เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 สองพี่น้องเข้าสู่ทางโลก

บทที่ 4 สองพี่น้องเข้าสู่ทางโลก

บทที่ 4 สองพี่น้องเข้าสู่ทางโลก


สีหน้าของสตรีศักดิ์สิทธิ์น้อยยังคงสงบนิ่ง นางก้มคำนับผู้อาวุโสสามพลางเอ่ยว่า "ผู้อาวุโสสามเพิ่งผ่านการเดินทางไกลมาอย่างยากลำบาก เรื่องการไปส่งคุณชายท่านนี้กลับบ้านเกิด ให้เป็นหน้าที่ของศิษย์เถิดเจ้าค่ะ"

หัวใจของหลินซูพลันกระตุกวูบอย่างแรง 'ท่านอาจารย์ อย่าได้ตกลงเชียวนะ หากท่านรับปากนาง การไปส่งครั้งนี้ของนางจะต้องเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นแน่ ดีไม่ดีข้าอาจจะถูกนางบี้จนแหลกคามือ...'

ทว่าผู้อาวุโสสามกลับพยักหน้าตอบรับไปแล้ว "เช่นนั้น...ก็ลำบากสตรีศักดิ์สิทธิ์แล้ว!"

สตรีศักดิ์สิทธิ์น้อยหันมาทางหลินซู "คุณชายหลิน เชิญขึ้นเรือเถิด น้องหญิงผู้นี้จะไปส่งท่านเอง!"

แม้ในใจจะรู้สึกหวาดหวั่นเพียงใด แต่หลินซูก็ไม่อาจขัดขืนได้ เขาจำต้องฝืนใจก้าวขึ้นสู่เรือเหาะสีเงิน จากนั้น เรือเหาะสีเงินก็ทะยานฝ่าความว่างเปล่าพาหลินซูและเสี่ยวเยาเดินทางกลับสู่บ้านเกิด

สายลมพัดโชยผ่านหูพร้อมมวลหมู่เมฆาที่ลอยล่อง เพียงพริบตาเดียวสำนักยุนซีก็ลับสายตาไปจนสิ้น

หลินซูกวาดสายตามองไปยังสตรีศักดิ์สิทธิ์น้อยที่ยืนอยู่หัวเรือ ภายในสมองของเขาเริ่มเตรียมข้อแก้ตัวไว้มากมาย ทั้งหลักการที่ถูกต้องและเล่ห์เหลี่ยมพิสดาร อย่างไรเสียเขาก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องใช้วาทศิลป์ล่อหลอกเพื่อผ่านพ้นเคราะห์ภัยตรงหน้านี้ไปให้ได้เสียก่อน...

สตรีศักดิ์สิทธิ์น้อยเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนว่า "ท่านล่วงเกินกฎของสำนัก การที่พี่สาวของข้าหิ้วท่านออกมาจากหอถามวิถีและลงทัณฑ์ท่านอย่างหนัก ย่อมเป็นสิ่งที่ท่านสมควรได้รับแล้ว ทว่าเรื่องที่ท่านรักษาอาการประหลาดให้แก่ข้าก็คือความจริง วันนี้ข้ามาส่งท่านด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง!"

'อะไรนะ?' หลินซูรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก 'นางไม่ได้มาเพื่อบดขยี้เขา แต่มาส่งด้วยความจริงใจอย่างนั้นหรือ? เจ้าไม่ได้คุยกับพี่สาวของเจ้าเลยหรืออย่างไร?'

แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะนางคือสตรีศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกอบรมมาภายใต้จารีตประเพณีอันเคร่งครัด ใครจะไปกล้าเอ่ยถึงเรื่องละเอียดอ่อนเช่นนั้นกับผู้อื่นได้เล่า?

เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันที "สตรีศักดิ์สิทธิ์ช่าง...ช่างเป็นผู้มีหลักการยิ่งนัก!"

"ย่อมเป็นเช่นนั้น!" สตรีศักดิ์สิทธิ์น้อยยิ้มบางๆ "การใช้ชีวิตในยุทธภพย่อมต้องชัดเจนในเรื่องบุญคุณความแค้น ผู้ใดล่วงเกินข้า ข้าย่อมตามล่าไปจนสุดหล้าฟ้าเขียวไม่มีวันปล่อยไป ทว่าผู้ใดมีบุญคุณต่อข้า ข้าย่อมต้องตอบแทนด้วยน้ำใจเช่นกัน"

'หา? การจากไปมิได้หมายความว่าจบสิ้น แต่ในภายภาคหน้ายังอาจถูกตามชำระความได้อีกงั้นหรือ?'

ความกังวลที่เพิ่งจะคลายไปกลับมาบีบคั้นหลินซูอีกครั้ง เขาฝืนยิ้มแล้วเอ่ยว่า "สตรีศักดิ์สิทธิ์ล้อเล่นแล้ว ท่านมีรูปโฉมงดงามปานเทพธิดา ทั้งยังมีจิตใจกว้างขวาง จะเป็นคนใจแคบที่จดจำเรื่องเล็กน้อยเพื่อตามล้างแค้นได้อย่างไร? อีกอย่าง อาการประหลาดที่หายขาดในครั้งนี้ ก็ล้วนได้รับประโยชน์จากความใจกว้างของท่านนั่นเอง"

สตรีศักดิ์สิทธิ์ชะงักไปเล็กน้อย "หมายความว่าอย่างไร?"

หลินซูจึงเอ่ยว่า "อาการประหลาดของท่านมีนามว่า 'โรคพันขมวดใจ' มีบ่อเกิดมาจากความยึดติด และสิ้นสุดลงด้วยการปล่อยวาง ในภายภาคหน้าหากมีอาการกำเริบขึ้นอีก ท่านเพียงแค่ต้องละวางความยึดมั่นถือมั่น ทำจิตใจให้ปลอดโปร่งแจ่มใส อย่างมากเพียงสี่วันอาการก็จะมลายหายไปเอง"

เมื่อได้รับคำอธิบายเช่นนั้น สตรีศักดิ์สิทธิ์ก็นึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก อีกทั้งยังรู้สึกโชคดีเหลือเกิน โชคดีที่ในวันนี้ตนเองมีจิตเมตตามาส่งเขา มิเช่นนั้นจะล่วงรู้ถึง 'ความนัย' ที่แท้จริงของโรคพันขมวดใจได้อย่างไร?

คำโบราณที่ว่าจิตเมตตาย่อมได้รับผลบุญตอบแทนช่างเป็นความจริงแท้! แต่นางย่อมไม่มีทางคาดคิดว่า 'คำอธิบายที่แท้จริง' นี้ถูกสร้างขึ้นมาจากคำพูดเพียงประโยคเดียวของนางเอง

หลินซูรู้สึกหวาดเกรงเหลือเกินว่าเมื่อระดูของนางมาเยือนในเดือนหน้า นางจะตามล่าเขาไปจนสุดหล้าฟ้าเขียวเพื่อชำระความ จึงต้องรีบวางยาสั่งไว้ล่วงหน้า เมื่อใดที่มีระดูมา เจ้าต้องเริ่มสำรวจตัวเองก่อน จากนั้นจงละวางความยึดติดที่จะไปหาเรื่องคนตระกูลหลินเสีย และสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดก็คือ 'โรคร้าย' นี้จะหายขาดในสี่วันจริงๆ!

ทว่าหลินซูเองก็ยังพอมีขีดจำกัดแห่งคุณธรรมอยู่บ้าง คำว่า 'ละวางความยึดติด ทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง' สำหรับใครก็ตามล้วนถือเป็นยาดี ทั้งรักษาโรคและส่งเสริมสุขภาพจิตใจให้แข็งแรง ไม่ถึงขั้นล่อหลอกจนสตรีศักดิ์สิทธิ์น้อยต้องเสียคนไป...

ตลอดการเดินทาง บรรยากาศเป็นไปอย่างดียิ่ง ท่ามกลางท้องฟ้าครามและมวลเมฆาขาวสะพรั่ง ลมวสันต์พัดโชยมานับหมื่นลี้ หลินซูเกิดอารมณ์สุนทรีย์จนอยากจะกวีกระวาดออกมาสักหลายบท

หรือร้องเพลง 'ท้องฟ้าสีครามหมู่เมฆาล่องลอย เบื้องล่างนั้นไซร้ไม่รู้ว่าตัวอะไรวิ่งอยู่' เสียหน่อย ทว่าโชคดีที่เขายังไม่ลืมชาติกำเนิดอัน 'น่าสลด' ของสตรีศักดิ์สิทธิ์เบื้องหน้า จึงข่มอารมณ์ที่อยากจะร่ายกลอนและร้องเพลงไว้ได้ทัน เพื่อไม่ให้มหาอำนาจแห่งวิถีอักษรไปสะกิดแผลใจของนางเข้า

ผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดไม่อาจทราบได้ เรือเหาะสีเงินก็ร่อนลงจากเวหา ปรากฏภาพแม่น้ำสายใหญ่เบื้องหน้าและเมืองโบราณใต้ฝ่าเท้า

"ถึงมณฑลชวีโจว เมืองไห่หนิงแล้ว!" สตรีศักดิ์สิทธิ์ร่อนเรือลงที่นอกเมือง "หากภายภาคหน้ามีวาสนา พวกเราค่อยพบกันใหม่ในยุทธภพ!"

"ในภายภาคหน้าจะมีโอกาสได้พบกันอีกจริงๆ หรือ?" หลินซูพึมพำเบาๆ

"ย่อมมีสิ บางทีท่านอาจจะไปตามหามหาเถระรูปนั้นเพื่อเอ่ยถามถึงสาเหตุที่วิถีแห่งเซียนของท่านไม่เปิดออก หากพังทลายประตูบานนั้นได้ ท่านและศิษย์พี่ศิษย์น้องแห่งยุนซี ย่อมมีวันได้พบกันอีกครั้งบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญ..."

เรือเหาะสีเงินทะยานขึ้นสู่เวหา เพียงพริบตาเดียวก็หายลับไปอย่างไร้ร่องรอย

หลินซูจ้องมองเสี่ยวเยาด้วยแววตาเหม่อลอย "ในที่สุดก็เหยียบย่างเข้าสู่โลกมนุษย์แล้ว เสี่ยวเยา เจ้าอยากได้อะไรมากที่สุด?"

เสี่ยวเยาเลียริมฝีปาก "ถั่วลูกกวาดสักหนึ่งถุงเจ้าค่ะ!"

หลินซูถลึงตาใส่นาง "ดูความคิดเจ้าสิ...กล้าขออะไรที่มันใหญ่กว่านี้หน่อยได้หรือไม่?"

"เช่นนั้น…ถั่วลูกกวาดสองถุงเจ้าค่ะ!"

หลินซูหัวเราะร่วนพลางจูงมือนาง "ไป! พวกเรากลับจวนก่อน แล้วข้าจะพาเจ้าไปหาถั่วลูกกวาดให้ทั่วเมืองเลย"

เมืองไห่หนิง คือเมืองหลักแห่งหนึ่งของมณฑลชวีโจว ภายในปกครองหลายอำเภอ หากเปรียบกับโลกยุคเดิมที่เขาจากมาก็คือเมืองระดับจังหวัด

ในยุคโบราณนี้ ย่อมไม่มีตึกระฟ้าที่สร้างจากคอนกรีตเสริมเหล็ก ไม่มีขบวนรถขวักไขว่ ทว่ากลับมีศาลาอาคารสูงตระหง่านทิวทัศน์งดงามไร้ขอบเขต

หลินซูมองดูลวดลายแกะสลักบนคานและภาพวาดบนเสาสองฟากถนน มองดูผู้คนที่เดินผ่านไปมา บ้างสวมชุดผ้าไหมหรูหรา บ้างก็เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งปกปิดกายแทบไม่มิด ได้ยินเสียงขานเรียกจากเหลาอาหารว่า "นายท่าน เชิญเดินตามสะดวก" หรือ "นายท่าน เชิญด้านใน" ช่างเป็นภาพที่แปลกใหม่สำหรับเขายิ่งนัก

ในตำรากล่าวว่าโลกแห่งยศถาบรรดาศักดิ์มีประชากรเบาบาง ความหนาแน่นของประชากรย่อมไม่เทียบเท่าโลกยุคปัจจุบัน ทว่าในโลกใบนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น

เพียงเมืองหลักเล็กๆ แห่งเดียว กลับสำแดงความโอ่อ่ารุ่งเรืองดุจดั่งเมืองไคฟงในสมัยราชวงศ์ซ่งที่หลินซูเคยจินตนาการไว้ ทว่าเขาก็ล่วงรู้ดีว่าที่นี่มิใช่ราชวงศ์ซ่ง โลกใบนี้มีความอัศจรรย์และลี้ลับยิ่งกว่า

แม้แต่ในเมืองก็ยังพอมีร่องรอยให้เห็น เช่น เขาเห็นสัตว์พาหนะรูปร่างประหลาดที่ดูคล้ายหมาป่าผสมม้า หรือท่ามกลางสายน้ำแห่งแม่น้ำฉางเจียงที่มองเห็นได้ไกลๆ มีผู้หนึ่งเหยียบคลื่นลอยตัวไป คนผู้นั้นดูไม่เหมือนผู้บำเพ็ญเพียร แต่กลับดูเหมือนบัณฑิตในวิถีอักษรเสียมากกว่า

ตลอดทางเสี่ยวเยาคอยแต่จะเช็ดน้ำลาย ยามได้กลิ่นหอมจากเหลาอาหารนางก็เริ่มเช็ด ยามเดินผ่านแผงขายผลไม้นางก็เช็ดอีก หลินซูรู้ดีว่านางหิวแล้ว แม้แต่ตัวเขาเองก็หิวเช่นกัน

สตรีศักดิ์สิทธิ์น้อยผู้นั้นไม่ค่อยได้กินอาหารเยี่ยงปุถุชน บนเรือเหาะจึงมิได้เตรียมอาหารไว้เลย ผ่านไปสิบกว่าชั่วยาม สองพี่น้องที่เข้าสู่โลกมนุษย์ต่างก็หิวจนท้องกิ่วแทบติดแผ่นหลัง ทว่าพวกเขาไม่มีเงินเลยสักแดงเดียว

เงินเกือบครึ่งไหที่สู้อุตส่าห์หลอกล่อมาได้ล้วนถูกผู้อาวุโสสามแจกจ่ายไปหมดสิ้น ในตัวพวกเขาไม่มีแม้แต่เงินอีแปะเดียว

เพราะฉะนั้น หลินซูจึงได้แต่ปลอบโยนนางว่า "ยัยหนูเจ้าทนอีกสักนิดเถิด ประเดี๋ยวพอถึงบ้านแล้ว บ้านข้าคือจวนโหว มีอะไรให้กินตั้งมากมาย? ข้าจะจัดมื้อใหญ่ให้เจ้า ทั้งไก่เผา ทั้งซี่โครงแกะย่าง จะยกมาให้ทั้งตัวเลยเชียว!"

ยัยหนูนี่น้ำลายไหลยืดทันที

หลินซูจูงมือนางมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านขายผ้าแห่งหนึ่ง ชายชราภายในร้านเงยหน้าขึ้น "คุณชายท่านนี้ ต้องการจะตัดชุดหรือ?"

"หลงจู๊ ข้าอยากจะสอบถามเสียหน่อยว่า จวนโหวติ้งหนานไปทางไหนหรือ?"

ทว่าสีหน้าของชายชรากลับดูแปลกประหลาด เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย "คุณชายมิใช่คนแถวนี้กระมัง?"

"เหตุใดหลงจู๊ถึงถามเช่นนั้น?" หลินซูเองก็ขมวดคิ้วตาม

ชายชราเอ่ยว่า "เพราะคนแถวนี้ล้วนรู้กันหมดแล้วว่า จวนโหวติ้งหนานเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ยามนี้ไม่มีจวนโหวติ้งหนานอีกต่อไปแล้ว"

'อะไรนะ?' สีหน้าของหลินซูพลันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง! แม้แต่เสี่ยวเยาที่อยู่ข้างกายเขาก็สีหน้าเปลี่ยนไปเช่นกัน!

"เกิดเรื่องอะไรขึ้น? หลงจู๊ท่านช่วยเล่ามาที"

หลงจู๊กวาดสายตามองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจจึงลดเสียงต่ำลงแล้วเล่าว่า...

"เมื่อสามเดือนก่อน โหวติ้งหนานทำความผิดร้ายแรง จนถูกฝ่าบาทมีพระบรมราชโองการสั่งประหารชีวิต บรรดาศักดิ์โหวติ้งหนานถูกริบคืน ทรัพย์สินและที่ดินทำกินถูกยึด บรรดาบ่าวรับใช้ต่างพากันหนีหายประดุจต้นไม้ล้มที่ฝูงลิงกระเจิดกระเจิง ในโลกนี้ไม่มีจวนโหวติ้งหนานอีกต่อไปแล้ว โชคดีที่ฝ่าบาททรงมีพระเมตตา ยังคงเหลือคฤหาสน์หลังเก่าไว้ให้แม่ลูกที่เหลือรอดอยู่อาศัย นั่นอย่างไรเล่า อยู่ทางด้านโน้น..."

ในชั่วขณะนี้หลินซูรู้สึกเคว้งคว้าง ทั้งยังมีความโศกเศร้าอย่างบอกไม่ถูกพวยพุ่งขึ้นมา บ้านที่สู้อุตส่าห์ตามหาจนพบ กลับต้องมาพบกับความพินาศย่อยยับของครอบครัว

เดินทางไกลนับหมื่นลี้กลับมา ทว่ากลับมิได้เป็นอย่างที่จินตนาการไว้

แม้จะกล่าวว่าเขาไม่ใช่คนของโลกใบนี้ และในทางจิตใจมิได้มีความผูกพันใดๆ กับจวนโหวติ้งหนาน ทว่าเขากลับมีความรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก มันยากจะอธิบายแต่กลับแจ่มชัดยิ่งนัก...

สัมผัสจากมือส่งผ่านมายังหลินซู เสี่ยวเยากุมมือเขาไว้แน่น "พี่ชาย อย่าเสียใจไปเลย เสี่ยวเยาจะอยู่เคียงข้างท่านเอง"

นางเคยผ่านความเจ็บปวดจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักมาแล้ว เมื่อไร้ซึ่งบ้าน โลกสำหรับนางก็ประดุจห้องน้ำแข็งที่หนาวเหน็บ จนกระทั่งพี่ชายปรากฏกายขึ้น นางจึงได้สัมผัสกลิ่นหอมของมวลบุปผาในวสันตฤดูอีกครั้ง และได้เห็นแสงแดดหลากสี ทว่ายามนี้ ครอบครัวของพี่ชายกลับเกิดเรื่องขึ้น

นางไม่รู้ว่าจะปลอบโยนพี่ชายอย่างไร ได้แต่กุมมือเขาไว้แล้วบอกเขาว่า "พี่ชายอย่าร้องไห้นะ ยังมีเสี่ยวเยาอยู่"

พี่ชายมิได้ร้องไห้ ทว่านางกลับเป็นฝ่ายน้ำตาร่วงเสียก่อน

หลินซูเช็ดน้ำตาให้นางเบาๆ "ไปกันเถอะ กลับบ้าน!"

เมื่อข้ามผ่านถนนอันรุ่งเรือง เบื้องหน้าคือจวนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ด้านหลังพิงอิงขุนเขาสูงตระหง่าน ด้านซ้ายติดสายน้ำแห่งแม่น้ำฉางเจียงหมื่นลี้ มองดูอย่างไรก็คือทำเลที่รุ่งเรืองยิ่งนัก ทว่าหน้าประตูจวนกลับมีหญ้าขึ้นรกชัฏ มีสุนัขจรจัดเดินหาอาหารอย่างโดดเดี่ยว ภาพความเสื่อมโทรมของจวนโหวถูกสลักไว้อย่างสมบูรณ์ในพริบตา

พร้อมกับเสียง 'เอี๊ยด' ของบานพับประตูที่หมุนวนอย่างวังเวง หลินซูได้เหยียบย่างเข้าสู่จวนโหวติ้งหนานในอดีต ซึ่งคือบ้านของร่างกายนี้

ลานบ้านด้านหน้าที่กว้างขวางไร้ซึ่งผู้คน ไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงวัชพืชที่เติบโตอย่างบ้าคลั่งคอยบดบังความรุ่งโรจน์ในวันวาน

เมื่อเข้าสู่ลานด้านหลัง บ่าวรับใช้หญิงผู้หนึ่งเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่ ทันทีที่สายตาของนางตกลงบนใบหน้าของหลินซู นางก็แผดเสียงร้องตะโกนก้องอย่างตื่นเต้น "คุณชายสาม… ฮูหยินเจ้าคะ! คุณชายสามกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!"

ภายในห้องโถงใหญ่เบื้องหลังนางมีเสียง 'ครืน' ดังขึ้น ดูเหมือนจะมีบางอย่างถูกชนจนคว่ำ เพียงไม่นาน สตรีผู้หนึ่งอายุราวสี่สิบถึงห้าสิบปีโดยมีชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีคอยประคองอยู่ก็ก้าวออกมาจากด้านใน

ทันทีที่เห็นหลินซูนางก็เกิดความตื่นเต้นอย่างที่สุด ใบหน้าที่ซีดเซียวและซูบผอมพลันปรากฏรอยแดงระเรื่ออย่างคนป่วย หยาดน้ำตาแห่งความปิติรินไหลออกมา นางถลันเข้ามาคว้ามือทั้งสองของหลินซูไว้แล้วสะอื้นไห้

"ซูเอ๋อร์ ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที แม่เกรงเหลือเกินว่าอาการป่วยครั้งนี้จะพรากแม่ไปก่อน จนมิอาจได้พบหน้าเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย"

เมื่อได้สัมผัสถึงความตื่นตันในใจของนาง และสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ส่งผ่านมือมา หัวใจของหลินซูก็พลันบังเกิดระลอกคลื่นแห่งความรู้สึกขึ้นอย่างเงียบเชียบ หากเขามีนิสัยชอบจดบันทึกส่วนตัว เขาคงจะเขียนลงไปเช่นนี้

'วันที่แปดสิบสามของการทะลุมิติมายังโลกใบนี้ ข้าได้กลับมายังบ้านของร่างเดิม จวนโหวได้เสื่อมโทรมลงจนมองไม่เห็นแม้แต่เศษเสี้ยวแห่งความหวัง ทุกคนดูเหมือนจะเดินมาถึงทางตันแล้ว'

ตามหลักการแล้วเขาไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับจวนโหวติ้งหนาน ทว่าอาจเป็นเพราะสายเลือดที่มีแรงดึงดูดอันลี้ลับ เขาจึงสัมผัสได้ถึงความรักของมารดาและความผูกพันระหว่างพี่น้องอย่างเข้มข้น

เรือที่เดินทางนับหมื่นลี้ย่อมมีทางกลับบ้าน ในที่สุดเรือที่พัดหลงลำนี้ก็ได้กลับเข้าสู่ท่าเรือเสียที!

บ่าวรับใช้นามเสี่ยวเถาถือน้ำข้าวใสๆ มาให้ ในน้ำข้าวนั้นใสจนมองเห็นก้นถ้วย นอกจากนี้ยังมีหมั่นโถวข้าวโพดสองลูก สีเหลืองๆ แข็งๆ หากนำไปวางในโลกเดิมของหลินซู เกรงว่าแม้แต่สุนัขก็คงจะไม่กิน

ทว่าหลินซูและเสี่ยวเยากลับกินลงไปคำโต ในระหว่างที่กินข้าวนั้น หลินฮูหยินยังคงเกาะกุมชายเสื้อของเขาไว้แน่น ราวกับเกรงว่าหากปล่อยมือเพียงนิดเขาก็จะหายวับไป

เมื่อกินข้าวเสร็จ หลินเจียเหลียงผู้เป็นพี่รองที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยขึ้นเบาๆ "ท่านแม่ น้องสามก็กลับมาแล้ว ท่านวางใจได้แล้วขอรับ เดี๋ยวลูกจะเขียน 'บทความชักนำปราณ' ให้ท่านอีกสักบท เพื่อช่วยให้ร่างกายของท่านแม่ฟื้นตัวเร็วขึ้น"

"เหลียงเอ๋อร์ เจ้าเองก็ไม่ควรหักโหมเกินไป"

"วางใจเถิดท่านแม่ ลูกยังพอทนไหว!"

หลินเจียเหลียงหยิบกระดาษทองคำออกมาแผ่นหนึ่ง เปิดแท่นฝนหมึก กลิ่นหอมประหลาดพลันอบอวลไปทั่วห้อง เขาจรดพู่กันลงบนกระดาษทองคำ เขียนบทความบทหนึ่งขึ้นมา

"ไอแห่งฟ้าดิน ความองอาจแห่งวิถีอักษร มนุษย์ยืนหยัดด้วยกระดูก ไอแทรกซึมเข้าสู่กายคน..."

แสงสีทองแผ่ซ่านออกมา แสงอัสดงนอกหน้าต่างหม่นแสงลง ดูเหมือนแสงอาทิตย์จะถูกหลอมรวมเข้าสู่ตัวอักษรเหล่านี้

ทว่าใบหน้าของหลินเจียเหลียงกลับเริ่มซีดขาวลงทีละน้อย การเขียนนั้นดูจะกินแรงอย่างยิ่ง ราวกับว่าตัวอักษรแต่ละตัวที่ตกลงบนกระดาษทองคำล้วนกำลังกลืนกินเรี่ยวแรงของเขาไป เมื่อเขียนไปได้ครึ่งบท แสงสีทองก็สั่นไหว ปลายพู่กันของเขาก็เริ่มสั่นตามไปด้วย ทันทีที่ตวัดฝีแปรงสุดท้ายลง ร่างของหลินเจียเหลียงก็แทบจะล้มพับลงไป

เสี่ยวเถาแกะกระดุมที่คอของฮูหยินออก บนลำคอของผู้เป็นนายเต็มไปด้วยรอยตัวอักษรที่ขึ้นหนาแน่น 'ไอแห่งฟ้าดิน ความองอาจแห่งวิถีอักษร...' ทับซ้อนกันไปมา ตัวอักษรที่มีสีเข้มจะมีสีออกแดงเรื่อๆ ส่วนที่สีอ่อนลงนั้นแทบจะจางหายไปจนหมดแล้ว

เมื่อนำตัวอักษรใหม่นี้ไปทาบลงบนลำคอของฮูหยิน ตัวอักษรบนกระดาษทองคำก็มลายหายไปจนสิ้น ย้ายไปปรากฏอยู่บนลำคอของฮูหยินแทน ใบหน้าที่ซีดเซียวของอีกฝ่ายเริ่มมีสีเลือดฝาด จากนั้น คนป่วยก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วค่อยๆ หลับตาลง

หลินซูมองดูภาพนั้นด้วยความทึ่งยิ่งนัก 'นี่คือมหาอำนาจแห่งวิถีอักษร ถึงขั้นใช้รักษาโรคได้เชียวหรือ?'

หลินเจียเหลียงค่อยๆ ยืนตัวตรง "น้องสาม ท่านแม่หลับไปแล้ว เจ้าตามข้าไปที่ศาลบรรพบุรุษเสียหน่อย ไปจุดธูปให้ท่านพ่อเถิด"

ในยามที่ท่านพ่อถูกประหาร หลินซูยังคงอยู่ที่สำนักยุนซี แม้แต่ข่าวคราวก็ยังไม่ได้รับ ยามนี้เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว ย่อมต้องไปจุดธูปให้ผู้เป็นบิดาตามสมควร

จบบทที่ บทที่ 4 สองพี่น้องเข้าสู่ทางโลก

คัดลอกลิงก์แล้ว