- หน้าแรก
- ฟุตบอล เลี้ยงบอลขั้นเทพ ยิงยังไงก็เข้า
- บทที่ 201 ของขวัญชิ้นสุดท้าย
บทที่ 201 ของขวัญชิ้นสุดท้าย
บทที่ 201 ของขวัญชิ้นสุดท้าย
บทที่ 201 ของขวัญชิ้นสุดท้าย
“เกมในวันนี้ เอซี มิลาน ได้มอบหมัดน็อกที่รุนแรงให้กับอาร์เซนอล ทีมที่กำลังร้อนแรงในพรีเมียร์ลีก!”
ในห้องส่ง จาน จุน วิจารณ์ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ
“อย่าดูแค่ว่าพวกเขาทำผลงานได้ดีแค่ไหนในพรีเมียร์ลีก ไล่ล้างแค้นทีมนั้นทีมนี้ไปทั่ว”
“แต่บนเวทียุโรป ปัญหาของอาร์เซนอลถูกคู่แข่งศึกษามาอย่างละเอียด แล้วจะเอาอะไรไปชนะ?”
“ต่อให้มีเล่ย ยู ดาวยิงที่ร้อนแรงที่สุดในยุโรปรองจากเมสซีและโรนัลโด แต่เกมนี้ อาร์เซนอลก็โดนแทคติกของอัลเลกรีบีบจนไปไม่เป็น”
“ใช่ครับ แมนออฟเดอะแมตช์วันนี้ต้องยกให้เขาคนนี้... เควิน-ปรินซ์ บัวเต็ง”
ขณะที่เกมเพิ่งจะเขี่ยบอลเริ่มเล่นต่อ และปืนใหญ่ยังตั้งเกมไม่ได้ ผู้กำกับภาพก็ฉายภาพช้าประตูแรกให้ดูอีกครั้ง
คนยิงคือบัวเต็ง
ในภาพช้า อันโตนิโอ โนเชริโน วางบอลยาวข้ามแนวรับจากซ้ายเข้าช่อง บัวเต็งสอดขึ้นมาพักอกลงพื้นอย่างนิ่มนวล แล้ววอลเลย์เต็มข้อแบบตำราสอนฟุตบอล
เชสนีพยายามกระโดดปัด แต่กว่าตัวจะลอย บอลก็เช็ดคานเข้าประตูไปแล้ว
ไม่ใช่ปฏิกิริยาของนายทวารโปแลนด์ช้า แต่ลูกยิงของบัวเต็งมันเร็วเกินไปจริง ๆ บอลกระดอนจากคานลงพื้น เด้งกลับมาถึงจุดโทษด้วยซ้ำ!
“นี่เป็นประตูที่ 3 ของบัวเต็งในแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลนี้ บนเวทีใหญ่ เขาไม่เคยทำให้ผิดหวัง”
“จะอธิบายสไตล์การเล่นของเขายังไงดี? เขามีความกระหายในการเล่นสูงมาก เป็นพวก ‘เอนเตอร์เทนเนอร์’ ตัวยง”
“การสอดเติมเกมรุกของเขาตอบโจทย์แทคติกของอัลเลกรีได้สมบูรณ์แบบ นี่คือสิ่งที่โบบันและอันเชลอตตีวิเคราะห์ไว้เป๊ะก่อนเกม ว่าทำไมกองกลางชาวกานาคนนี้ถึงขาดไม่ได้ในแนวรุกของมิลาน!”
ตัดภาพกลับมาที่เกมสด
ตอนนี้ฌูรูเคลียร์บอลพลาดอีกแล้ว เตะบอลไปเข้าเท้าโรบินโญ่ดื้อ ๆ
โรบินโญ่รับส้มหล่น กระชากขึ้นทางซ้ายแล้วตบเข้ากลางให้อิบราฮิโมวิชที่สอดขึ้นมาหลุดเดี่ยว
แต่น่าเสียดายที่ไลน์แมนยกธงล้ำหน้าไปก่อน
ถึงอย่างนั้น อิบราฮิโมวิชก็ยังยกนิ้วโป้งให้โรบินโญ่อย่างใจกว้าง
กล้องจับภาพใบหน้าซีดเผือดของฌูรูที่พลาดซ้ำซาก ก่อนจะสลับไปที่อิบราฮิโมวิช
“ถ้าจะพูดถึงฮีโร่ตัวจริงของมิลานวันนี้ ต้องเป็นอิบราฮิโมวิชอย่างไม่ต้องสงสัย” จาน จุน เอ่ยชมไม่หยุดปาก
“2 แอสซิสต์ กับอีก 1 ประตู สมควรได้รับ MVP อย่างยิ่ง!”
“แน่นอน ยังมีพ่อหนุ่มสับขาหลอกอย่างโรบินโญ่ วันนี้เขาขโมยซีนไปเต็ม ๆ”
“รับ 2 แอสซิสต์จากอิบรา ยิงไป 2 ประตู ลูกยิงของเขาวันนี้คุณภาพคับแก้วทั้งคู่”
“ก่อนเกม หลายสำนักคาดว่าเอล ชาราวี จะได้จับคู่กับอิบรา แต่อัลเลกรีกลับเลือกโรบินโญ่ที่ฟอร์มตกให้ลงตัวจริง”
“อาจจะดูเหมือนอัลเลกรีปกป้องโรบินโญ่แบบไม่ค่อยมีน้ำหนักในตอนแรก แต่ตอนนี้ 2 ประตูในสนามคือคำตอบที่ดีที่สุด!”
“อัลเลกรีไม่ได้ให้แค่ความไว้วางใจ แต่ยังให้กำลังใจทางจิตวิทยาด้วย”
“อาจจะเป็นจิตวิทยาแบบมูรินโญ่นี่แหละ ที่ปลุกไฟในตัวโรบินโญ่ให้ลุกโชน นอกจากยิงและจ่าย เขายังลงมาช่วยไล่บอลแดนหน้า สร้างปัญหาให้แนวรับอาร์เซนอลตลอด...”
ระหว่างบรรยาย จู่ ๆ เสียงโห่ก็ดังลั่นสนาม
ปรากฏว่าปาโต้ที่พาบอลลุยขึ้นหน้า ดันสับขาหลอกจนบอลพันแข้งพันขาตัวเองในจังหวะดวลเดี่ยวกับฌูรู!
พอหันกลับไปเก็บบอล จะจ่ายให้เพื่อนที่เติมขึ้นมา ก็จ่ายน้ำหนักเบาหวิวเข้าเท้าโรซิคกี้ที่วิ่งลงมาช่วยเกมรับ
ไม่นาน มิลานก็ตัดบอลได้กลางสนาม
อิบราฮิโมวิชได้บอลทางขวา เงยหน้ามองหาปาโต้ แล้วเปิดบอลทแยงมุมไปให้
ปรากฏว่าปาโต้จับบอลแรกหน้าเขตโทษลั่น แฟร์มาเล่นเลยชิงจังหวะบังบอลแล้วปล่อยให้ไหลเข้ามือเชสนี
โอกาสทองหลุดลอยไปโดยไม่ได้ง้างเท้ายิงด้วยซ้ำ
บนอัฒจันทร์ แฟนบอลมิลานโห่ใส่ปาโต้หนักกว่าเดิม
ตั้งแต่ลงมาเป็นตัวสำรอง ปาโต้ทำหมูหกไปแล้ว 4 ครั้งติด!
เขาเป็นนักเตะมิลานคนเดียวที่โดนแฟนทีมตัวเองโห่ใส่วันนี้
5 นาทีที่อยู่ในสนามของเขาช่างเลวร้าย แม้จะอ้างว่าเพิ่งหายเจ็บและฟอร์มยังไม่เข้าที่
แต่อย่าลืมนะ บัวเต็งที่ยิงประตูแรกก็เพิ่งหายเจ็บเหมือนกัน
เห็นปาโต้ทำลายแอสซิสต์สวย ๆ ทิ้ง อิบราฮิโมวิชถึงกับถ่มน้ำลายลงพื้น
“เชอะ โกลเด้นบอยบ้าบออะไร? ก็แค่พวกหน้าหล่อแต่ไร้น้ำยา!”
พูดจบ อิบราฮิโมวิชก็หรี่ตามองเล่ย ยู ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไป
เจอท่าทางเย่อหยิ่งแบบนั้น เล่ย ยู แทบอยากจะกระโดดถีบขาคู่
“เล่ย ใจเย็น ๆ ไอ้นั่นมันเคยเรียนคาราเต้นะเว้ย!” แรมซีย์เห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาห้าม
“คาราเต้แล้วไง? กูมีกังฟูจีนโว้ย!” เล่ย ยู ทำหน้าไม่ยี่หระ
แรมซีย์จนปัญญา ต้องเปลี่ยนวิธีกล่อม
“เล่ย เก็บแรงไว้เถอะ มีเรื่องไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา แถมจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง แพ้นัดนี้เรายังมีนัดหน้าให้แก้ตัว แต่ถ้านายโดนไล่ออก...”
“รู้แล้วน่า!” เล่ย ยู กัดฟันกรอด “ไม่งั้นกูจะทนมันมาถึงตอนนี้เหรอ?”
ถึงเล่ย ยู จะพูดยังไง แต่โมเมนตัมของมิลานวันนี้ก็จุดติดไปแล้ว
แฟนบอลเจ้าถิ่นร้องเพลงฉลองชัยชนะล่วงหน้ากันอย่างครื้นเครง
เวลาผ่านไปทีละนาที ช่วงทดเจ็บ 3 นาทีผ่านไปแล้วครึ่งทาง
ขณะที่วิกเตอร์ คาสไซ ผู้ตัดสินชาวฮังการีก้มมองนาฬิกา จู่ ๆ จุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้นในแดนของมิลาน
บัวเต็งพยายามล็อกหลบทางกราบขวา แต่ไปติดบล็อกของอองรี
เสียงบอลกระแทกหน้าดัง ปั้ก!
เสียงดังสนั่นจนบัวเต็งยังชะงัก
แต่อองรีที่โดนบอลอัดหน้ากลับไม่สะเทือน เขาก้าวเท้ายาว ๆ แซงบัวเต็ง ใช้หน้าผากดันบอลที่กำลังตกให้พุ่งไปข้างหน้า แล้วกระชากหนีไปดื้อ ๆ
ตอนนั้นเอง นักเตะมิลานถึงเพิ่งรู้ตัวว่ากรรมการยังไม่เป่านกหวีด
แต่วินาทีนี้ แนวรุกปืนใหญ่ได้เปรียบตัวผู้เล่น 3 ต่อ 2 แล้ว อองรีพาบอลขึ้นตรงกลาง ขนาบข้างด้วยฟาน เพอร์ซี และอ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน
ขณะที่ติอาโก ซิลวา ลังเลว่าอองรีจะจ่ายซ้ายหรือขวา ราชาปืนโตก็โยกตัวหลอกจนหลังหัก แล้วแตะบอลเข้าเขตโทษทางซ้าย
เผชิญหน้ากับอับเบียติที่พุ่งออกมาปิดมุม อองรีตวัดยิงเรียดเสียบเสาไกลอย่างเฉียบขาด...ตุงตาข่าย
เฮ้~~~
แฟนบอลทีมเยือน 5,000 คน ลุกฮือขึ้นโห่ร้องสุดเสียง
“อองรี! อองรีอีกแล้วครับท่าน!!!” จาน จุน เสียงสั่นเครือด้วยความตื้นตัน
“นาทีที่ 92 ขณะที่ตามหลัง 0–4 ก็ยังเป็นราชาปืนโต อองรี ที่ก้าวขึ้นมากู้หน้า ยิงประตูตีไข่แตกให้ทีม”
“เรารู้กันดีว่านี่จะเป็นนัดสุดท้ายที่เขาจะได้สวมเสื้ออาร์เซนอลสู้ศึกยุโรป”
“ประตูนี้จะเป็นประตูสุดท้ายของเขาในสีเสื้อปืนใหญ่ และประตูสุดท้ายในแชมเปียนส์ลีก!”
“โอ้พระเจ้า...”
“แฟนปืนใหญ่จะกลั้นน้ำตาอยู่ไหมครับเนี่ย?”
“อองรีอีกแล้ว!”
“ในวันที่อาร์เซนอลมืดมนที่สุด ก็ยังมีกัปตันในตำนานคนนี้ ที่ลุกขึ้นมาจุดไฟแห่งความหวัง”
“นี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของเขา แต่เขาก็เปรียบเสมือนเทียนไข ที่ยอมเผาไหม้ตัวเองเพื่อมอบแสงสว่างสุดท้ายให้ทีม!!!”
เห็นอองรียิงได้ กล้องจับภาพไปที่เวนเกอร์ทันที
ปฏิกิริยาแรกของศาสตราจารย์เหมือนกับทุกคน คือก้าวออกมาข้างหน้าแล้วชูกำปั้นสะใจ
แต่วินาทีถัดมา เหมือนเขานึกอะไรขึ้นได้
ขอบตาแดงก่ำ เขาหันหลังกลับ แอบปาดน้ำตาเงียบ ๆ
ทุกคนรู้ดีว่านี่คือบทเพลงอำลาของราชา!
แต่อองรีที่ยิงประตูได้ กลับไม่วิ่งไปฉลองกับแฟนบอลที่มุมธง
เขาวิ่งเหยาะ ๆ ตรงดิ่งไปหาเล่ย ยู
ท่ามกลางสายตาคนนับหมื่นในสนาม อองรีถอดปลอกแขนกัปตันทีมออก แล้วบรรจงสวมมันลงบนแขนของเล่ย ยู ด้วยสีหน้าจริงจังที่สุด
“เล่ย พี่เป็นปืนใหญ่ของยุคเก่า ในยุคใหม่... ไม่มีปืนกระบอกไหนให้พี่ใช้อีกแล้ว หนทางข้างหน้า ฝากนายด้วยนะ!”