- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 640 เนื้อเงาโคมไฟเมนูพิชิตใจท้าชนภัตตาคารว่านซิ่ว
บทที่ 640 เนื้อเงาโคมไฟเมนูพิชิตใจท้าชนภัตตาคารว่านซิ่ว
บทที่ 640 เนื้อเงาโคมไฟเมนูพิชิตใจท้าชนภัตตาคารว่านซิ่ว
โจวเยี่ยนในฐานะอาจารย์คนนี้ ไม่ได้พูดเล่น ๆ เลยนะ
คำว่า ‘อาจารย์โจว’ ที่คนอื่นในสำนักข่งเรียกเขา ฟังแล้วยังไงก็แฝงแววประชดประชันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
แต่เสี่ยวเจิงเรียก ‘อาจารย์โจว’ ทุกวี่ทุกวัน เธอเห็นเขาเป็นอาจารย์จริง ๆ นั่นแหละ
เธอตั้งใจเรียน จดบันทึกอย่างดี สรุปบทเรียนอย่างจริงจัง และก็ได้วิชาความรู้ไปจริง ๆ จนตอนนี้ทำซาลาเปาไส้หมูสดสำเร็จแล้ว
การสอบวัดระดับพ่อครัวระดับสาม โจวเยี่ยนเป็นคนให้เธอไปสมัคร ช่วงนี้เพื่อเตรียมสอบ เสี่ยวเจิงทุ่มเทจนลืมกินลืมนอน วัน ๆ เอาแต่อ่านหนังสือ หนังสือสองเล่มหนาปึ้กขนาดนั้น ที่เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้ เธอก็อ่านจนจำได้หมด
ต่อไปเป็นภาคปฏิบัติ ตัวเขาเองก็ต้องพยายามยกระดับฝีมือ และแน่นอนว่าจะทิ้งเจิงอันหรงไว้ข้างหลังไม่ได้
โจวเยี่ยนต้องการทำคะแนนให้สูง เพื่อปีหน้าจะได้ใช้ผลการสอบที่ดี ยื่นขอสอบเลื่อนระดับเป็นพ่อครัวระดับสองข้ามขั้นอีกครั้ง
ส่วนเป้าหมายของเจิงอันหรง คือการสอบผ่านระดับสามได้อย่างราบรื่น
แรงกดดันของอาจารย์โจวก็ไม่ใช่น้อยเลย
“อาจารย์โจว ฉันจะตั้งใจเรียน ตั้งใจฝึกซ้อมค่ะ!” เจิงอันหรงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
เมื่อก่อนเวลาจะเรียนทำอาหารสักเมนู ต้องคอยระวังตัว แอบ ๆ ซ่อน ๆ ตลอด
บ่อยครั้งที่ต้องควักกระเป๋าซื้อวัตถุดิบเอง แล้วแอบฝึกทำที่บ้าน พอฝีมือเข้าที่เข้าทางแล้ว ถึงจะกล้าไปโชว์ฝีมือต่อหน้าพ่อครัวอาวุโสที่ร้านอาหาร
ถ้าผู้จัดการกับพวกอาจารย์พ่อครัวเห็นว่าใช้ได้ ถึงจะมีโอกาสได้จับตะหลิว
ขืนกล้าใช้วัตถุดิบหลวงในร้านมาฝึกมือ เผลอนิดเดียวมีหวังโดนข้อหาผลาญเสบียงหลวงแน่ ๆ
เมนูที่เจิงอันหรงทำเป็นครึ่ง ๆ กลาง ๆ พวกนั้น ก็ได้มาด้วยวิธีแบบนี้นี่แหละ
พ่อครัวรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ทำได้แค่เป็นลูกมือให้พ่อครัวรุ่นเก่า ถ้ายังไม่ถึงเวลาเกษียณ เขาก็ไม่มีทางถ่ายทอดวิชาให้จนหมดเปลือกหรอก
แต่ตอนนี้อาจารย์โจวให้เธอฝึกได้อย่างเต็มที่ ครั้งเดียวไม่ได้ก็สิบครั้ง ร้อยครั้ง นี่มันเป็นการสนับสนุนที่ใจป้ำขนาดไหนกัน!
โจวเยี่ยนบอก “การเรียนทำอาหารมันมีขั้นตอนของมัน ดูตอนฉันทำซุปลูกชิ้นสิ ก็เริ่มจากปั้นไม่กลม จนค่อย ๆ ปั้นกลมได้นั่นแหละ ค่อย ๆ ปรับปรุง ค่อย ๆ พัฒนาไปทีละนิด ขอแค่กล้าเผชิญหน้ากับความล้มเหลว ก็จะพัฒนาได้เร็วมาก”
“แล้วตอนอาจารย์ทำเป็ดรมควันใบชากับสาลี่ยัดไส้แปดเซียน นั่นก็ครั้งแรกไม่ใช่เหรอคะ?” เจิงอันหรงแย้ง
“อันนั้นเรียกว่าโชคดี บางทีก็ได้บางทีก็ไม่ได้” โจวเยี่ยนตอบหน้าตาย “แต่ส่วนใหญ่แล้ว ก็ต้องค่อย ๆ คลำทางไปนั่นแหละ เพียงแต่พอทำเป็นหลายเมนูเข้า มันก็จะประยุกต์ใช้กันได้ เมนูที่รสชาติแนวเดียวกันก็จะทำได้ง่ายขึ้นเยอะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ” เจิงอันหรงพยักหน้า
โจวเยี่ยนเอ่ยขึ้น “จริงสิ เอาสมุดจดของเธอมาให้ดูหน่อย ฉันจะตรวจดูว่าเธอสรุปประเด็นสำคัญเป็นยังไงบ้าง”
“ได้ค่ะ” เจิงอันหรงได้ยินดังนั้นก็รีบหันไปหยิบสมุดจดมายื่นให้โจวเยี่ยนทันที
โจวเยี่ยนเปิดสมุดจดดู ลายมือสวยงาม สรุปประเด็นสำคัญได้อย่างเป็นระเบียบชัดเจน จับใจความได้ตรงจุด สรุปความรู้ได้ครอบคลุมมาก ความตั้งใจขนาดนี้ถ้าเอาไปใช้กับการเรียนหนังสือ รับรองต้องเป็นระดับหัวกะทิแน่ ๆ มีประสิทธิภาพกว่าการอ่านหนังสือตรง ๆ เยอะเลย
“เอาล่ะ เธอกลับไปอ่านหนังสือเถอะ เดี๋ยวฉันค่อย ๆ ตรวจดู พรุ่งนี้เช้าค่อยคืนให้” โจวเยี่ยนบอก
เจิงอันหรงพยักหน้า กลับไปอ่านหนังสือต่อ
“เกอเกอ เตาผิงหนูไม่ร้อนแล้ว ช่วยเขี่ยให้หน่อยสิ” เสียงใส ๆ อ้อน ๆ ของโจวโม่โม่ดังขึ้น
“มาแล้วจ้า” โจวเยี่ยนวางปากกา เดินไปหยิบไม้เล็ก ๆ ในครัวมาอันหนึ่ง เอาเตาผิงใต้เท้าเจ้าตัวเล็กออกมา เขี่ยถ่านไฟใต้ขี้เถ้าสองสามที พอเห็นสะเก็ดไฟวาบขึ้นมา อุณหภูมิก็กลับมาร้อนอีกครั้ง แล้ววางกลับไปที่ใต้เท้าของโจวโม่โม่เหมือนเดิม
“ขอบคุณค่ะเกอเกอ~” เจ้าตัวเล็กวางเท้าพาดลงไปอย่างมีความสุข ดึงแขนโจวเยี่ยนแล้วบอก “เกอเกอ ดูรูปที่หนูวาดสิคะ สีเทียนอันนี้สีเยอะมากเลย ใช้ดีจัง!”
วันนี้เจ้าตัวเล็กวาดรูปบนกระดาษแผ่นใหญ่ วาดรูปฝรั่งตัวเล็ก ๆ นั่งรถมากันเต็มคันรถที่หมู่บ้าน
รถบัส มาร์โค โปโลที่อุ้มทีวี น้าบาร์บี้ที่ถือสีเทียน ชาวบ้านที่มามุงดู...
องค์ประกอบภาพค่อนข้างแน่น แต่ก็มีการจัดลำดับความสำคัญชัดเจน การใช้สีสันก็ดูจะกล้าและหลากหลายกว่าผลงานชิ้นก่อน ๆ มาก
ในมุมมองของโจวโม่โม่ ให้ความรู้สึกเหมือนมาร์โค โปโลกับเจนนี่มาเยี่ยมเยียนที่บ้านจริง ๆ
“อื้ม วาดสวยจังเลย วาดน้าบาร์บี้ได้ประณีตมาก สังเกตเห็นกระทั่งต่างหูเลยนะเนี่ย” โจวเยี่ยนยิ้มชม
ภาพวาดสีเทียนของเจ้าตัวเล็ก กลับดูมีกลิ่นอายของภาพสีน้ำมันเจืออยู่จาง ๆ แถมยังมีแนวคิดการจัดองค์ประกอบภาพเป็นของตัวเอง ดูแล้วมีพลังดึงดูดสายตา ไม่ใช่แค่การขีดเขียนมั่วซั่ว
โจวเยี่ยนไม่รู้เรื่องศิลปะ แต่สวยหรือไม่สวยเขาก็พอจะแยกแยะออก
นี่คงเป็นเหตุผลที่เซี่ยเหยากับเมิ่งอันเหอชอบและสนับสนุนผลงานของเธอขนาดนั้น เพราะพวกเธอรู้จริง ๆ ว่าโจวโม่โม่มีพรสวรรค์ด้านการวาดภาพขนาดไหน
เขาเป็นอัจฉริยะจอมปลอมแห่งสำนักข่ง แต่โจวโม่โม่อาจจะเป็นเทพเจ้าตัวจริงก็ได้
“หนูวาดไปเถอะ ไว้สีเทียนชุดนี้หมดเมื่อไหร่ เดี๋ยวพี่ซื้อชุดใหม่ให้” โจวเยี่ยนมองเธอด้วยสายตาเอ็นดูรักใคร่สุดขีด
“จริงเหรอคะ?” โจวโม่โม่ตาเป็นประกาย กอดคอโจวเยี่ยนแล้วหอมแก้มไปฟอดหนึ่ง “เกอเกอ หนูรักเกอเกอที่สุดเลย~~ เกอเกอเป็นพี่ชายที่ดีที่สุดในโลกเลย!”
“หนูก็เป็นน้องสาวที่น่ารักที่สุดในโลกเหมือนกัน~” โจวเยี่ยนยิ้มพลางบีบแก้มยุ้ย ๆ ของเจ้าตัวเล็ก ตัวนุ่มนิ่มหอมฟุ้ง น่ารักจนใจเจ็บ!
หาเงินมาไม่ให้เธอใช้แล้วจะให้ใครใช้ล่ะ?
“หนูจะวาดรูปมาร์โค โปโลจับหมูอีกรูป ตลกดี” โจวโม่โม่วางรูปที่วาดเสร็จไว้ข้าง ๆ แล้วหยิบสีขึ้นมาอีกครั้ง
โจวเยี่ยนก็ยิ้มแล้วกลับไปที่โต๊ะตัวเอง คืนเดียวเขาอ่านสมุดจดของเจิงอันหรงจบ แถมยังจดสรุปหัวข้อสำคัญออกมาได้อีกสองหน้ากระดาษ
รอบสอบข้อเขียน เขารู้สึกมั่นใจประมาณเจ็ดแปดส่วนแล้ว พรุ่งนี้ไปขอข้อสอบเก่าจากข่งกั๋วต้งมาลองทำดู ก็คงรู้ระดับตัวเองคร่าว ๆ แล้ว
อาบน้ำล้างหน้าเสร็จกลับมานอนบนเตียง โจวเยี่ยนเปิดหน้าจอโฮโลแกรม กดรับรางวัล แล้วเลือกเมนูเนื้อเงาโคมไฟ ก่อนจะกดยืนยัน
แสงสีทองสว่างวาบแล้วหายไป ข้อมูลมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวของโจวเยี่ยน
เนื้อเงาโคมไฟเมนูนี้เป็นของขึ้นชื่อของเมืองต๋าโจว เป็นทั้งกับข้าวและของว่างที่มีชื่อเสียง
และในตระกูลเงาโคมไฟนี้ ก็ยังมีเนื้อเส้นเงาโคมไฟ ปลาแผ่นเงาโคมไฟ มันเทศแผ่นเงาโคมไฟ และอื่น ๆ อีก
โจวเยี่ยนใช้รางวัลที่ได้จากการเคี่ยวเข็ญเจิงอันหรง แลกเมนูเนื้อเงาโคมไฟมา เพื่อเพิ่มเมนูเรียกน้ำย่อยเด็ด ๆ ให้กับโต๊ะจีนของร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา
สามนาทีต่อมา แววตาของโจวเยี่ยนก็ค่อย ๆ กลับมาแจ่มใส
มิน่าล่ะทีมวิจัยของร้านอาหารเล่อหมิงถึงแกะสูตรเมนูนี้ไม่ออก กรรมวิธีการทำมันซับซ้อนเหลือเกิน ทั้งทักษะการใช้มีด การควบคุมไฟ และการปรุงรส ล้วนต้องการความแม่นยำสูงมาก
เนื้อต้องแล่ให้บางที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เนื้อวัวโปร่งแสงจนมองเห็นเงาได้
ในฐานะที่เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยที่ต้องจัดจาน ก็ย่อมต้องมีการจัดวางที่สวยงาม เนื้อวัวที่แล่ออกมานอกจากความหนาบางต้องเท่ากันแล้ว ขนาดก็ต้องเท่ากันด้วย
เนื้อวัวไม่ใช่หัวไชเท้า เนื้อก้อนหนึ่งจะได้ขนาดเท่ากันเป๊ะ ๆ นั้นยากมาก นี่ถือเป็นบททดสอบทักษะการใช้มีดและประสบการณ์ของพ่อครัวอย่างแท้จริง
เนื้อวัวที่แล่เสร็จแล้วต้องหมักแล้วตากให้แห้ง ด้วยสภาพอากาศตอนนี้ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสามสี่วันกว่าเนื้อจะแห้ง
เนื้อที่ตากแห้งแล้วยังต้องเอาเข้าเตาอบให้แห้งสนิท แล้วเอาไปนึ่งในซึ้งอีกหนึ่งชั่วโมงให้สุก จากนั้นก็ทิ้งไว้ให้เย็น
สุดท้ายเอาลงทอดในกระทะน้ำมันให้กรอบ เทน้ำมันออก ใส่เครื่องปรุงลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จาน ทิ้งไว้ให้เย็นก็เป็นอันเสร็จ
ก็จะได้เนื้อเงาโคมไฟที่กรอบอร่อยและโปร่งแสงจนมองทะลุได้
ถึงความรู้จะไหลเข้าสมองมาแล้ว แต่พอโจวเยี่ยนทบทวนกระบวนการทั้งหมดดูอีกรอบ ก็ยังรู้สึกว่าเมนูนี้ไม่ง่ายจริง ๆ
ไม่โทษอาจารย์อาข่งเลย รายละเอียดมันเยอะยิบย่อยมาก เทียบกับเป็ดรมควันใบชาแล้วก็ไม่แพ้กันเลย
ยิ่งทำยาก อาหารที่ออกมาก็ยิ่งสะท้อนฝีมือ
ภัตตาคารว่านซิ่วใช้เมนูนี้เป็นเมนูแนะนำ ดีเลย ต่อไปมันก็จะเป็นเมนูแนะนำของร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาเหมือนกัน
ออกมาขาย...
ถุย! ออกมาทำมาหากิน ถ้าสู้ชนะ ใครเขาจะมามัวเกรงใจกันล่ะ
ภัตตาคารว่านซิ่วมาเปิดสาขาที่เจียโจว แค่ไม่กี่เดือน ก็เล่นงานร้านอาหารเฟยเยี่ยนกับร้านอาหารเล่อหมิงซะจนแทบจะไปไม่เป็น
ร้านอาหารเล่อหมิงขวัญระส่ำระสาย ร้านใหญ่ที่เคยรวมยอดฝีมือแห่งเจียโจวไว้มากที่สุด ตอนนี้พวกพ่อครัวเริ่มลังเลว่าจะอยู่หรือไปดี สถานการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ช่วยไม่ได้นี่นา คนเก่ง ๆ ของร้านอาหารเล่อหมิง โจวเยี่ยนเองก็อยากได้เหมือนกัน เป็นคนสำนักข่งกันเอง รู้ไส้รู้พุงกันดี ใช้งานคล่องมือแน่นอน
สองวันนี้อาเหว่ยคุยเรื่องสถานการณ์ร้านอาหารเล่อหมิงให้เขาฟังบ่อย ๆ พอพูดถึงเรื่องขุดคนจากเล่อหมิง เจ้านี่ดูจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษ
นอกจากอาจารย์ของเขาแล้ว เขาก็สามารถบอกข้อดีพ่อครัวส่วนใหญ่ได้เป็นฉาก ๆ
พอเอ่ยถึงอาจารย์ตัวเอง เขาก็ได้แต่ถอนหายใจ
ภัตตาคารว่านซิ่วทุ่มสุดตัวดึงตัวคนจากร้านอาหารเล่อหมิง นั่นก็เท่ากับเป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งของโจวเยี่ยน
เอาเมนูเด็ดของภัตตาคารว่านซิ่วมาท้าชน เป้าหมายของโจวเยี่ยนชัดเจนมาก นั่นคือพ่อครัวที่มีไฟของร้านอาหารเล่อหมิง
ไม่ใช่แค่พ่อครัวเลือกร้าน โจวเยี่ยนเลือกคนก็มีมาตรฐานเหมือนกัน
ขาดแคลนดีกว่าได้ของไม่ดี ทำอาหารคุณภาพดี นี่คือความต้องการพื้นฐานของเขา
รับสมัครพ่อครัว คือการหาเพื่อนร่วมทีมที่จะก้าวหน้าไปด้วยกัน
ความสามารถก็เรื่องหนึ่ง แต่นิสัยใจคอเป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากกว่า
สองพ่อลูกตระกูลหลัว เขาอ่อยเหยื่อไว้แล้ว รอดูก็แค่ร้านเล็ก ๆ นั่นจะยื้อไปได้ถึงเมื่อไหร่
คราวก่อนที่ไปหาพวกเขา เสี่ยวหลัวโดนอาเหว่ยเป่าหูซะจนเนื้อเต้น ถ้าไม่ติดว่ากลัวพ่อโกรธ ป่านนี้คงย้ายค่ายไปแล้วมั้ง
โจวเยี่ยนลุกจากเตียง หยิบกระดาษปากกามาจดรายการวัตถุดิบและปริมาณที่ต้องใช้สำหรับทำเนื้อเงาโคมไฟ พรุ่งนี้เช้าจะได้เอาให้สหายเหล่าโจว ให้เขาซื้อกลับมาเลย
วิธีทำเนื้อเงาโคมไฟยุ่งยากเกินไป ไหน ๆ จะทำทั้งทีก็ทำเยอะ ๆ ไปเลย
ของแบบนี้พอทอดเสร็จแล้ว ขอแค่เก็บรักษาดี ๆ วางทิ้งไว้สามสี่วันก็ไม่เสีย
โดยเนื้อแท้มันก็คือเนื้อแห้งชนิดหนึ่งนั่นแหละ
…
ภัตตาคารว่านซิ่ว ห้องทำงาน
เหมยซิ่วนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ เหยียนเกอกับพ่อครัวใหญ่ของภัตตาคารว่านซิ่วอีกห้าคนนั่งแยกกันสองฝั่ง สีหน้าของทุกคนในตอนนี้ดูเคร่งเครียดทีเดียว
วันนี้มีงานแต่งงานสองงาน พอเพิ่งจะยุ่งเสร็จ ก็โดนเถ่าแก่เนี้ยเรียกประชุมด่วน ดูจากสีหน้าเคร่งขรึมของเหมยซิ่วแล้ว คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ
เหมยซิ่วเอ่ยขึ้น “วันนี้โรงงานผ้าไหมแห่งที่สองของเจียโจวมาสะสางบัญชี หัวหน้าฝ่ายการเงินดูไม่ค่อยพอใจ บอกว่าจองโต๊ะละแปดสิบหยวนของเราไป แขกต่างชาติกับหัวหน้าจากมณฑลกินเสร็จแล้ว กลับรู้สึกว่าสู้โต๊ะละห้าสิบหยวนของร้านเล็ก ๆ หน้าโรงงานทอผ้าซูจีไม่ได้...
กินแล้วยังไม่ประทับใจเท่า เป็ดรมควันใบชาเหมือนกัน แต่ร้านนั้นทำได้รสชาติต้นตำรับกว่าของเราซะอีก”
เหล่าพ่อครัวฟังจบก็ทำหน้าแปลก ๆ ในความสงสัยนั้นแฝงความไม่เข้าใจอยู่หลายส่วน