- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 605 โต๊ะจีนห้าสิบหยวน จัดไป!
บทที่ 605 โต๊ะจีนห้าสิบหยวน จัดไป!
บทที่ 605 โต๊ะจีนห้าสิบหยวน จัดไป!
โจวเยี่ยนยกป้ายประกาศไปตั้งที่หน้าประตู ถือว่าเป็นการออกเมนูใหม่ที่ห่างหายไปนาน
“เกอเกอ พี่เหยาเหยาถึงโรงเรียนหรือยังคะ?” โจวโม่โม่นั่งอยู่ข้าง ๆ โจวเยี่ยน เงยหน้าถาม
โจวเยี่ยนคิดนิดหนึ่ง “ป่านนี้น่าจะถึงแล้วล่ะ”
“งั้นพี่เขาก็คงกินข้าวอยู่เหมือนกันใช่ไหมคะ” โจวโม่โม่ยกชามขึ้นพุ้ยข้าวเข้าปากคำหนึ่ง
“ใช่จ้ะ หนูเองก็ต้องกินข้าวเยอะ ๆ นะ” โจวเยี่ยนยิ้มคีบหมูผัดเกลือให้แกชิ้นหนึ่ง แล้วคีบใส่ปากตัวเองชิ้นหนึ่ง
หมูผัดเกลือต่างจากหมูสองไฟที่นุ่มหนึบ เมนูนี้จะแห้งกรอบ หอมกลิ่นไหม้นิด ๆ เนื้อแดงหอมเกรียม เนื้อขาวหอมมัน กลิ่นหอมของเต้าซี่และต้นกระเทียมผสานกับกลิ่นเนื้อ รสเค็มกลมกล่อมเผ็ดนิด ๆ มันแต่ไม่เลี่ยน หอมอร่อยกินกับข้าวได้ดีมาก
หลังจากคุ้นเคยกับเครื่องครัวและเครื่องปรุงในร้าน เจิงอันหรงทำหมูผัดเกลือได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด น่าจะห่างจากระดับ [รสชาติดีเยี่ยม] แค่นิดเดียว
“อาจารย์โจว หมูผัดเกลือวันนี้ อาจารย์คิดว่ามีตรงไหนต้องปรับปรุงอีกไหมคะ?” เจิงอันหรงถามโจวเยี่ยนอย่างจริงจัง
“ทักษะมีดกับรสชาติไม่มีปัญหา ต้องขัดเกลาเรื่องการคุมไฟให้แม่นยำกว่านี้อีกหน่อย” โจวเยี่ยนตอบ “นี่แหละคือจุดประสงค์ที่ผมเอาเมนูนี้ขึ้น ขอแค่มีลูกค้าสั่ง พี่ก็จะได้ฝึกทำ อาศัยการทำจริงฝึกฝนให้เก่งขึ้น”
“เข้าใจแล้วค่ะ” เจิงอันหรงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
อาเหว่ยชิมไปชิ้นหนึ่ง ชมเปาะ “พี่เจิง หมูผัดเกลือจานนี้พี่ทำได้ดีมากเลยนะ ดีกว่าตอนมาใหม่ ๆ เยอะ ฝีมือพัฒนาเร็วชะมัด”
“ไม่ได้พัฒนาเยอะขนาดนั้นหรอก แค่คุ้นกับหม้อกับเครื่องปรุงที่ร้านมากขึ้น เลยผัดได้คล่องมือขึ้นหน่อย” เจิงอันหรงถ่อมตัว
“คนตาบอดข้ามแม่น้ำก็ต้องคลำหนวดกุ้งไปแหละน่า(1)” อาเหว่ยยกชามพุ้ยข้าวคำโต “วันหลังผมขอเรียนทำหมูผัดเกลือกับพี่นะ”
“ได้สิ” เจิงอันหรงยิ้มพยักหน้า
“พี่อันหรง วันนี้ผัดเนื้อหอมจังเลย อร่อยมาาก~~” โจวโม่โม่เงยหน้าขึ้นมาชมบ้าง
“ขอบใจจ้ะโม่โม่ งั้นกินเยอะ ๆ นะ” เจิงอันหรงยิ้มตาหยี
เริ่มเปิดร้านช่วงเย็น ลูกค้าที่เดินเข้ามาต่างหยุดดูประกาศกันก่อน พอเห็นราคาเป็ดรมควันใบชา ก็ตาโตกันเป็นแถว
“เป็ดรมควันใบชา! เถ้าแก่โจวเอาเมนูเด็ดหรงเล่อหยวนขึ้นเมนูเลยเหรอ?” จ้าวตงอุทาน
“พี่ตง เป็ดนี่อร่อยไหม? ตัวละสิบหยวน! แพงไปไหมเนี่ย?” ซ่งหยางถามอย่างสงสัยปนตกใจ
“นั่นสิ เป็ดตัวเดียวกินเงินค่าแรงไปตั้งหลายวัน เนื้อวัวพะโล้ยังแค่จินละสี่หยวนเอง” จูเจ๋อพยักหน้าเห็นด้วย สีหน้าอยากรู้อยากเห็น “พี่ตง มันต้องอร่อยขนาดไหนกันเชียว?”
จ้าวตงกระแอมทีหนึ่ง “ปีที่แล้วโรงงานเราต้อนรับแขกต่างชาติ ฉันโชคดีได้ติดสอยห้อยตามผู้จัดการหลินไปรับที่สนามบินเฉิงตู มื้อแรกที่พาแขกไปกินคือที่หรงเล่อหยวน โต๊ะจีนราคาหกสิบหยวนมีเมนูนี้อยู่ด้วย”
ลูกค้าที่เดินผ่านมาพากันชะลอฝีเท้า เงี่ยหูฟัง
เงินสิบหยวนซื้อเนื้อหมูได้ตั้งสิบจิน เป็ดรมควันใบชาตัวเดียวล่อไปสิบหยวน เป็ดราคาแพงระยับขนาดนี้ จะไม่ให้คนอยากรู้รสชาติได้ยังไง
จ้าวตงเล่าต่อ “เป็ดรมควันใบชาหนังกรอบเนื้อนุ่ม มีกลิ่นหอมรมควันเฉพาะตัว เป็นกลิ่นผสมระหว่างใบการบูรกับชาดอกไม้ รสชาติพิเศษมาก อร่อยล้ำจนจำไม่ลืมเลยล่ะ
หลังจากนั้นฉันไปกินตามภัตตาคารใหญ่ ๆ ในเจียโจวมาหลายที่ เคยลองถามพนักงานดู ปรากฏว่าแม้แต่ในเมนูโต๊ะจีนก็ไม่มีจานนี้ แสดงว่าทำยากมากแน่ ๆ
ฝีมือเถ้าแก่โจวไม่ต้องสงสัยเลย เมนูปลาไนผัดแห้งที่เป็นจานเด็ดในงานเลี้ยงรสชาติยอดเยี่ยมจนต้องทึ่ง แถมเขาเข้มงวดกับอาหารในเมนูมาก ทุกจานที่ทำออกมาได้มาตรฐานระดับเมนูเด็ดร้านอื่นทั้งนั้น ฉันเชื่อว่าเป็ดรมควันใบชานี้ต้องอร่อยเหาะแน่ ๆ”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย คิดว่าที่จ้าวตงพูดมีเหตุผล
ฝีมือทำอาหารของโจวเยี่ยน ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นที่เลื่องลือ
ร้านโจวเอ้อร์หวาออกเมนูใหม่ หลับตาสั่งยังไงก็ไม่ผิดหวัง
อย่างสาลี่ยัดไส้แปดเซียนกับหมูผัดเกลือ ก็มีหลายคนเล็งไว้ว่าจะมาลองของใหม่พรุ่งนี้แล้ว
ส่วนเป็ดรมควันใบชาตัวละสิบหยวนนั่น ต่อให้อร่อยแค่ไหน ก็สู้ราคาไม่ไหวจริง ๆ
ขนาดระดับหัวหน้างานอย่างซ่งหยางกับจูเจ๋อ เงินเดือนเกินร้อย ยังรู้สึกเสียดายเงิน
จ้าวตงยิ้มเจ้าเล่ห์ “น้องรักทั้งสอง เอาอย่างนี้ไหม วันไหนฉันลงขวดเหล้าอู่เหลียงเย่ พวกนายหุ้นกันสั่งเป็ดรมควันใบชาสักตัว เรามาลงขันกัน ลิ้มรสความอร่อยระดับนี้กันหน่อยไหม?”
เสียงของเขาเหมือนปีศาจกระซิบ เปี่ยมไปด้วยมนต์สะกด
จูเจ๋อส่ายหน้า “อู่เหลียงเย่ไม่พอหรอกพี่ตง นายต้องเอาเหมาไถปีเก่ามาเปิด เป็ดครึ่งตัวนี้ฉันถึงจะยอมจ่าย”
“เหมาไถปีเก่าก็เหมาไถปีเก่าสิ” จ้าวตงหัวเราะ หันไปมองซ่งหยาง “ซ่งหยาง ว่าไง?”
ซ่งหยางลังเลนิดหนึ่ง “ฉัน… ช่วงนี้ช็อตน่ะครับ ไว้สักอีกสองเดือนค่อยจัดได้ไหม”
จูเจ๋อขยิบตาให้จ้าวตง ยิ้มบอก “เอาอย่างนี้ พรุ่งนี้มากินกัน ฉันออกค่าเป็ด พี่ตงออกเหล้าเหมาไถ กินกันก่อน วันหน้านายสะดวกค่อยเลี้ยงคืนก็เหมือนกัน”
จ้าวตงรู้กัน พยักหน้าตาม “ใช่ เหมือนกันนั่นแหละ งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อน เก็บเงินไว้สมทบทุนพรุ่งนี้ ค่าขนมเดือนนี้ฉันเพิ่งออก พอเลี้ยงเหล้าพวกนายได้หลายมื้ออยู่”
“เอาสิ” ซ่งหยางยิ้ม คบกันมาหลายปี ไม่ต้องเกรงใจกันมากความ
จ้าวตงกับจูเจ๋อเดินเข้าร้าน บอกโจวเยี่ยนที่กำลังรับออเดอร์ “โจวเยี่ยน พวกฉันจองเป็ดรมควันใบชาตัวหนึ่ง พรุ่งนี้เย็นมากิน”
“เป็ดรมควันใบชา?” โจวเยี่ยนแปลกใจนิด ๆ มองทั้งสองคนยิ้มรับ “ได้ครับ เดี๋ยวผมจดไว้ให้”
คนอื่นยังลังเล แต่นักกินกระเป๋าหนักเริ่มลงขันกันลองของใหม่แล้ว
“เถ้าแก่โจว เป็ดนี่สูตรต้นตำรับไหม? ฉันเคยชิมของหรงเล่อหยวนมาแล้วนะ” จ้าวตงถาม ถึงจะลงขันกัน แต่เขาก็ลงทุนเหมาไถปีเก่าไปขวดหนึ่งเชียวนะ
ลูกค้าข้าง ๆ ได้ยินก็หันมามองโจวเยี่ยนเป็นตาเดียว เป็ดตัวละสิบหยวน อร่อยหรือไม่อร่อยนี่เรื่องใหญ่ หัวหน้าจ้าวนี่กล้าถามจริง ๆ
“พรุ่งนี้กินแล้ว ถ้าคุณคิดว่าไม่ต้นตำรับ ผมคืนเงินให้ตรงนั้นเลย” โจวเยี่ยนตอบอย่างมั่นใจ “แน่นอน คุณต้องรับประกันนะว่าเอาไปเทียบกับของหรงเล่อหยวนจริง ๆ ไม่ใช่เป็ดปลอมคุณภาพต่ำอย่างร้านข้างทาง”
“เยี่ยม ฉันชอบความมั่นใจแบบนี้แหละ” จ้าวตงยิ้มพยักหน้า
“เอ้า รู้กฎน่า สั่งจองต้องจ่ายเงินก่อน” จูเจ๋อควักกระเป๋าตังค์ หยิบแบงก์สิบหยวนยื่นให้โจวเยี่ยน
“ได้ครับ พรุ่งนี้เย็นผมเตรียมไว้ให้ ตอนสั่งอาหารอย่าลืมบอกด้วยนะว่าจองเป็ดไว้” โจวเยี่ยนฉีกบิลยื่นให้จูเจ๋อ
โจวเยี่ยนนึกว่าเป็ดรมควันใบชาต้องรอีกนานกว่าจะประเดิมขายได้ นึกไม่ถึงว่าเพิ่งตั้งป้าย ก็มีคนจองแล้วตัวหนึ่ง
รับออเดอร์ชุดแรกเสร็จ โจวเยี่ยนกลับเข้าครัวเริ่มสาละวนหน้าเตา
เรื่องเป็ดรมควันใบชา คนถามถึงเยอะ แต่ที่สั่งจริง ๆ ตอนนี้มีแค่กลุ่มจ้าวตงตัวเดียว
“จื้อเฉียง รีบไปขนาดนี้เลยเหรอ? นึกว่าจะรอหลังปีใหม่ค่อยลาออกเป็นทางการซะอีก” หวังหงเลี่ยงเดินมากับหลินจื้อเฉียงทางหน้าประตูโรงงาน น้ำเสียงเจือความเสียดาย
หลินจื้อเฉียงยิ้มตอบ “ผู้จัดการครับ จริง ๆ ก็กะจะรอหลังปีใหม่แหละ แต่ช่วงนี้ลี่เฉิงกรุ๊ปสนใจจะเข้าซื้อกิจการโรงงานย้อมผ้าที่ใกล้เจ๊งแห่งหนึ่ง กำลังเจรจากันอยู่ ถ้าตกลงกันได้ ผมต้องเป็นหัวเรือใหญ่เข้าไปรับช่วงต่อและปรับปรุงระบบ อาทิตย์หน้าไปประชุมที่หางโจวกลับมา ผมคงต้องลาออกอย่างเป็นทางการแล้วล่ะครับ”
หวังหงเลี่ยงพยักหน้า “ได้ ยังไงงานในมือคุณก็ส่งต่อหมดแล้ว จบอบรมที่หางโจวรอบนี้ เรื่องลาออกผมยื่นเรื่องให้ฝ่ายบุคคลแล้ว กลับมาน่าจะรู้ผลพอดี”
“ขอบคุณที่เข้าใจครับผู้จัดการ” หลินจื้อเฉียงบอก
ทั้งสองเข็นจักรยานออกจากประตูโรงงาน เห็นคนมุงดูป้ายประกาศหน้าร้านกันแน่นขนัด
หวังหงเลี่ยงสงสัย “อะไรกัน โจวเยี่ยนออกเมนูใหม่อีกแล้วเหรอ?”
คนงานคนหนึ่งยิ้มตอบ “ใช่ครับผู้จัดการ เมนูใหม่ หมูผัดเกลือหนึ่งหยวนแปด สาลี่ยัดไส้แปดเซียนลูกละหนึ่งหยวน แล้วก็เป็ดรมควันใบชาตัวละสิบหยวน ต้องจองล่วงหน้าหนึ่งวันด้วยครับ”
“เป็ดรมควันใบชาเหรอ!” หวังหงเลี่ยงตาลุกวาว “โจวเยี่ยนทำเป็ดรมควันใบชาเป็นด้วยเหรอ? นี่มันเมนูเด็ดหรงเล่อหยวนเลยนะ ผมเคยดูสูตร กรรมวิธีซับซ้อนมาก อ่านแล้วปวดหัวเลย”
หลินจื้อเฉียงเสริม “เมื่อวานโจวเยี่ยนจัดเลี้ยงส่งเซี่ยเหยา มีเมนูนี้ด้วย รสชาติสุดยอดจริง ๆ ผมว่าอร่อยกว่าหรงเล่อหยวนอีกนะ”
“จริงเหรอ?” หวังหงเลี่ยงคิดนิดหนึ่ง “พรุ่งนี้ผู้บริหารจากสำนักงานการค้าต่างประเทศระดับมณฑลจะพาชาวต่างชาติมาดูงานผ้าไหมเจียโจว บ่ายจะมาโรงงานเรา เราต้องรับผิดชอบมื้อค่ำ มีสองโต๊ะ
เดิมทีผมให้เสี่ยวหลี่จองภัตตาคารว่านซิ่วไว้ ถ้าเป็นอย่างงั้น มาจัดที่ร้านโจวเอ้อร์หวาน่าจะสะดวกกว่า”
หลินจื้อเฉียงพยักหน้า “ผมว่าได้นะ ร้านอาจจะไม่หรูเท่าไหร่ แต่แค่เนื้อวัวพะโล้ เป็ดรมควันใบชา สาลี่ยัดไส้แปดเซียน ไก่หิมะ ปลาไนผัดแห้ง แค่ไม่กี่อย่างนี้ ภัตตาคารว่านซิ่วก็สู้ไม่ได้แล้ว ทำไม่อร่อยเท่าโจวเยี่ยนหรอก เดี๋ยวผมไปคุยกับโจวเยี่ยนให้”
“ไปสิ ไปคุยกับเขาสักหน่อย” หวังหงเลี่ยงจอดรถ เดินตามหลินจื้อเฉียงเข้าร้านไป
“ผู้จัดการหวัง จื้อเฉียง มากินข้าวเหรอ?” จ้าวเถี่ยอิงทักทายยิ้มแย้ม
“พี่อิง ไม่ได้กินครับ ผู้จัดการจะมาจองโต๊ะกับโจวเยี่ยน” หลินจื้อเฉียงตอบ
“ได้เลย งั้นไปตะโกนเรียกหน้าครัวเลย” จ้าวเถี่ยอิงพยักหน้า
“โจวเยี่ยน รบกวนเวลาสักนาทีได้ไหม?” หวังหงเลี่ยงยืนตะโกนหน้าประตูครัว
“ได้ครับ รอเดี๋ยว!” โจวเยี่ยนเพิ่งผัดหมูเส้นกลิ่นปลาเสร็จ ได้ยินเสียงก็ตักใส่จาน เดินออกมาจากครัว มองหวังหงเลี่ยงกับหลินจื้อเฉียงแล้วยิ้มถาม “ผู้จัดการ มีอะไรให้รับใช้ครับ?”
หวังหงเลี่ยงเข้าประเด็น “เสี่ยวโจว พรุ่งนี้เย็นโรงงานมีแขกสองโต๊ะ อยากจองโต๊ะจีนกับนาย เอาแบบเดียวกับงานเลี้ยงส่งสหายเซี่ยเหยาเมื่อวานเลย ลองคำนวณดูซิว่าโต๊ะละเท่าไหร่ถึงจะไหว?”
โจวเยี่ยนคิดครู่หนึ่ง “ถ้าเอาแบบเมื่อวาน ก็เท่ากับโต๊ะจีนราคา 30 หยวน บวกสาลี่ยัดไส้แปดเซียนสิบลูกกับเป็ดรมควันใบชาหนึ่งตัว แล้วเปลี่ยนกับข้าวบางอย่าง งั้นคิดโต๊ะละ 50 แล้วกันครับ”
หวังหงเลี่ยงพยักหน้าตกลงทันที “ได้ งั้นคิดโต๊ะละห้าสิบ ฉันจองสองโต๊ะ คืนนี้นายจัดเมนูไว้ พรุ่งนี้เช้าฉันจะให้เลขามาเอาไปดูก่อน มีอะไรต้องแก้ค่อยคุยกัน”
“แขกพวกนี้มีอะไรที่กินไม่ได้ หรือชอบอะไรเป็นพิเศษไหมครับ?” โจวเยี่ยนถาม
“ครึ่งหนึ่งเป็นต่างชาติ รสชาติน่าจะคล้าย ๆ คนฮ่องกง” หลินจื้อเฉียงเสริม
“ได้ครับ เดี๋ยวผมปรับเมนูให้” โจวเยี่ยนพยักหน้า
“ที่ฉันเลือกร้านนาย เพราะอยากกินรสชาติอาหารเสฉวนแท้ ๆ” หวังหงเลี่ยงมองโจวเยี่ยน “เสี่ยวโจว ฉันขออย่างเดียว มื้อเที่ยงเขากินโต๊ะจีนที่ภัตตาคารว่านซิ่ว นายต้องทำให้เขาประทับใจกว่ามื้อเที่ยง ถ้าทำได้ ต่อไปงานรับรองของโรงงานเราจะผูกปิ่นโตที่ร้านนายยาว ๆ เลย”
………………………………
(1) คนตาบอดข้ามแม่น้ำก็ต้องคลำหนวดกุ้ง (瞎子過河牽須咯) เป็นสำนวนเสฉวน หมายถึง การทำอะไรโดยไม่มีหลักการ อาศัยการคาดเดาหรือลองผิดลองถูก