแม่นางอีกผู้หนึ่งที่คอยเฝ้าอยู่ที่เรือนตะวันตกมาโดยตลอด ไปทักทายนางหน่อยเถอะ"

หัวใจของหลินซูกระตุกวูบ 'จางอี้อวี่อย่างนั้นหรือ?' ความคิดแรกของเขาก็คือจางอี้อวี่ หญิงสาวผู้นั้นปกติจะดูนิ่งเฉยไม่ยินดียินร้าย ทว่าอย่างไรเสียความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนางก็ถือว่าพิเศษ ในยามที่ตระกูลหลินประสบเคราะห์กรรม การที่นางมาช่วยดูแลจวนตะกูลหลินก็นับว่าสมเหตุสมผลอยู่

ทว่าสิ่งที่เขาไม่ได้คาดคิดก็คือ บุคคลที่ยืนยิ้มอยู่ตรงประตูเรือนตะวันตกกลับไม่ใช่จางอี้อวี่ แต่เป็นชิวสือฮว่าผิง

"คุณชายหลินมีวาสนาสูงส่ง กลับมาอย่างปลอดภัยก็นับว่าดีแล้ว!" ชิวสือฮว่าผิงแย้มยิ้มบางๆ "ข้าขอตัวลา"

"แม่นางชิวสือโปรดหยุดก่อน!" หลินซูกล่าวว่า "ในเมื่อมาถึงแล้ว ไฉนไม่ลองดื่มน้ำชาสักจอกเล่า"

'ดื่มน้ำชาสักจอก?' ชิวสือฮว่าผิงรู้สึกลังเลเล็กน้อย การได้ดื่มชากับเขาและสนทนาเรื่องมรรคาเป็นสิ่งที่นางคาดหวังมาโดยตลอด ทว่า ชื่อเสียงของคนตรงหน้านี้ อะแฮ่ม...ชื่อเสียงของเขาช่างไม่ดีเอาเสียเลย

ขนาดจักรพรรดิปีศาจที่เป็นตัวตนอันน่าสะพรึงกลัว ยังเกือบจะต้องย่อยยับเพราะเขา หากนางอยู่ใกล้ชิดกับเขามากเกินไป ก็ไม่รู้ว่าคนภายนอกจะเล่าลือกันไปเช่นไร

"ข้าเคยได้ยินพี่ชิวกล่าวว่า แม่นางมีความมุ่งมั่นในวิถีภาพวาดอย่างยิ่ง ทว่ากลับไม่ค่อยได้แลกเปลี่ยนกับคนภายนอก ตัวข้าแม้จะไม่สันทัดศาสตร์แห่งภาพวาด แต่ก็เคยผ่านตาภาพเขียนมาบ้าง จึงปรารถนาจะร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นกับแม่นางดูสักครั้ง"

'หัวใจของชิวสือฮว่าผิงเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย เขาเคยเห็นภาพเขียนมามากมายอย่างนั้นหรือ? เป็นผลงานของปรมาจารย์ท่านใดกัน? จะมีผลงานของมหาปราชญ์เติ้งเซียนฉู่บ้างหรือไม่?'

ก้าวแรกที่เขาเหยียบย่างเข้าสู่วิถีอักษรเกิดขึ้นที่หอไห่หนิง ซึ่งหอไห่หนิงนั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเติ้งเซียนฉู่ แม้แต่ชื่อหอก็ยังเป็นลายมือที่เติ้งเซียนฉู่เขียนด้วยตนเอง บทกวีแสงเจ็ดสีบทแรกของเขา เติ้งเซียนฉู่ก็ยังเป็นคนแรกที่เอ่ยปากชื่นชมในสถานที่เกิดเหตุ

เขามีโอกาสที่จะได้คบหากับเติ้งเซียนฉู่จริงๆ

ตัวนางชิวสือฮว่าผิงนั้น รักศาสตร์การวาดภาพเข้ากระดูกดำ จะบอกว่าเป็นสิ่งที่รักที่สุดในชีวิตก็คงไม่เกินความจริง ทว่านางกลับไม่มีอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ไม่มีมิตรสหายในสายวิถีเดียวกัน และไม่มีโอกาสได้ย่างกรายเข้าสู่ทำเนียบระดับสูง

นางเคยขอเข้าพบเติ้งเซียนฉู่ถึงเจ็ดครั้ง ทว่าไม่เคยได้รับการอนุญาตให้เข้าพบแม้แต่ครั้งเดียว ด้วยความเป็นสตรี นางจึงไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะร่วมสนทนาวิถีผ่านภาพวาดกับเหล่ายอดธีรชนของแผ่นดินได้ ดังนั้น นางจึงต้องการทุกโอกาส แม้ว่าจะเป็นโอกาสทางอ้อมก็ตาม

"อิ่งเอ๋อร์ ไปเตรียมน้ำชาชั้นเลิศมาหนึ่งกา!"

"เจ้าค่ะคุณชาย!" หลิวอิ่งเอ๋อร์อยู่ข้างกายเฉินซื่อมาตลอดโดยไม่ได้แสดงตัวตนออกมา ในยามนี้ ในที่สุดนางก็ได้ปรากฏตัวอย่างเป็นทางการเสียที

น้ำชาหนึ่งกาถูกวางลงใต้ต้นพฤกษาฮ่วยต้นใหญ่ สายลมพัดโชยจนใบไม้ร่วงหล่นลงมาสองสามใบ

ชิวสือฮว่าผิงนั่งสงบนิ่งอยู่ที่โต๊ะ เพียงแค่นั้นนางก็ดูงดงามราวกับภาพวาดแล้ว

"คุณชายหลิน ท่านกล่าวว่าเคยเห็นภาพเขียนมามากมาย ไม่ทราบว่าเป็นผลงานของปรมาจารย์ท่านใดหรือ?"

หลินซูส่ายหน้าเบาๆ "ภาพเขียนของเหล่าปรมาจารย์ ข้าไม่เคยเห็นหรอก"

"ถ้าเช่นนั้นเป็นภาพเขียนของยอดคนเร้นกายหรือ? แล้วมันมีลักษณะเป็นเช่นไร?"

"..." หลินซูยิ้มออกมา "แม่นางชิวสือ ข้าขอพูดความจริงเถอะ ข้าไม่มีความรู้เรื่องวิถีภาพวาดเลยแม้แต่น้อย ต่อให้เป็นภาพเขียนที่ยอดเยี่ยมที่สุดมาวางอยู่ตรงหน้า ข้าก็ยังแยกไม่ออกเลย"

ดวงตาของชิวสือฮว่าผิงฉายแววครุ่นคิด

"แม่นางชิวสือ พี่ชิวเคยเล่าให้ข้าฟังว่า ก่อนที่แม่นางจะอายุสิบขวบ เคยพายเรือเล็กล่องไปตามลำน้ำในบ้านเกิด ก่อนอายุยี่สิบ แม่นางได้ออกเดินทางเยือนขุนเขาและเหล่ายอดคนมีชื่อเสียง หลังจากอายุยี่สิบ แม่นางกลับขีดวงล้อมตนเองอยู่ในสำนักศึกษาเฉียนคุน รวบรวมรูปแบบจากร้อยสำนักมาผสมผสานกับมรรคาของตนเอง จนกระทั่งวิถีภาพวาดเข้าสู่ระดับหัวใจอักษร ซึ่งเทียบเท่ากับขอบเขตหัวใจอักษร ใช่หรือไม่?"

"ใช่!"

"เดิมทีท่านอาจารย์เป่าซานก็มีระดับตบะที่สูสีกับแม่นาง ทว่าภายหลังเขากลับก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นสุดยอดของหัวใจอักษร แล้วในวิถีภาพวาดมีขอบเขตขั้นสุดยอดเช่นนี้หรือไม่?"

"ข้าไม่ทราบ!" ชิวสือฮว่าผิงส่ายหน้าเบาๆ นี่คือปัญหาของการไม่มีอาจารย์ที่มีชื่อเสียงคอยชี้แนะ นางจึงต้องคลำทางอยู่เพียงลำพังมาโดยตลอด

นางไม่รู้เลยว่าหลังจากระดับหัวใจอักษรแล้วยังมีขอบเขตใดอีก และจะทะลวงผ่านขอบเขตเหล่านั้นไปได้อย่างไร สิ่งที่นางทำได้มีเพียงการอ้างอิงจากเติ้งเซียนฉู่เท่านั้น เพราะเติ้งเซียนฉู่คือปรมาจารย์แห่งวิถีภาพวาด

ทว่าปัญหาก็คือ เติ้งเซียนฉู่ไม่ได้เป็นเพียงปรมาจารย์แห่งวิถีภาพวาดเท่านั้น แต่เขายังเป็นถึงมหาปราชญ์แห่งวิถีอักษรอีกด้วย ภาพเขียนของเขาจึงไม่ได้มีความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง

เขาเพียงแต่ใช้ภาพวาดเพื่อเข้าสู่มรรคา ไม่ได้มุ่งเน้นที่ทักษะการวาดภาพเป็นหลัก ในใจลึกๆ ของเขา เขาดูแคลนผู้ที่มุ่งเน้นเพียงศาสตร์การวาดภาพเพียงอย่างเดียวเสียด้วยซ้ำ ในสายตาของเขา วิถีภาพวาดเป็นเพียงกิ่งก้าน แต่วิถีอักษรคือลำต้น วิถีภาพวาดเป็นเพียงปลายแถว แต่วิถีอักษรคือรากฐาน

"ไม่ว่าวิถีภาพวาดจะมีขอบเขตขั้นสุดยอดหรือไม่ แต่ 'เส้นทางภาพวาด' ย่อมเป็นอุปสรรคที่แม่นางไม่อาจเลี่ยงผ่านไปได้ ใช่หรือไม่?"

"การเปิดเส้นทางใหม่ย่อมเป็นสิ่งที่ข้าไม่อาจเลี่ยงผ่านได้จริงๆ แต่ในโลกนี้มีสำนักภาพวาดอยู่มากมายจนเกินจะจินตนาการ การจะเปิดเส้นทางใหม่นั้นจะง่ายดายเพียงนั้นได้อย่างไร?"

"บางทีข้าอาจจะเข้าใจความหมายของท่าน การขีดวงล้อมตนเองคงไม่สามารถทำให้ข้าก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นได้ ข้าคงต้องออกสู่ยุทธภพอีกครั้ง เพื่อเดินทางไปทั่วใต้หล้า บางทีในวันใดวันหนึ่ง ข้าอาจจะเกิดความเข้าใจที่เชื่อมโยงกันขึ้นมาเอง"

"ถูกต้องแล้ว!"

"ท่านแนะนำให้ข้าไปที่ใด? จะให้ข้าพำนักอยู่ที่นี่สักสามปีเหมือนกับท่านอาจารย์เป่าซานอย่างนั้นหรือ?" แววตาของชิวสือฮว่าผิงไหวระริกเล็กน้อย ดูงดงามเกินบรรยาย

ในขณะนี้ ความคิดของนางเริ่มแตกแขนงออกไปเล็กน้อย คนตรงหน้านี้ไม่ใช่คนเรียบง่ายเลย

ในตอนนั้น เขาใช้สุราชั้นเลิศหนึ่งไหและบทกวีในตำนานหนึ่งบท ส่งเป่าซานเข้าสู่ขอบเขตขั้นสุดยอดของหัวใจอักษร ทว่าเขาก็เป็นคนเดียวกับที่ใช้คำพูดเพียงประโยคเดียวรั้งตัวเป่าซานไว้ข้างกายถึงสามปี

ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่า คำพูดของเขาไม่ได้ฟังรื่นหูเสมอไป น้ำชาหรือสุราของเขาก็ไม่ได้ดื่มง่ายดายเพียงนั้น

เขารู้อยู่เต็มอกว่าไม่เข้าใจเรื่องภาพวาด แต่กลับรั้งตัวนางไว้เพื่อสนทนาเรื่องภาพวาด ชักแม่น้ำทั้งห้าเพื่อล่อลวงนาง หางจิ้งจอกเริ่มโผล่ออกมาให้เห็นทีละน้อยแล้ว

หลินซูกล่าวว่า "หากแม่นางยินดีจะอยู่ที่นี่ต่อ ข้าย่อมปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง"

ชิวสือฮว่าผิงนึกดูแคลนเขาอยู่ในใจ 'กะไว้แล้วเชียว...'

ทว่าหลินซูกลับเปลี่ยนน้ำเสียงในทันที "แต่ข้าก็รู้ดีว่า จวนตระกูลหลินคงไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถรั้งฝีเท้าของแม่นางเอาไว้ได้ ข้าขออวยพรให้แม่นางเดินทางโดยสวัสดิภาพในยุทธภพเบื้องหน้า!"

ชิวสือฮว่าผิงพยักหน้า 'เข้าใจแล้ว! นี่คือกลยุทธ์ถอยเพื่อรุก ซึ่งเป็นเล่ห์เหลี่ยมที่เขาชอบใช้เป็นประจำ ตราบใดที่นางยอมต่อปากต่อคำด้วย นางก็จะตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทันที ดังนั้นนางจึงเพียงแต่พยักหน้าโดยไม่เอ่ยปากรับคำ แล้วรอดูว่าคนผู้นี้จะดำเนินบทละครต่อไปอย่างไร'

หลินซูเอ่ยขึ้นว่า "เรื่องราวในยุทธภพนั้นความจริงก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ข้าสะสมเรื่องราวของโลกนักสู้มาค่อนข้างมาก ครั้งหนึ่งเคยมีบุคคลผู้หนึ่งนามว่าจอมมารกระบี่ ต้วนฉางเซิง... ชื่อนี้ช่างดูโอหังและน่าหมั่นไส้มากใช่หรือไม่เล่า? เขาคือผู้ที่โหยหาความพ่ายแพ้ ตลอดชีวิตผ่านศึกนับพันครั้งแต่ไม่เคยพ่ายแพ้แม้แต่หนเดียว"

"แม่นางรู้ประวัติการฝึกฝนของเขาหรือไม่? ก็น่าสนใจทีเดียว ก่อนอายุสามสิบ เขาถือครองกระบี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในใต้หล้า รัศมีกระบี่เจิดจรัสสังหารศัตรูมานับไม่ถ้วน หลังจากอายุสามสิบ เขาถือครองกระบี่หนักเหล็กนิล กระบี่หนักไร้คม ยอดฝีมือล้วนดูเรียบง่าย หลังจากอายุสี่สิบ เขาละทิ้งกระบี่ แม้แต่ต้นหญ้าหรือกิ่งไม้ก็สามารถนำมาใช้เป็นกระบี่ได้"

"บางคนกล่าวว่า ยามที่เขาใช้กระบี่หนักสยบไปทั่วใต้หล้า นั่นคือจุดสูงสุดของวิถียุทธ์ของเขา ทว่าตัวเขาเองกลับกล่าวว่า การละทิ้งกระบี่ต่างหาก คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของวิถียุทธ์ของเขา..."

จบบทที่ บทที่ 71 อีกหนึ่งบานหน้าต่างของวิถีภาพวาด

คัดลอกลิงก์แล้ว