- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 615 แย่แล้ว ร้านเล็ก ๆ นี่ไม่เหมือนที่เคยเจอเลย
บทที่ 615 แย่แล้ว ร้านเล็ก ๆ นี่ไม่เหมือนที่เคยเจอเลย
บทที่ 615 แย่แล้ว ร้านเล็ก ๆ นี่ไม่เหมือนที่เคยเจอเลย
สาลี่ยัดไส้แปดเซียนร้านเขา ลูกค้าก็ชอบกันเยอะแยะ โต๊ะจีนหรูเขาก็แถมให้ทุกโต๊ะ
เขาหยิบช้อนตักสาลี่ยัดไส้แปดเซียนเข้าปากคำหนึ่ง แล้วก็เงียบกริบ
“เป็นไงคะ?” หวงอิงมองพ่อถาม
หวงเฮ่ออึกอักนิดหน่อย “เอ่อ... พ่อว่าสาลี่ยัดไส้แปดเซียนร้านเรายังมีจุดต้องปรับปรุงอีกเยอะ ช่วงนี้งดแถมไปก่อนแล้วกัน”
เขามองสาลี่ยัดไส้แปดเซียนตรงหน้า สีหน้าและอารมณ์ซับซ้อนไปหมด
โจวเยี่ยนทำสาลี่นึ่งให้อร่อยขนาดนี้ได้ยังไง?
แค่ของหวานจานเล็ก ๆ ทำให้อร่อยขนาดนี้ กะเอาให้ตายกันไปข้างเลยเหรอ?
จะเหลือที่ยืนให้เพื่อนร่วมอาชีพบ้างไหม?
“หมูผัดเกลือนี่ก็ใช้ได้นะคะ กินกับข้าวดีเลย” หวงอิงได้ทีชิมเมนูใหม่ด้วย
หวงเฮ่อชิมหมูผัดเกลือชิ้นหนึ่ง พยักหน้ากระซิบเบา ๆ “อืม ก็ใช้ได้ แต่จานนี้น่าจะไม่ใช่โจวเยี่ยนผัด น่าจะเป็นแม่ครัวใหม่ที่เพิ่งรับมา”
“หืม? ป๊า ป๊ารู้ได้ไงคะ?” หวงอิงถามหน้าสงสัย
“รสชาติหมูผัดเกลือจานนี้ใช้ได้ แต่ไม่ถึงกับสุดยอด ฝีมือพอ ๆ กับหลี่เหล่าซาน” หวงเฮ่ออธิบาย “แต่หมูสองไฟที่โจวเยี่ยนผัด รสชาติยอดเยี่ยมมาก ทั้งการคุมไฟและรสชาติ เหนือกว่าร้านอื่นเยอะ”
“ที่สำคัญที่สุดคือราคา หมูผัดเกลือใช้เนื้อมีดที่สองเหมือนกัน ปริมาณเนื้อก็พอ ๆ กับหมูสองไฟ แต่ราคาถูกกว่าสองเหมา พ่อว่าโจวเยี่ยนคงรู้สึกว่ารสชาติยังไม่ถึงขั้น เลยลดราคาลงสองเหมา”
“ป๊า พูดมีเหตุผลมากเลย!” หวงอิงตาโต มองหวงเฮ่ออย่างเลื่อมใส “ได้ความรู้เพิ่มแล้ว!”
“แน่นอน ตามป๊ายังไงก็ได้วิชาของจริงติดตัว” หวงเฮ่อยกมุมปากยิ้ม ภูมิใจนิด ๆ
สองพ่อลูกกระซิบกระซาบกัน แม้แต่จ้าวตงกับคนอื่นร่วมโต๊ะยังไม่ได้ยิน
นี่เป็นความรู้ใจของพ่อลูกคู่นี้ ออกมากินข้าวนอกบ้าน บางเรื่องพูดสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ไม่งั้นอาจโดนเจ้าของร้านกระทืบเอา
ถึงจะหนักใจนิด ๆ แต่คืนนี้หวงเฮ่อก็ดื่มเหล้าอย่างมีความสุข
พอนึกว่าแค่ซูจีก็หากินเป็ดรมควันใบชาอร่อยขนาดนี้ได้ ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี
หน้าร้าน หวังหงเลี่ยงกับหลินจื้อเฉียงพาคณะผู้นำสำนักงานการค้าต่างประเทศและนักธุรกิจต่างชาติเดินตรงมาที่ร้านโจวเอ้อร์หวา
การประชุมวันนี้เลิกช้าไปสิบกว่านาที พอดีกับช่วงเลิกงานของโรงงานคนเริ่มซาพอดี
โรงงานทอผ้าเจียโจวเป็นผู้นำอุตสาหกรรมผ้าไหมในเขตเจียโจว คุณภาพสินค้าและขนาดโรงงานถือว่าได้เปรียบอยู่แล้ว
ยิ่งช่วงก่อนเพิ่งจับมือกับลี่เฉิงกรุ๊ป ยิ่งทำให้นักธุรกิจต่างชาติสนใจเป็นพิเศษ
ลี่เฉิงกรุ๊ปมีชื่อเสียงในวงการผ้าไหม เป็นที่ยอมรับระดับสากล ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานสูงลิบ
การร่วมมือกับลี่เฉิงกรุ๊ปได้ ก็เป็นการพิสูจน์ศักยภาพของโรงงานทอผ้าเจียโจว
บวกกับภาษาต่างประเทศที่คล่องปร๋อของหลินจื้อเฉียงคุยกับนักธุรกิจต่างชาติ ทำให้นักธุรกิจสองรายตกลงร่วมมือกันตรงนั้นเลย ผู้นำสำนักงานการค้าต่างประเทศพอใจมาก
หวังหงเลี่ยงยิ้มแก้มปริไม่หุบ เซี่ยเหยาคนนี้เป็นบุคลากรหาตัวจับยากจริง ๆ โบนัสที่ให้ไปยังน้อยไปซะด้วยซ้ำ
ออเดอร์จากลี่เฉิงกรุ๊ปถึงจะไม่ใหญ่ แต่ช่วยเปิดตลาดให้โรงงานทอผ้าได้กว้างขวาง
“ผอ.เจียง งานเลี้ยงเย็นนี้ผมไม่ได้จัดที่ภัตตาคารของรัฐนะครับ ผมจัดที่ร้านโจวเอ้อร์หวาหน้าโรงงานทอผ้าเรานี่เอง” หวังหงเลี่ยงเดินคุยกับเจียงเหอ ผู้นำจากสำนักงานการค้าต่างประเทศ ยิ้มแย้มแจ่มใส
เจียงเหอปีนี้ห้าสิบปี หน้าเหลี่ยม ผมดกดำหวีแสกกลางเรียบกริบ ดูน่าเกรงขาม ได้ยินชื่อร้านก็ขมวดคิ้ว “ร้านโจวเอ้อร์หวา? ใช่ร้าน... ที่ทำเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวหรือเปล่า?”
“เอ๊ะ? ผอ.เจียงรู้จักเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวด้วยเหรอครับ?” หวังหงเลี่ยงแปลกใจ
“นิตยสาร ‘การทำอาหารเสฉวน’ ผมรับทุกฉบับนะ เล่มที่แล้วหน้าปกก็เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวนี่แหละ บทความนั้นเหอจื้อหย่วนรองบรรณาธิการเป็นคนเขียน บ้านเขาอยู่ซอยเดียวกับผม ไปกินข้าวด้วยกันบ่อย” เจียงเหอหัวเราะร่า “เขาเล่าให้ผมฟังหลายรอบแล้ว ว่าเถ้าแก่ร้านโจวเอ้อร์หวาเป็นเด็กหนุ่มอายุแค่ยี่สิบ ฝีมือทำอาหารสุดยอด มีแววเหมือนข่งไหวเฟิงตอนหนุ่ม ๆ เลย”
หวังหงเลี่ยงได้ยินก็โล่งอก ตอนแรกกะว่าจะอธิบายสักหน่อย กลัวผอ.เจียงเห็นร้านเล็ก ๆ แล้วจะไม่พอใจ
ผอ.เจียงเองก็เป็นนักกินตัวยง รู้จักกันมาสิบกว่าปี หวังหงเลี่ยงพอรู้นิสัยแกอยู่บ้าง พยักหน้ายิ้ม “ใช่ครับ เสี่ยวโจวพรสวรรค์สูงมาก อายุน้อยแต่ฝีมือไม่แพ้ระดับอาจารย์เลย ร้านโจวเอ้อร์หวาเป็นขวัญใจคนงานโรงงานทอผ้า เรียกกันว่าเป็นโรงอาหารแห่งที่สองของโรงงาน ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าทุกวัน
ช่วงนี้เพิ่งเปิดรับจัดโต๊ะจีน ผมว่าดีกว่าภัตตาคารของรัฐเยอะ เลยตัดสินใจจัดงานเลี้ยงที่ร้านเขา แต่สภาพแวดล้อมอาจจะด้อยไปหน่อย ไม่มีห้องส่วนตัว ต้องกินกันในโถงรวม”
“เลี้ยงรับรองต่างชาติในโถงรวมเหรอ?” เจียงเหอยิ้ม “ก็ดีเหมือนกัน ให้เพื่อนต่างชาติได้สัมผัสชีวิตหลังเลิกงานของคนงานโรงงานเราบ้าง เดี๋ยวจะหาว่าพวกเราอยู่กันลำบากลำบน”
คณะดูงานตระเวนเยี่ยมชมหลายบริษัท แถมประชุมอีกชั่วโมง ตอนนี้หิวโซกันหมดแล้ว
พอได้ยินว่าจะไปกินข้าว ต่างชาติก็ตื่นเต้นกันใหญ่
เมื่อเที่ยงกินที่ภัตตาคารว่านซิ่ว อาหารใช้ได้ ทุกคนพอใจ
“ถึงแล้วครับ” ออกจากประตูโรงงาน เลี้ยวขวาก็ถึง หวังหงเลี่ยงชี้ไปที่ร้านโจวเอ้อร์หวาตรงหน้า
คณะผู้ติดตามจากสำนักงานการค้าต่างประเทศทำหน้าแปลก ๆ ผู้จัดการหวังก็ไม่ใช่เพิ่งเคยรับรองแขก ทำไมจู่ ๆ นึกจะทำอะไรก็ทำ?
เลือกร้านเล็ก ๆ แบบนี้ โต๊ะเบียดเสียดกันแน่น ยืนหน้าประตูยังได้ยินเสียงคนคุยกันจอแจ
เจียงเหอมองร้านตรงหน้าอย่างทึ่ง ๆ “โอ้โฮ คนงานนั่งกันเต็มร้านจริง ๆ มองปราดเดียวเหมือนโรงอาหารโรงงานเลย ขายดีขนาดนี้ รสชาติไม่ธรรมดาแน่ ในหม้อใหญ่นั่นต้มเนื้อเฉียวเจี่ยวใช่ไหม? ได้กลิ่นเนื้อหอมฉุยเลย ร้านแบบนี้กินแล้วสบายใจ ได้บรรยากาศดี”
“ใช่ครับ หม้อใหญ่นั่นต้มเนื้อเฉียวเจี่ยว ถ้าผอ.เจียงอยากลอง เดี๋ยวผมให้เถ้าแก่ตักมาให้ชิมกันครับ” หวังหงเลี่ยงเสนอ
“ดีสิ มาทั้งที ต้องลองอยู่แล้ว” เจียงเหอพยักหน้า
คนจากสำนักงานการค้าต่างประเทศไม่มีใครพูดอะไร แต่มองหวังหงเลี่ยงเปลี่ยนไป ขิงแก่นี่เผ็ดจริง ๆ
หลินจื้อเฉียงบอกชาวต่างชาติเป็นภาษาอังกฤษว่านี่คือสถานที่กินข้าวเย็นนี้ ชาวต่างชาติพากันทำหน้าเหวอ
ไปจีนที่ไหน ๆ ก็พาไปกินร้านหรูที่สุดในย่านนั้น นั่งกินในห้องส่วนตัวแยกจากคนอื่น
ร้านสภาพบ้าน ๆ ลูกค้าแน่นเอี๊ยดแบบนี้ เพิ่งเคยเจอครั้งแรก
หลายคนตื่นเต้น อยากลอง
บางคนขมวดคิ้ว รู้สึกเหมือนไม่ได้รับเกียรติ
จ้าวเถี่ยอิงยิ้มแย้มออกมาต้อนรับ “ผู้จัดการหวัง มาแล้วเหรอคะ เชิญด้านนี้เลยค่ะ สองโต๊ะด้านในสุดจัดไว้ให้แล้ว ลองดูนะคะว่าจะนั่งกันยังไง”
“ได้ครับ” หวังหงเลี่ยงพยักหน้า พาคณะเดินเข้าประตูห้องข้าง ๆ
เมื่อตอนบ่าย โจวเยี่ยนปรับผังร้านนิดหน่อย ย้ายโต๊ะไปห้องข้าง ๆ สองตัว เพื่อให้พื้นที่และทางเดินกว้างขึ้น
“ผู้จัดการ!”
“มากินข้าวเหรอครับ?”
พอคณะเดินเข้ามา คนงานก็หันมามอง ยิ้มทักทายหวังหงเลี่ยงกับหลินจื้อเฉียง สายตามองเลยไปที่ฝรั่งหัวทองตาฟ้าข้างหลัง
ยุคนี้หาดูฝรั่งยากยิ่งกว่าดูลิงซะอีก
“โอ้โฮ! พี่สาวคนนั้นเหมือนตุ๊กตาเลย!” โจวโม่โม่รูดตัวลงจากเก้าอี้สูงหลังเคาน์เตอร์ วิ่งตามไปดูเรื่องสนุกที่ห้องข้าง ๆ ด้วย
หวังหงเลี่ยงยิ้มรับคำทักทาย พาคณะไปนั่งที่โต๊ะกลมสองตัวนั้น
“ดูออกเลยว่าเถ้าแก่ตั้งใจรับรองพวกเรา ถึงกับหาทางอัปเกรดโต๊ะเก้าอี้กะทันหัน” เจียงเหอแซว
ต่างชาตินั่งลง มองซ้ายมองขวาอย่างสนใจ
ร้านนี้สภาพซอมซ่อเหลือเกิน ผนังทาสีขาวโล้น พื้นปูนซีเมนต์ฉาบแบบขอไปที หลอดไส้แขวนห้อยลงมาอย่างไร้ดีไซน์ มีไว้เพียงเพื่อให้แสงสว่างเท่านั้น
หน้าโต๊ะเก่าคร่ำคร่า มีแค่ฐานหมุนกระจกที่ใหม่เอี่ยม เก้าอี้ที่ก้นสัมผัสก็เป็นแค่ม้านั่งไม้ธรรมดา
เทียบกับภัตตาคารหรูเมื่อเที่ยง คนละชั้นกันเลย
แต่พอสายตาทุกคนมองไปที่บนโต๊ะ ก็ต้องตาลุกวาว
บนโต๊ะวางอาหารจานเย็นไว้ห้าอย่าง จานกระเบื้องสีขาวทรงสี่เหลี่ยมขนาดเท่ากัน หูหมูพะโล้กับจมูกหมูพะโล้รวมกันจานหนึ่ง เนื้อวัวพะโล้จานหนึ่ง ไก่แช่เหล้าจานหนึ่ง พะโล้มังสวิรัติจานหนึ่ง แล้วก็ไส้พะโล้อีกจาน
จัดจานประณีตมาก เนื้อวัวพะโล้ลายสวยเหมือนอำพัน หั่นชิ้นเท่า ๆ กันเรียงเป็นวงกลม หูหมูและจมูกหมูแล่บางเฉียบวางสลับกันดูเพลินตา
แม้แต่พะโล้เจ ยังจัดเรียงเป็นระเบียบ ฟองเต้าหู้ เต้าหู้แห้ง หน่อไม้ฤดูหนาว หั่นยาวเท่ากันเป๊ะ กองซ้อนเป็นภูเขาลูกย่อม ๆ
ทุกจานประดับด้วยดอกไม้ใบหญ้าแกะสลักจากหัวไชเท้าไม่ซ้ำแบบ
ช่วยยกระดับความน่ามองขึ้นมาได้เยอะเลย
หน้าตาอาหารกับสภาพร้านซอมซ่อนี่ มันช่างขัดกันสิ้นดี!
เผลอ ๆ จะจัดจานประณีตกว่าภัตตาคารที่กินเมื่อเที่ยงซะอีก
ความแตกต่างมันชัดเจนเกินไป
ทำเอาตะลึงไปเหมือนกัน
ยกเว้นไส้พะโล้จานนั้น
ไส้พะโล้หั่นท่อน จะจัดยังไง มันก็ยังดูเป็นไส้อยู่ดี
“หลิน นี่ไส้หมูใช่ไหม?” หลินจื้อเฉียงนั่งเป็นเพื่อนโต๊ะข้าง ๆ ชาวต่างชาติข้างเขาชื่อมาร์โค โปโล มาจากยุโรป มีเชื้อจีนเสี้ยวหนึ่ง ถือว่าเป็นกูรูเมืองจีนกลาย ๆ ชี้ไปที่ไส้แล้วถามเป็นภาษาอังกฤษ
ทันใดนั้น สายตาของเหล่าชาวต่างชาติก็จับจ้องไปที่หลินจื้อเฉียงเป็นตาเดียว
ข่าวลือเรื่องคนจีนกินทุกอย่างผุดขึ้นมาในหัว ทั้งงู อวัยวะเพศกวาง อุ้งตีนหมี หรือแม้กระทั่งหนู!
และจานตรงหน้านี้ อาจจะเป็นไส้ใหญ่ของหมู!
สีหน้าทุกคนเริ่มฉายแววหวาดกลัวออกมาให้เห็น
แย่แล้ว ร้านเล็ก ๆ นี่ อาจจะไม่เหมือนร้านไหน ๆ ที่พวกเขาเคยกินมาก่อนเลย!