เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 610 แค่ปวดขา ไหงได้แม่เพิ่ม?

บทที่ 610 แค่ปวดขา ไหงได้แม่เพิ่ม?

บทที่ 610 แค่ปวดขา ไหงได้แม่เพิ่ม?


“ไปสิ ผมพาไป” โจวเยี่ยนยิ้ม ถอดผ้ากันเปื้อน เข็นจักรยานออกจากบ้าน

อาเหว่ยเดินตามออกมา เกาะหลังโจวเยี่ยนขึ้นรถ

โจวเยี่ยนพาเขาไปโรงพยาบาลในเครือโรงงานทอผ้า วันธรรมดาคนไม่เยอะ หาแผนกกระดูกและข้อ จ่ายค่าลงทะเบียนหนึ่งเหมา โจวเยี่ยนพาอาเหว่ยเข้าห้องตรวจ

ข้างในมีหมอหญิงวัยกลางคนสวมแว่น ผมสั้นหน้ากลม ดูใจดี เห็นโจวเยี่ยนกับอาเหว่ยเข้ามา ก็ทักทาย “เป็นอะไรมาล่ะ?”

โจวเยี่ยนให้อาเหว่ยนั่งลง แล้วบอก “คุณหมอครับ เพื่อนผมคนนี้เมื่อวานปั่นจักรยานมา วันนี้บ่นปวดขา เลยพามาดูว่ากล้ามเนื้ออักเสบหรือเปล่า”

หมอขยับแว่น มองอาเหว่ยแล้วยิ้ม “ปั่นจักรยานแค่นี้ก็บ่นปวดขาแล้วเหรอ? พ่อหนุ่ม ต้องหมั่นออกกำลังกายหน่อยนะ”

“หมอครับ ผมก็ออกกำลังกายอยู่นะ” อาเหว่ยตอบเสียงอ่อย

เห็นหมอทีไรเขาประหม่าทุกที เป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว

หมอหยิบไม้เล็ก ๆ บนโต๊ะ ลุกเดินมาหาอาเหว่ย จิ้มที่ต้นขา “ปวดเมื่อย? หรือเจ็บจี๊ด?”

“อาวู๊ว~” อาเหว่ยเผลอร้องออกมา พอรู้ตัวว่าผิดคิวก็รีบกลืนกลับลงคอ ตอบว่า “ปวดเมื่อยครับ”

“ชาไหม?” หมอถามต่อ

“หา?”

“ขาชาไหม?”

อาเหว่ยเงยหน้ามองโจวเยี่ยน

“มองทำไม ฟังหมอสิ” โจวเยี่ยนบอก

อาเหว่ยกำหมัดแน่น เรียกเสียงเบา “แม่จ๋า” (1)

“หา?” หมออึ้ง

โจวเยี่ยนก็อึ้ง แล้วค่อย ๆ หันหลังไปเอามือปิดปาก “คิกคิกคิก————”

“ฉันถามว่าขาเธอชาไหม เธอจะเรียกแม่ทำไม?” หมอก็กลั้นขำไม่อยู่

“อ้าว?” อาเหว่ยหน้าแดงแปร๊ด อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ส่ายหน้า “ไม่ชา ขาไม่ชาครับ แค่ปวดเมื่อยเฉย ๆ”

หมอกลับไปนั่งที่เดิม ยิ้มบอก “ไม่เป็นไรหรอก แค่กรดแลคติกคั่งค้างหลังออกกำลังกาย กลับไปพักสักสองวันก็หาย ว่าง ๆ ก็แช่เท้าหน่อย เลือดลมจะได้ไหลเวียน หายเร็วขึ้น”

อาเหว่ยโล่งอก ถามหน้าแดง ๆ “หมอครับ ต้องกินยาไหม? หรือเอากอเอี๊ยะมาแปะหน่อย?”

หมอโบกมือ “อายุแค่นี้จะแปะกอเอี๊ยะทำไม เงินเหลือใช้หรือไง กลับไปกินน้ำอุ่นเยอะ ๆ คราวหน้าก็ปั่นช้า ๆ หน่อย”

“อ้อ ขอบคุณครับหมอ” อาเหว่ยลุกเดินลิ่ว ขาดีขึ้นทันตาเห็น

ตอนนี้เขาแค่อยากหนีไปจากห้องนี้ ไม่สิ หนีไปจากโลกนี้เลย!

“รบกวนคุณหมอด้วยนะครับ” โจวเยี่ยนบอกลา แล้วเดินตามออกไป

เดินมาถึงหน้าโรงพยาบาล โจวเยี่ยนถึงตามอาเหว่ยทัน

“อาเหว่ย ขาหายแล้วเหรอ?” โจวเยี่ยนยิ้มถาม

“อย่ามายุ่งกับฉัน ฉันอยากอยู่คนเดียวเงียบ ๆ” อาเหว่ยมองเหม่อไปไกล สายตาลึกล้ำปนเศร้าสร้อย

“ให้ช่วยตามแม่ใหม่มาดูอาการหน่อยไหม?” โจวเยี่ยนหัวเราะลั่น

“ไสหัวไปเลยไป๊!” อาเหว่ยกัดฟันกรอด

“จะกลับไหม? ไม่กลับผมไปก่อนนะ ต้องรีบไปทำกับข้าว พี่ก็ค่อย ๆ เดินกลับเองแล้วกัน” โจวเยี่ยนขู่

“ไป ๆ ๆ” อาเหว่ยรีบโดดขึ้นรถ พลางกำชับ “อาจารย์โจว กลับไปห้ามพูดนะ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะ”

“ขอร้องสิ”

“อาจารย์โจว ขอร้องล่ะครับ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นนะ” อาเหว่ยเสียงอ่อยทันที

“ได้เลย” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า

อาจเพราะหมอยืนยันว่าไม่เป็นไร หรือเพราะได้พักมาทั้งเช้า อาการปวดเมื่อยเลยทุเลาลงเยอะ พอกลับถึงร้าน อาเหว่ยก็เดินได้คล่อง เดินไปสองสามก้าว พยักหน้าพอใจ “ฉันว่าไม่มีปัญหาแล้ว หั่นผักได้แล้ว”

“หมอเทวดาชัด ๆ เอาไม้จิ้มสองทีก็หายเลย วันหลังไปขอเป็นลูกบุญธรรมดีไหม?” โจวเยี่ยนแซว

“ไปตายซะ!” กำปั้นอาเหว่ยกำแน่นขึ้นมาอีกรอบ

“หมอว่าไงบ้าง? กระดูกกระเดี้ยวไม่เป็นไรใช่ไหม?” น้าจ้าวถามอย่างเป็นห่วง

“หมอบอกว่า…”

ไม่รอโจวเยี่ยนอ้าปาก อาเหว่ยก็ชิงพูดก่อน “ไม่เป็นไรครับ! น้า หมอบอกว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย ให้กลับมากินน้ำเยอะ ๆ แช่เท้าบ่อย ๆ สองสามวันก็หาย”

น้าจ้าวยิ้ม “งั้นก็ดีแล้ว คราวหน้าก็ปั่นช้า ๆ หน่อย ปั่นสู้หวงอิงไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ ผู้หญิงสมัยนี้เก่งจะตาย สมัยก่อนทหารบ้านผู้ชายตั้งเยอะ ยิงปืนยังแม่นสู้น้าไม่ได้เลย”

อาเหว่ย: “…”

ทำไมรู้สึกเหมือนรู้กันทั้งบางแล้วฟะ

“ผมไปหั่นผักละ” อาเหว่ยบอก แล้วเดินเข้าครัวไป

ไม่นานนัก เสียงหัวเราะครืนก็ดังมาจากโถงข้างนอก

อาเหว่ยชะโงกหน้าไปดู

ทุกคนไม่ได้หัวเราะ ต่างคนต่างทำงานของตัวเอง

แต่พอเขายืนหน้าเขียง ก็ได้ยินเสียงหัวเราะข้างนอกชัดเจน โดยเฉพาะน้าจ้าว หัวเราะดังที่สุด

ชะโงกไปดูอีกที น้าจ้าวกำลังตั้งใจต้มซุปเนื้อเฉียวเจี่ยวอยู่

“พี่เจิง พี่ได้ยินเสียงหัวเราะข้างนอกไหม?” อาเหว่ยถามเจิงอันหรง

“ไม่นะ อาเหว่ย เป็นอะไรไป?” เจิงอันหรงมองเขาอย่างสงสัย

“อ๋อ งั้นช่างเถอะ” อาเหว่ยโล่งอก “สงสัยเมื่อคืนนอนน้อย หูแว่วไปเอง”

“อาเหว่ย ผักอย่างอื่นฉันหั่นหมดแล้ว เหลือหมูสามชั้นพวกนี้ฝากนายจัดการต่อนะ” เจิงอันหรงบอก

“ได้เลย” อาเหว่ยรับคำ เริ่มหั่นเนื้อ

เจิงอันหรงล้างมือเดินออกจากครัวไป กระซิบถามหน้าเตาใหญ่ “พี่หลี่ ขำอะไรกันคะ?”

อาเหว่ยหั่นเนื้อไป แว่วเสียงหัวเราะเจิงอันหรงลอยมา

วางเนื้อในมือ ชะโงกดู พี่เจิงกำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งใจอยู่ข้าง ๆ

ใส่ร้ายแกซะแล้วเรา

เรื่องอาเหว่ยไปโรงพยาบาล สร้างความบันเทิงให้ร้านโจวเอ้อร์หวาไปทั้งวัน

มื้อเที่ยงวันนี้โจวเยี่ยนลงครัวเอง ทำหน่อไม้ฤดูหนาวผัดแห้ง ซุปลูกชิ้น แล้วก็สองกรอบผัดพริก

เมื่อเช้าเขาฝากจางเหล่าซานหาตับหมูมาให้ สองกรอบผัดพริกจานนี้เขาเพิ่งเคยผัดครั้งแรก แต่เมื่อก่อนเสี่ยวโจวเคยช่วยอาจารย์หั่นตับหมูกับกึ๋นเป็ดบ่อย ๆ ทักษะมีดเลยไม่ตก ผลงานออกมาใช้ได้ทีเดียว

[สองกรอบผัดพริกรสชาติดีมากหนึ่งที่]

ทำครั้งแรก ก็ได้ระดับ [รสชาติดีมาก] เลย

ตับหมูขาวผ่องดุจหยก กึ๋นเป็ดสีแดงอมน้ำตาลน่ากิน สีแดงสลับขาวตัดกันสวยงาม แซมด้วยใบเขียวตกแต่งนิดหน่อย

ก้นชามมีน้ำมันเคลือบบาง ๆ กลิ่นหอมลอยมาเตะจมูกพร้อมไอร้อน

“สองกรอบผัดพริกจานนี้ดูดีชะมัด สมเป็นอาจารย์โจว ทำครั้งแรกก็ออกมาดูดีมีชาติตระกูล!” อาเหว่ยชม

“ดูไม่ต่างกับที่อาจารย์เซี่ยวทำคราวก่อนเท่าไหร่เลย อาจารย์โจวเก่งจริง ๆ” เจิงอันหรงเสริม

“ซุปลูกชิ้น หนูชอบกินลูกชิ้นกลม ๆ~~” โจวโม่โม่ปีนขึ้นเก้าอี้ เห็นซุปลูกชิ้นก็ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี “เกอเกอ ลูกชิ้นเกอเกอทำดูกลมขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะ!”

“ใช่ม้า แสดงว่าฝีมือพี่ชายหนูพัฒนาขึ้นไงล่ะ” โจวเยี่ยนยิ้ม ตักลูกชิ้นให้แกสองลูก

ซุปลูกชิ้นทำง่าย จริง ๆ แค่รู้วิธีนวดไส้ บีบออกมาทีละลูก ก็จะได้ลูกชิ้นกลมดิ๊ก ต้มแล้วไม่แตก เนื้อนุ่มเด้งสู้ฟัน

เคล็ดลับอยู่ที่การปรุงไส้ ต้องออกแรงนวดให้เนื้อเหนียวหนึบ ลูกชิ้นถึงจะแน่น ต้มแล้วนุ่มเด้ง อร่อยเหาะ

เขาลองชิมไปลูกหนึ่ง รสสัมผัสดีจริง ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนลูกชิ้นเนื้อทำมือเลย

ของแบบนี้หาไม่ง่ายนะ อาศัยฝีมือล้วน ๆ

หน่อไม้ฤดูหนาวผัดแห้งวันนี้ ทะลุระดับ [รสชาติดีมาก] ไปแล้ว

จากบทเรียนคราวก่อนที่ทอดนานไปจนแข็งกระด้าง คราวนี้เขาลดน้ำมันลง ใช้ไฟอ่อนค่อย ๆ จี่จนผิวหน่อไม้เหลืองนวล เริ่มย่นนิด ๆ ก็ตักขึ้นพักไว้

จากนั้นผัดหมูสับกับผักกาดดอง นี่ของถนัดเขาเลย รักษามาตรฐานความเป๊ะไว้ได้เหมือนเดิม

พอผัดหมูสับผักกาดดองจนหอม ก็ใส่หน่อไม้ลงไปผัดคลุกเคล้า ให้กลิ่นหอมและน้ำมันซึมเข้าเนื้อหน่อไม้ พอน้ำงวดก็ตักขึ้นทันที

หน่อไม้ฤดูหนาวผัดแห้งรสชาติดีมากเสร็จเรียบร้อย!

“อื้อหือ! หน่อไม้ผัดแห้งวันนี้อร่อย ไม่ทอดนานเกินไป ได้รสหวานของหน่อไม้ด้วย!” อาเหว่ยชิมคำหนึ่ง พยักหน้าหงึกหงัก

เจิงอันหรงชิมแล้ววิจารณ์ “แต่ฉันว่าวันนี้ทอดหน่อไม้ยังไม่ค่อยถึง น้ำยังเยอะไปหน่อย กลิ่นหมูสับผักกาดดองเลยแค่เคลือบผิว ไม่ซึมเข้าเนื้อเท่าไหร่ รสชาติยังไม่เข้าเนื้อดี”

อาเหว่ยทึ่ง “พี่เจิงเก่งจริง ๆ แป๊บเดียวจับจุดได้เลย ผมแค่รู้สึกว่าดีกว่าคราวก่อน แต่พอลองลิ้มรสดี ๆ ก็ยังไม่ค่อยเข้าเนื้อจริง ๆ ด้วย”

“ฉันก็พูดตามความรู้สึกนะ ไม่รู้ถูกไหม ต้องให้อาจารย์โจวตัดสินเอง” เจิงอันหรงออกตัว

โจวเยี่ยนชิมหน่อไม้คำหนึ่ง พยักหน้า “อืม ที่พี่เจิงพูดมาตรงจุดเลย แสดงว่าวันนี้ผมยังระวังตัวไปหน่อย ทอดนานแค่ไหน ไฟแรงแค่ไหน จุดสำคัญเรื่องการคุมไฟนี่ต้องปรับปรุงกันต่อไป”

นี่แหละข้อดีของการมีพ่อครัวแม่ครัวอยู่ด้วยกัน อาหารดีไม่ดี ชิมคำเดียวก็รู้ แถมยังหาทางแก้ไขได้เร็ว

หัวใจของหน่อไม้ผัดแห้งอยู่ที่คำว่า ‘ผัดแห้ง’ การเข้าเนื้อคือพื้นฐาน

“เอ้า ลองชิมสองกรอบผัดพริกดูบ้าง” โจวเยี่ยนบอก

“ฉันว่าอร่อยนะ แยกไม่ออกเลยว่าต่างกับที่อาจารย์อาทำคราวก่อนตรงไหน” อาเหว่ยวางตะเกียบ

“การคุมไฟฉันว่าโอเค กึ๋นกรอบสู้ฟัน ตับหมูกรุบกรอบแต่นุ่ม รสชาติยังปรับได้อีก ภาพรวมใกล้เคียงกับที่อาจารย์เซี่ยวทำคราวก่อน แต่เหมือนรสชาติยังขาดอะไรไปนิดหน่อย”

โจวเยี่ยนคีบกึ๋นกับตับหมูมาชิมละเอียด “กึ๋นมีกลิ่นสาบนิด ๆ น่าจะล้างไม่เกลี้ยง ตับหมูไม่เป็นไร ไฟถึงแล้ว แต่เหมือนที่พี่เจิงว่า รสชาติยังพัฒนาได้อีก ต้องปรับปรุง”

การจัดการกึ๋นเป็ด โจวเยี่ยนทำตามที่อาจารย์สอนเป๊ะ ๆ เขามาลองทบทวนดู ปัญหาน่าจะอยู่ที่เวลา

หมักยังไม่นานพอ คราวหน้าต้องลองล้างน้ำเพิ่มอีกรอบ

การทำอาหาร คือกระบวนการที่ต้องพิถีพิถันเพื่อความเป็นเลิศ

แก้ผิด ปรับปรุง ท้าทายตัวเองไปเรื่อย ๆ เหมือนปีนเขานั่นแหละ

จะว่าไป เขาเริ่มหลงรักความรู้สึกแบบนี้ซะแล้วสิ

“เกอเกอ เนื้อดอกไม้นี่ก็อร่อยจังเลย” โจวโม่โม่เคี้ยวกึ๋นที่บั้งเป็นดอกเบญจมาศอย่างมีความสุข

“พวกเธอติกันเยอะแยะ แต่แม่ว่าตับหมูจานนี้อร่อยจะตาย? กรอบนุ่ม รสเค็มกลมกล่อม ถึงจะไม่เผ็ดเลย แต่รสชาติเด็ดดวง” น้าจ้าวว่า คีบตับหมูเข้าปากอีกชิ้น เคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างพอใจ

โจวเยี่ยนยิ้ม “อร่อยก็มีหลายระดับครับ อร่อย อร่อยมาก อร่อยเยี่ยมยอด เราจะทำขายลูกค้า ต้องทำให้ถึงระดับอร่อยเยี่ยมยอด ให้ลูกค้ารู้สึกว่าต้องมาร้านเราเท่านั้นถึงจะได้กินของอร่อยขนาดนี้ ถึงจะเรียกว่าใช้ได้”

อาเหว่ยกับเจิงอันหรงพยักหน้าอย่างเข้าใจ มิน่าล่ะในใจอาจารย์โจวถึงมีมาตรฐานสูงขนาดนี้ ถึงว่าอาหารทุกจานในเมนูถึงทำให้คนตกตะลึงได้ตลอด

ถ้าเอามาตรฐานร้านอื่น สองกรอบผัดพริกจานนี้ขึ้นเมนูได้สบาย แถมยังน่าจะเป็นเมนูขายดีด้วยซ้ำ

……….……….……….……….

(1) ในภาษาจีนคำว่า “ชา” ออกเสียงว่า “หมา” (麻) ส่วนคำว่า “แม่” ออกเสียงว่า “มา” (妈) เสียงใกล้เคียงกัน ในบริบทนี้อาเหว่ยฟังผิดนั่นเอง xD

จบบทที่ บทที่ 610 แค่ปวดขา ไหงได้แม่เพิ่ม?

คัดลอกลิงก์แล้ว