- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 600 คนเทียบคน จนใจจะตายชัก
บทที่ 600 คนเทียบคน จนใจจะตายชัก
บทที่ 600 คนเทียบคน จนใจจะตายชัก
เสียงเซี่ยเหยาหวานจับใจ นุ่มนวลน่าฟัง ราวกับสายน้ำไหลริน ค่อย ๆ เล่าเรื่องราวความรู้สึกและประสบการณ์ช่วงที่อยู่ซูจี
พอพูดถึงโจวเยี่ยน ก็มีเสียงหัวเราะแทรกเป็นระยะ เต็มไปด้วยความหวานซึ้งและอ่อนโยน
ทั้งที่ไม่ได้มีคำพูดเลี่ยน ๆ อะไร แต่กลับฟังแล้วทำให้อมยิ้มตามได้อย่างไม่รู้ตัว
“ปิดเถอะ ๆ ไม่อยากฟังแล้ว เดี๋ยวเลี่ยนตาย” อาเหว่ยฟังไปสักพัก ชักจะทนไม่ไหว ปล่อยมือที่กอดโจวเยี่ยนออก
ฟังเรื่องพวกนี้แล้ว เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหนูตัวน้อยที่แอบดูความรักอันแสนสุขของชาวบ้านยังไงไม่รู้
แย่ แย่มาก
“ดูสิ อยากจะฟังก็เป็นพี่ จะให้ปิดก็เป็นพี่” โจวเยี่ยนหัวเราะ พอรู้ว่าเซี่ยเหยาแค่อัดเสียงพูดคุยไว้ เขาก็หายตกใจ ยิ้มตาหยี
“ห้ามปิดนะ หนูจะฟังต่อ” โจวโม่โม่เฝ้าหน้าวิทยุเทป กางแขนออกปกป้องราวกับแม่ไก่หวงลูก
เสียงบ่นงุ้งงิ้งของเซี่ยเหยายาวประมาณหนึ่งเพลง สุดท้ายจบลงด้วยประโยคเสียงเบาว่า “โจวเยี่ยน ฉันรักคุณค่ะ”
“ฮิ้ว——”
ทุกคนในที่สุดก็ได้ยินคำหวานที่รอคอย ส่งเสียงแซวแล้วแยกย้ายกันไปทำงาน
“ได้ยินไหมเกอเกอ พี่เหยาเหยาบอกว่ารักด้วย” โจวโม่โม่หันมามองโจวเยี่ยน “หนูก็รักเกอเกอนะ~~”
“รู้แล้วจ้ะ พี่ก็รักหนูเหมือนกัน” โจวเยี่ยนยิ้มลูบหัวเจ้าตัวเล็ก แล้วหันหลังเดินเข้าครัวไปทำพะโล้อย่างอารมณ์ดี
พองานยุ่ง เรื่องอื่นก็ถูกโยนไปไว้ข้างหลัง
พะโล้ขึ้นจากหม้อวางผึ่งไว้ พวกโจวหงเหว่ยก็ทยอยกันมา
รอยช้ำที่หางตาโจวหงเหว่ยจางลงแทบหมดแล้ว ไม่บวมแล้วด้วย
“หงเหว่ย ทางโรงพักสรุปผลหรือยัง? จัดการยังไงบ้าง?” โจวเยี่ยนถาม
โจวหงเหว่ยตอบ “เมื่อวานพ่อแม่ไอ้เด็กพวกนั้นหิ้วของมาขอโทษถึงหมู่บ้านโจว ขอให้ฉันเซ็นใบยอมความ”
“นายเซ็นไหม?”
โจวหงเหว่ยพยักหน้ายิ้มกว้าง “เซ็นสิ พวกเขาให้เยอะจนปฏิเสธไม่ลง พรุ่งนี้นายเตรียมหัวหมูพะโล้เพิ่มให้ฉันอีกยี่สิบจินนะ ฉันจะเอาไปแจกพี่น้องที่ไปช่วยวันนั้นคนละจิน”
“ให้เท่าไหร่?” โจวเยี่ยนถามอยากรู้อยากเห็น
“หลายบ้านรวมกันให้มาสองร้อย ฉันแค่เซ็นชื่อปั๊มนิ้วมือก็จบ” โจวหงเหว่ยเล่า “ตำรวจบอกว่า ถึงเซ็นใบยอมความก็แค่ลดโทษ พฤติการณ์ร้ายแรง ยังไงก็ต้องติดคุกสองปี คนทำมาค้าขายอะนะ ไว้ไมตรีกันบ้างดีกว่า”
“ใช้ได้ มีหัวการค้าแล้วนี่” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า
คนโดนตีคือหงเหว่ย ขอแค่เขายอมเซ็น รับเงินสองร้อยหยวนไปอย่างมีความสุข คนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์พูดอะไร
โจวหงเหว่ยท่าทางกระตือรือร้น “ร้านพะโล้สกุลเฉินปิดไป กิจการฉันยิ่งดีวันดีคืน เมื่อวานแค่เที่ยงหัวหมูพะโล้สิบห้าจินก็หมดเกลี้ยง ลูกค้าหลายคนถามหาพะโล้อย่างอื่น พรุ่งนี้ฉันอยากรับเนื้อวัวพะโล้สักสองจิน กับหูหมูพะโล้สักสองอัน นายว่าดีไหม?”
“มีทุนในมือ ลูกค้ามีความต้องการ ขยายกิจการย่อมดีอยู่แล้ว” โจวเยี่ยนยิ้ม “เนื้อวัวพะโล้ได้ แต่หูหมูพะโล้ไม่ได้ ที่ร้านฉันยังไม่พอขายเลย”
“งั้นเอาเนื้อวัวพะโล้ก็ได้” โจวหงเหว่ยพยักหน้า
“พี่เยี่ยน พรุ่งนี้ผมขอหัวหมูพะโล้เพิ่มอีกห้าจินนะ” หวงปิงเดินเข้ามาก็บอกโจวเยี่ยนทันที
“กิจการรุ่งเรืองนะเนี่ย วันหนึ่งขายได้ยี่สิบจินแล้วเหรอ?” โจวเยี่ยนมองหวงปิงอย่างแปลกใจ
ราคาพะโล้ของหวงปิงขายแพงเอาเรื่อง ราคาเท่าร้านเฟยเยี่ยนเลย หัวหมูพะโล้ขายจินละสี่หยวน เนื้อวัวพะโล้ขายจินละหกหยวน กำไรต่อหน่วยเยอะกว่าโจวเยี่ยนที่เป็นคนขายส่งซะอีก
ช่วงนี้หวงปิงรับเนื้อวัวพะโล้วันละสิบจิน หัวหมูพะโล้สิบห้าจิน ขายหมดแทบทุกวัน แค่นี้วันหนึ่งก็ฟันกำไรไปห้าสิบหกสิบหยวนแล้ว
มิน่าคุณชายหวงถึงได้ขยันตัวเป็นเกลียวทุกวัน
ได้ใช้ชีวิตแบบรายได้เดือนละพัน เติมน้ำมันเองได้สบายแล้วนี่เอง
หวงปิงฉีกยิ้ม “พูดตรง ๆ ผมไปแย่งลูกค้ากระเป๋าหนักจากพ่อมาได้สองสามราย ให้ผมเอาพะโล้ไปส่งถึงบ้านวันเว้นวัน รายการนึงก็ห้าหกหยวน ขายเร็วกว่าไปเดินเร่เยอะ”
“ความคิดดีนี่” โจวเยี่ยนพยักหน้า ยุคนี้ขี่มอเตอร์ไซค์เจียหลิง 70 ส่งพะโล้ ก็ไม่ต่างอะไรกับยุคปัจจุบันขับปอร์เช่ส่งเดลิเวอรี่
ถึงเวลาข้าวเย็น มอเตอร์ไซค์ไปจอดหน้าบ้าน เพื่อนบ้านจะไม่แห่มามุงดูเหรอ
ได้หน้าได้ตาเต็ม ๆ ลูกค้ายิ่งเต็มใจจ่าย
ของแพงก็มีเหตุผลของมัน
“งั้นตอนนี้ที่บ้าน นายคงได้ขึ้นโต๊ะกินข้าวแล้วสิ?” โจวเยี่ยนมองหวงปิงยิ้ม ๆ
“ตอนนี้ผมแทบจะยืนกินบนโต๊ะ พ่อเห็นหน้าผมยังต้องแจกบุหรี่ให้เลย” หวงปิงหน้าบาน แล้วรีบทำท่าประจบโจวเยี่ยน “แต่ทั้งหมดนี่ก็เพราะพี่เยี่ยนนะ ถ้าไม่มีพี่ ก็ไม่มีผมในวันนี้!”
“นายก็นอบน้อมเก่งเหลือเกิน” โจวเยี่ยนหัวเราะ “ไปทำงานเถอะ ฉันก็อาศัยนายช่วยขายพะโล้เยอะ ๆ ฉันจะได้รวยไปด้วย”
“ครับ งั้นผมไปล่ะนะ” หวงปิงรับคำ หิ้วพะโล้ออกจากครัว “คุณน้า คุณอา โม่โม่ ไปก่อนนะ!”
สตาร์ตเครื่อง บิดมอเตอร์ไซค์หายลับไป
“ดูทรงแล้ว เปิดร้านพะโล้ที่เจียโจว กิจการต้องดีแน่ ๆ” อาเหว่ยวิเคราะห์ “อาจารย์โจว นายสนไหม?”
โจวเยี่ยนหัวเราะ “สนน่ะสน แต่ตอนนี้จะเอาแรงที่ไหนไปเปิดร้านพะโล้ที่เจียโจวอีก วัน ๆ ยุ่งจนหัวหมุนแล้ว”
โจวหงเหว่ยอยู่ตำบลสุ่ยโข่ววันหนึ่งยังขายหัวหมูพะโล้ได้สิบห้าจิน หวงปิงยิ่งขายเนื้อวัวพะโล้สิบจิน หัวหมูพะโล้สิบห้าจินในราคาสูงได้สบาย
สูตรพะโล้ของคุณย่า ไปเปิดที่เจียโจวรับรองขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย
แต่ก็ไม่รีบ รอร้านย้ายไปเจียโจว เขามั่นใจว่าจะทำพะโล้อันดับหนึ่งของถนนตงต้าเจียให้ได้
เรื่องขยายสาขา ไว้ค่อย ๆ คิดตอนนั้น
พะโล้ฉีเหล่าซื่อทำไม่อร่อยขนาดนั้นยังอาศัยทำเลขายดี ถ้าเขาลงมือเอง ไม่บดขยี้จนจมดินเลยเหรอ
โจวเยี่ยนมั่นใจมาก
ออกจากครัว โจวเยี่ยนเอาน้ำร้อนผสมชาเย็นครึ่งแก้ว ยกซดอึก ๆ ไปครึ่งหนึ่ง วางแก้วน้ำลง ก็เห็นหวงอิงเดินเข้ามา
“พี่อิงอิง ทำไมวันนี้มาเร็วจังคะ? ข้าวยังไม่เสร็จนะ” โจวโม่โม่ฟังเทปเซี่ยเหยาจบแล้ว กำลังนั่งวาดรูปอยู่ เงยหน้าเห็นหวงอิงก็ถามอย่างสงสัย
“นั่นสิ หวงอิงทำไมวันนี้มาเร็วจัง?” โจวเยี่ยนก็ยิ้มถาม
ในฐานะลูกค้ารายเดือนระดับซูเปอร์วีไอพีของร้านโจวเอ้อร์หวา หวงปิงยุ่งกับงาน ช่วงนี้หวงอิงเลยมากินข้าวที่ร้านได้แค่วันละสองมื้อ แต่แทบทุกวันจะห่อกับข้าวกลับบ้านหนึ่งหรือสองอย่าง กำลังซื้อยังคงแข็งแกร่ง
“เหงื่อท่วมเลย ปั่นจักรยานชั่วโมงนึงมากินข้าว ไม่รู้จะบอกว่าตะกละ หรือจะชมว่ามีความมุ่งมั่นดีนะ” อาเหว่ยมองหวงอิงแล้วแซว หยิบแก้วสะอาดรินน้ำชาผสมชาเย็นส่งให้เธอ
“ขอบคุณนะอาเหว่ย จริง ๆ คุณก็นิสัยดีนะ เสียดายที่มีปาก” หวงอิงรับแก้วชา ดื่มรวดเดียวหมดแก้ว มองโจวเยี่ยนแล้วพูดว่า “เถ้าแก่โจว ฉันมาคุยเรื่องธุรกิจด้วยค่ะ”
“คุยธุรกิจ?” โจวเยี่ยนมองเธออย่างงง ๆ
หวงอิงพูดเข้าประเด็น “ฉันอยากหุ้นกับคุณเปิดร้านพะโล้ที่เจียโจว ใช้ชื่อร้านพะโล้สกุลจาง คุณเป็นหุ้นส่วนใหญ่ ฉันเป็นหุ้นส่วนรอง
ฉันหาที่ได้แล้ว อยู่ทางเหนือของเมือง ไกลจากร้านใหม่ของคุณพอสมควร ถึงตอนนั้นคุณเปิดร้านใหม่ก็ไม่กระทบกัน
คุณแค่ส่งพะโล้มา ฉันรับผิดชอบการขายและบริหารร้าน คุณเอาไปหกส่วน ฉันเอาสี่ส่วน คุณว่าไง?”
หวงอิงรัวเป็นชุด ทำเอาโจวเยี่ยนอึ้งไปนิด ยัยหนูนี่ต้องซ้อมบทพูดมาระหว่างทางแน่ ๆ เรียบเรียงมาอย่างดี
อาเหว่ยได้ยินก็อุทาน “โอ้โฮ! ใจตรงกันเป๊ะ! เมื่อกี้ผมเพิ่งบอกอาจารย์โจวว่าเปิดร้านพะโล้ที่เจียโจวน่าจะรุ่ง คุณก็คิดเหมือนกันเลย!”
“แสดงว่าคุณก็พอมีสมองอยู่บ้างนะเนี่ย” หวงอิงยิ้ม
“นี่เธอคิดจะออกมาทำธุรกิจเองแล้วเหรอ?” โจวเยี่ยนแปลกใจ แต่ก็สนใจอยู่เหมือนกัน
หลัก ๆ คือข้อเสนอของหวงอิงดีมาก เขาส่งของ เธอขาย แล้วรายได้แบ่งให้เขาหกส่วน คือเขาได้ส่วนใหญ่
มองยังไง ก็จริงใจสุด ๆ
“ใช่ค่ะ สองวันก่อนฉันตามหวงปิงไปขายพะโล้ คนชิมแล้วชอบมาก แต่ราคาแพงไป ลูกค้าหลายคนเลยถอดใจ” หวงอิงพยักหน้า มองโจวเยี่ยน “ฉันเลยคิดว่า ถ้าไม่ขายราคาภัตตาคารที่บ้านฉัน แต่ขายราคาเดียวกับร้านคุณ หรือบวกเพิ่มสักห้าเหมา ก็น่าจะขายดีมาก กำไรต่อจินน่าจะได้สักหนึ่งหยวน ก็ถือว่าเยอะอยู่นะคะ”
“เรื่องนี้พ่อเธอรู้หรือเปล่า?” โจวเยี่ยนถาม
“ไม่ได้บอกค่ะ เดี๋ยวแกจะมาขอหุ้นแบ่งส่วนแบ่งฉัน” หวงอิงส่ายหน้า “หลายปีมานี้ฉันเก็บเงินค่าขนมได้แปดร้อยกว่าหยวน ค่าเช่าที่สี่สิบ ไม่ต้องมีครัว ตกแต่งง่าย ๆ ซื้อของเข้าร้าน คุมงบไม่ให้เกินร้อยหยวน
จ้างมือสับเก่ง ๆ สักคน ให้เอาปังตอมาเอง จ้างน้าผู้หญิงมาช่วยชั่งของกับทำความสะอาดอีกคน ค่าใช้จ่ายเดือนละห้าสิบ
ฉันคอยเรียกลูกค้าดูแลหน้าร้าน คิดเงินเดือนตัวเองสามสิบหยวน
แบบนี้ ต้นทุนต่อวันคือสี่หยวน แค่ขายพะโล้ได้สี่จินก็คุ้มทุนแล้ว ขายได้สิบจินก็ได้กำไรเห็นน้ำเห็นเนื้อ”
โจวเยี่ยนฟังแล้วพยักหน้า สายตาชื่นชมปิดไม่มิด
สมเป็นลูกสาวหวงเสี่ยวจี โตมาในภัตตาคาร ซึมซับมาตั้งแต่เด็ก เข้าใจการทำธุรกิจไม่เหมือนใคร รู้จักคำนวณต้นทุนหาจุดคุ้มทุน หัวคิดไกลกว่าเสี่ยวโจวเยอะ
“โฮ้ ค่าขนมเก็บได้ตั้งแปดร้อย! ผมทำงานมาหกปี เพิ่งเก็บได้สี่ร้อยแปดสิบ!” อาเหว่ยตาโต มองหวงอิงด้วยความอิจฉา
คนเทียบคน จนใจจะตายชัก
แค่มีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ ก็มีเรื่องให้เจ็บใจได้ทุกวันเลยสิน่า
“แล้วสถานที่ที่ดูไว้อยู่ตรงไหน? ทำเลเป็นไง?” โจวเยี่ยนถาม
“ร้านอยู่ตรงข้ามประตูหน้าสวนสาธารณะอวี๋เอ้อร์วานพอดี เป็นตึกแถวติดถนน พื้นที่ประมาณสามสิบตารางเมตร ข้างหลังมีลานเล็ก ๆ กับห้องอีกสองห้อง สวนสาธารณะอวี๋เอ้อร์วานคนเยอะมาก มีทั้งเขา ทั้งทะเลสาบ สองปีนี้เพิ่งสร้างเครื่องเล่นใหม่เพิ่มอีกหลายอย่าง
ทำเลดี ถือเป็นใจกลางเมือง ข้าง ๆ เป็นย่านที่พักอาศัยหนาแน่น แถมยังอยู่ติดถนนใหญ่ ร้านรวงครบครัน ย่านการค้าคึกคัก”
โจวเยี่ยนฟังจบก็พยักหน้า วิธีเลือกทำเลของหวงอิงถูกต้อง ปริมาณคนสัญจรคือหัวใจ อีกอย่างที่สำคัญมากสำหรับขายพะโล้คือความหนาแน่นของผู้อาศัย นี่คือตัวกำหนดรายได้ขั้นต่ำในวันธรรมดา ซึ่งสำคัญมาก
มีครบทั้งสองอย่าง ถือเป็นทำเลทองจริง ๆ