เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 565 หนูชอบดูทีวีพร้อมกับทุกคน

บทที่ 565 หนูชอบดูทีวีพร้อมกับทุกคน

บทที่ 565 หนูชอบดูทีวีพร้อมกับทุกคน


ชาวหมู่บ้านโจวต่างเบือนหน้าหนี เพราะกลัวจะกลั้นขำไม่ไหว

เมื่อกี้ระหว่างทางโจวเจี๋ยล้อเรื่องที่หงเหว่ยหัวโนเป็นเขาสัตว์ไปไม่น้อย

ตำรวจคุมตัวคนร้ายไป โจวเจี๋ยกับโจวเยี่ยนก็พาโจวหงเหว่ยไปให้ปากคำที่โรงพัก

มีการสอบถามชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์ด้วย

ข้อมูลที่ได้ตรงกัน

พวกอู๋เฉินหาเรื่องและรุมทำร้ายโจวหงเหว่ยโดยไม่มีสาเหตุ แถมยังแย่งหัวหมูพะโล้ของโจวหงเหว่ยไปกินจริง ๆ

พอได้ยินว่าอาจจะโดนตั้งข้อหาชิงทรัพย์ พวกอู๋เฉินถึงกับสติแตก

อู๋เฉินร้องไห้โวยวาย “คุณตำรวจ! พวกเราไม่ได้ปล้น! พวกเราแค่รับเงินนายเฉินคนขายพะโล้มาสั่งสอนมันเฉย ๆ จะได้ไม่กล้ามาตั้งแผงที่สุ่ยโข่วอีก! พวกเราไม่ได้ปล้นนะ ลงบันทึกว่าพวกเราแค่ทะเลาะวิวาทเถอะ...”

“เฉินคนขายพะโล้?” โจวเยี่ยนเลิกคิ้ว ที่แท้ก็มีมารร้ายบงการอยู่เบื้องหลังนี่เอง

โจวเจี๋ยรีบพูดเสริม “คุณตำรวจครับ ในเมื่อพวกเขาซัดทอดคนบงการแล้ว ต้องจัดการให้สิ้นซากครับ! ต้องลากตัวการมารับโทษให้ได้!”

ไม่นาน ชายวัยกลางคนหัวล้านก็ถูกคุมตัวมาที่โรงพัก

ชายคนนั้นเหลือบมองพวกโจวเยี่ยนแล้วหดคอ ไม่กล้าพูดอะไร

โจวหงเหว่ยโกรธจัด “หนอยแน่ไอ้เฉินพะโล้ จ้างคนมาเล่นงานข้า! ถ้าแน่จริงก็มาสู้กันซึ่ง ๆ หน้าสิวะ ใช้วิธีสกปรกแบบนี้มันลูกผู้ชายตรงไหน”

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ทุกคนก็เดินออกมาจากโรงพัก

สถานการณ์ชัดเจนแล้ว เฉินพะโล้จ้างพวกอู๋เฉินสิบหยวนให้มาก่อกวน เพื่อไล่โจวหงเหว่ยออกไป

แต่เรื่องที่หัวหมูพะโล้ถูกแย่งไปและถูกกินจนหมดก็เป็นความจริง

เรื่องที่โจวหงเหว่ยถูกซ้อมก็มีพยานหลักฐานครบถ้วน

เฉินพะโล้กับพวกอู๋เฉินนอกจากต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจวหงเหว่ยแล้ว ยังต้องรับโทษทางกฎหมายด้วย

“คุณตำรวจ พวกผมถูกใส่ร้ายนะ คนสุ่ยโข่วด้วยกันแท้ ๆ จะยอมให้พวกซูจีมารังแกได้ไง” อู๋เฉินตะโกนร้องทุกข์ผ่านลูกกรง

ตำรวจนายนั้นมองค้อน “ยังจะมาร้องทุกข์อีกเหรอ? ถือว่าโชคดีแค่ไหนแล้วที่เจอพวกคนเชือดวัวที่คุยรู้เรื่อง ถ้าเป็นเมื่อสิบปีก่อน ป่านนี้พวกเอ็งได้นอนเปลหามเข้ามาแล้ว รู้ไหมคนหมู่บ้านโจวเขาทำมาหากินอะไรกัน? ฆ่าวัวไง! ไขมันพอกตัวหนาเตอะอย่างเอ็งเนี่ย ต่อหน้าพวกเขาต่างอะไรกับหมูแม่พันธุ์ฮะ?”

อู๋เฉินได้ยินดังนั้นก็หดคอ ไม่กล้าพูดอะไรอีก

เขานึกถึงความน่ากลัวตอนที่ถูกหิ้วคอจนหายใจไม่ออก และสายตาเย็นชาของคนหมู่บ้านโจวที่มองมา

“ฉันบอกให้ไล่คน ไม่ได้บอกให้ไปตีเขา แล้วทำไมเอ็งต้องไปแย่งพะโล้เขามาด้วยวะ” เฉินพะโล้นั่งหน้าเศร้าอยู่ในมุมห้อง ซวยหนักเลยงานนี้

“กูซวยเพราะมึงแท้ ๆ มึงยังจะมาบ่นห่าอะไรอีก!” อู๋เฉินได้ยินก็พุ่งเข้าไปซัดเปรี้ยงเข้าให้

สู้คนหมู่บ้านโจวไม่ได้ แล้วจะจัดการไอ้เฉินคนขายพะโล้ไม่ได้รึไง?!

หน้าโรงพัก โจวหงเหว่ยยกมือไหว้ขอบคุณทุกคน “ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนที่มาช่วยผมนะครับ! เดี๋ยวผมจะเอาหัวหมูพะโล้ไปส่งให้ที่บ้านคนละชุดนะครับ!”

โจวเจี๋ยหัวเราะ “ส่งทำไม รีบหาทุนคืนก่อนเถอะ ไว้กำไรเยอะ ๆ แล้วตรุษจีนค่อยเลี้ยงข้าวพวกเราสักมื้อก็พอ”

“ใช่! หาเงินก่อน ตรุษจีนค่อยเลี้ยงข้าว”

ทุกคนพากันหัวเราะ

โจวหงเหว่ยอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม เหมือนกับโจวเยี่ยน น้องชายตัวเองโดนรังแก ยังไงก็ต้องช่วย

อีกอย่าง วันนี้ก็แค่มาช่วยเป็นกำลังใจ ไม่ได้ทำอะไรเลย ตอนมานึกว่าจะได้บู๊กันมันหยด ที่ไหนได้มีแค่โจวเจี๋ยตบไปสองทีแก้คันมือ

ทุกคนขี่รถมุ่งหน้ากลับซูจี

ตำรวจบอกให้โจวหงเหว่ยมาใหม่อีกสามวัน ให้คดีงวดลงกว่านี้หน่อยค่อยมาคุยเรื่องค่าเสียหาย ส่วนเรื่องอาการบาดเจ็บ หัวโนเพราะกระแทกมุมโต๊ะ หางตาแตกเพราะโดนอู๋เฉินต่อย อาการไม่หนักมาก ให้กลับไปทายาเอง เก็บใบเสร็จไว้ แล้วค่อยมาเบิกค่าเสียหายทีเดียว

โจวหงเหว่ยพอใจกับการจัดการแบบนี้มาก

ตอนนี้ในหัวเขาคิดแต่เรื่องหาเงิน ทำอะไรก็รู้จักคิดหน้าคิดหลังแล้ว

ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงคว้ามีดอีโต้ลุยแหลก พวกอู๋เฉินห้าคนอาจจะมีสักสองคนที่ต้องหามไปฝัง

“เงินทุนค่าหัวหมูพะโล้สำหรับพรุ่งนี้ยังมีอยู่ไหม?” โจวเยี่ยนถาม “ถ้าไม่มี พรุ่งนี้มาเอาของไปก่อน ค่าของค่อยว่ากันทีหลัง”

“มี” โจวหงเหว่ยขยับเข้ามาใกล้ กระซิบว่า “จริง ๆ ฉันขายไปได้แปดชั่งแล้ว”

โจวเยี่ยนอดขำไม่ได้ เจ้าหมอนี่มันแสบจริง ๆ

ทุกคนแยกย้ายกันที่ตัวตำบล ต่างคนต่างกลับบ้าน

โจวเยี่ยนไปร้านตีเหล็กในตำบล จ้างช่างเหล็กจ้าวทำเตาย่างตามแบบที่เขาวาดไว้เมื่อวาน

“เตาย่างนี่ใหญ่ไม่ใช่เล่นนะ ทำไม่ยากหรอก แต่เปลืองเหล็กเอาเรื่อง” ช่างเหล็กจ้าวดูแบบอยู่ครู่หนึ่งแล้วบอกโจวเยี่ยน

“ทำไปเถอะครับ ขอแค่ขนาดเป๊ะ โครงสร้างแข็งแรงหน่อย ผมกะใช้ยาว ๆ หลายปี” โจวเยี่ยนพูดยิ้ม ๆ

“ได้ อีกสามวันเดี๋ยวไปส่งให้ที่ร้าน” ช่างเหล็กจ้าวพยักหน้า

โจวเยี่ยนขี่รถออกมาแต่ยังไม่รีบกลับบ้าน แวะไปโกดังเฟอร์นิเจอร์มือสองของหลิวหัวเฉียง เลือกโซฟาไม้สภาพดีมาชุดหนึ่ง กับโต๊ะกลางตัวเล็กที่ดูแข็งแรง ขนาดกำลังเหมาะสำหรับวางทีวี

“พี่เฉียง เครื่องเรือนพวกนี้ วันหลังผมเอามาขายคืนพี่รับซื้อไหม?” โจวเยี่ยนจ่ายเงินสี่สิบสองหยวนให้หลิวหัวเฉียงแล้วถามยิ้ม ๆ

หลิวหัวเฉียงรับเงินมาแล้วตอบว่า “ได้สิ ถ้านายดูแลดี ๆ ถึงตอนนั้นฉันรับซื้อคืน คิดค่าขนส่งนิดหน่อยพอ”

จากนั้นโจวเยี่ยนถึงขี่รถกลับร้านอาหารก่อน

จ้าวเถี่ยอิงนั่งรออยู่หน้าประตู พอเห็นรถโจวเยี่ยนจอดก็รีบลุกขึ้นถามด้วยความเป็นห่วง “เป็นไงบ้าง? ไม่มีเรื่องอะไรใช่ไหม? ทำไมไปกันนานจัง?”

สหายเหล่าโจวก็เดินตามออกมา

“ไม่มีอะไรครับ แจ้งตำรวจจับไอ้พวกกระจอกนั่นไปแล้ว เป็นนายเฉินคนขายพะโล้ที่อยู่สุ่ยโข่วนั่นแหละจ้างคนมากวน” โจวเยี่ยนเล่าพลางหัวเราะ “พี่ไห่หิ้วคอ พี่เจี๋ยตบสั่งสอนไปทีเดียว พวกมันร้องไห้จ้าเลย แล้วก็ไปให้ปากคำที่โรงพัก อีกสองวันค่อยให้ชดใช้ค่าเสียหายให้หงเหว่ย”

จ้าวเถี่ยอิงได้ยินก็โล่งอก ยิ้มออกมา “โจวเจี๋ยนี่พึ่งพาได้จริง ๆ”

กำลังคุยกันอยู่ หลิวหัวเฉียงก็ขับรถไถมาจอดหน้าร้าน

“พ่อครับ มาช่วยกันหน่อย ขนเครื่องเรือนขึ้นบ้านกัน

โซฟายาวสามที่นั่ง กับเก้าอี้เดี่ยวสองตัว เป็นไม้เนื้อแข็งทั้งหมด หนักเอาเรื่อง

ทุกคนช่วยกันขนโซฟาลงจากรถ

สหายเหล่าโจวกะระยะดูแล้วส่ายหน้า “ขึ้นบันไดไม่ได้หรอก แคบไป ใช้รอกชักขึ้นทางหน้าต่างชั้นสองดีกว่า ทุ่นแรงกว่าเยอะ”

หลิวหัวเฉียงหัวเราะ “คุณอานี่ประสบการณ์สูงจริง ๆ โจวเยี่ยนบอกว่าจะเอาไว้ชั้นสอง ผมเลยเตรียมรอกมาเผื่อแล้ว กลัวบันไดแคบเหมือนกัน”

ติดตั้งชุดรอกไว้บนดาดฟ้า ประกอบเสร็จก็เริ่มชักรอก โซฟาทั้งสี่ตัวทยอยถูกชักขึ้นไปบนตึก

คนจากแผนกรักษาความปลอดภัยอีกสองคนมาช่วยด้วย

พอจัดวางโซฟาเสร็จ โจวโม่โม่ก็อดใจไม่ไหวขึ้นไปกระโดดโลดเต้น “เก้าอี้อันนี้ใหญ่จังเลย! เหมือนเตียงเลยอะ! แม่จ๋า ต่อไปหนูนอนตรงนี้ได้ไหม?”

“ได้สิ ต่อไปหนูนอนเก้าอี้ยาวนะ” จ้าวเถี่ยอิงพยักหน้ายิ้ม ๆ

“ห้องรับแขกบ้านนายใหญ่นะเนี่ย เก้าอี้ยาวนี่วางได้แค่กลางห้องเอง ถ้าวางชิดผนังคงมองทีวีไม่เห็น” หลิวหัวเฉียงพูดขำ ๆ

“ก็เพราะมันใหญ่นี่แหละ เมื่อก่อนปล่อยโล่งไว้ตลอด ตอนนี้วางเก้าอี้ยาวแล้วค่อยดูเป็นห้องรับแขกหน่อย”

โจวเยี่ยนเอาโต๊ะกลางตัวเล็กที่ซื้อมาวางชิดผนังตรงกลางโซฟา แล้วเรียกสหายเหล่าโจวมาช่วยกันยกทีวีออกจากกล่องมาวางบนโต๊ะ

ขนาดกำลังดี ความสูงก็พอเหมาะ นั่งดูบนโซฟาสบายแน่นอน

“ทีวีสีเหรอ? โตชิบาซะด้วย!! จำได้ว่าเครื่องละตั้งพันหกไม่ใช่เหรอ?!” หลิวหัวเฉียงมองทีวีเครื่องนั้นอย่างตกตะลึง สองปีมานี้เขาตระเวนรับซื้อของมือสองไปทั่ว เลยพอรู้ราคาของพวกนี้อยู่บ้าง

แต่ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปใครจะมีปัญญาซื้อทีวีสีเครื่องละพันหกล่ะ?

“เจ๋งใช่ไหมล่ะ เพื่อทีวีเครื่องนี้เลยนะ ถึงต้องถอยเครื่องเรือนชุดนี้มา” โจวเยี่ยนหัวเราะ

หลิวหัวเฉียงส่ายหน้า “จะจับคู่กับทีวีสีเครื่องใหญ่นี้ เครื่องเรือนชุดนี้เกรดต่ำไปหน่อย น่าจะดูชุดไม้พะยูงที่ฉันแนะนำเมื่อกี้ ถึงจะสมน้ำสมเนื้อกัน”

“แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว หนักขนาดนี้ ไม้เนื้อดีเชียวแหละ” จ้าวเถี่ยอิงหัวเราะ ดูจะพอใจโซฟาชุดนี้มาก

ในช่วงหน้าหนาวนั่งแล้วจะเย็นก้นไปบ้าง หลิวหัวเฉียงจึงแนะนำว่า “พี่สะใภ้ ถ้าพี่เย็บผ้าเป็น ก็ไปหาผ้ามา ยัดนุ่นข้างใน ทำเบาะรองนั่งสักชุด ครึ่งหนึ่งไว้นั่ง ครึ่งหนึ่งไว้พิง หน้าหนาวนั่งสบายเลยครับ”

“ได้เลยจ้ะ ไว้เดี๋ยวลองทำดู” จ้าวเถี่ยอิงพยักหน้า

หลิวหัวเฉียงขับรถไถกลับไป

โจวเยี่ยนเอาเสาอากาศขึ้นไปติดบนดาดฟ้า ลากสายลงมาที่ชั้นสอง ให้สหายเหล่าโจวเสียบสาย เปิดทีวีลองจูนคลื่นดู

“หมุนหน่อย!”

“หมุนอีกนิด!”

“ได้แล้ว! ทิศนี้แหละ! ชัดแจ๋วเลย!”

เสียงสหายเหล่าโจวดังลอดหน้าต่างชั้นล่างขึ้นมา

โจวเยี่ยนรีบกดเสาอากาศไว้ ตอกตะปูคอนกรีตยึดสามตัว แล้วเอาอิฐสองกองมาทับฐานไว้รอบ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าลมแรงริมแม่น้ำจะไม่พัดเสาอากาศปลิวไป

พอโจวเยี่ยนลงมาจากดาดฟ้า

ทุกคนก็นั่งดูทีวีบนโซฟากันพร้อมหน้าแล้ว อาเหว่ยกับโจวโม่โม่พกเก้าอี้ซักผ้าส่วนตัวมาด้วย

ในทีวีกำลังฉายเรื่อง “ฮาร์บินในยุคมืด”

“เกอเกอ มานั่งข้างหนูนี่เร็ว ดูสิวันนี้เปลี่ยนคนตัวเล็ก ๆ ชุดใหม่อีกแล้ว” โจวโม่โม่กวักมือเรียกโจวเยี่ยน ชี้ไปที่เก้าอี้ซักผ้าข้าง ๆ ตัว

“ได้สิ” โจวเยี่ยนเดินไปนั่งลง

“กินเมล็ดฟักทอง” เจ้าตัวเล็กยัดเมล็ดฟักทองใส่มือเขา

“รู้งานจริง ๆ นะเราน่ะ” โจวเยี่ยนอดขำไม่ได้ นั่งแทะเมล็ดฟักทองไปดูทีวีไป

ทีวีขนาดสิบแปดนิ้วเครื่องนี้ กลายเป็นดาวเด่นในช่วงพักกลางวันของร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาไปโดยปริยาย

ทุกคนแทะเมล็ดฟักทอง ดูทีวี เดี๋ยวก็ร้องฮือฮาไปตามเนื้อเรื่อง เดี๋ยวก็หัวเราะเฮฮา

ยุคนี้คนไม่ค่อยได้ดูทีวี เส้นตื้นกันเป็นธรรมดา

พอชินกับภาพและคุณภาพแล้ว โจวเยี่ยนก็ดูได้อย่างเพลิดเพลินเหมือนกัน

ประเด็นหลักคือบรรยากาศที่ทุกคนมาล้อมวงดูทีวีด้วยกันมันดีมาก ดูเอาบรรยากาศมากกว่า

แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็ว พอถึงสี่โมงเย็น โจวเยี่ยนก็นำทีมลงไปเตรียมวัตถุดิบข้างล่าง

นึกว่าโจวโม่โม่จะเฝ้าหน้าจอต่อ ที่ไหนได้เจ้าตัวเล็กกระตือรือร้นปิดทีวีกว่าใครเพื่อน กดปิดปุ๊บก็เดินก้นบิดตามโจวเยี่ยนลงมาข้างล่างทันที

“โม่โม่ หนูไม่ชอบดูทีวีเหรอ?” โจวเยี่ยนอุ้มเธอขึ้นมาถามยิ้ม ๆ

“หนูชอบดูทีวีพร้อมกับทุกคนค่ะ” เจ้าตัวเล็กตอบ

“ดีแล้วจ้ะ” ตอนแรกโจวเยี่ยนยังกลัวว่าเธอจะติดทีวีจนสายตาเสีย

ดูท่าจะเป็นกังวลเกินเหตุ เทียบกับการดูทีวีแล้ว เธอน่าจะอยากอยู่กับทุกคนมากกว่า

แน่นอน อาจจะเป็นเพราะรายการทีวีตอนนี้ยังมีน้อย โดยเฉพาะรายการสำหรับเด็กยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่

อาเหว่ยกับเจิงอันหรงรับผิดชอบหั่นผักเตรียมของ โจวเยี่ยนเลยลงมือทำมื้อเย็น

หน่อไม้ เต้าหู้ แล้วก็หมูมีพร้อมอยู่แล้ว โจวเยี่ยนเลยลองทำหน่อไม้ฤดูหนาวผัดแห้ง เต้าหู้ทรงเครื่อง และซุปลูกชิ้นดู

อาหารทยอยเสร็จออกมา

[หน่อไม้ฤดูหนาวผัดแห้งรสชาติดีหนึ่งที่]

[ซุปลูกชิ้นที่ไม่ค่อยกลมหนึ่งที่]

[เต้าหู้ทรงเครื่องรสชาติดีมากหนึ่งที่]

จบบทที่ บทที่ 565 หนูชอบดูทีวีพร้อมกับทุกคน

คัดลอกลิงก์แล้ว