- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 560 คนหมู่บ้านโจว เคยแพ้แต่ไม่เคยกลัว
บทที่ 560 คนหมู่บ้านโจว เคยแพ้แต่ไม่เคยกลัว
บทที่ 560 คนหมู่บ้านโจว เคยแพ้แต่ไม่เคยกลัว
“ได้ค่ะ” เจิงอันหรงรีบพยักหน้า
เธอเข้าใจแล้ว!
อาจารย์โจวทำแบบนี้ก็เพื่อให้เป็นเหตุผลให้อาจารย์เซี่ยวช่วยสอนเธอ ถึงได้ขอให้เขาสอนเมนูพวกนี้
ถึงฝีมืออาจารย์โจวจะสูงส่ง แต่ยังไงก็ยังหนุ่มแน่น ประสบการณ์สอนอาจจะยังไม่มากนัก คงกลัวว่าถ้าสอนเองจะลึกซึ้งเกินไปจนเธอฟังไม่รู้เรื่อง เขาช่างเป็นคนดีจริง ๆ
เจิงอันหรงซาบซึ้งใจยิ่งนัก
โจวเยี่ยนไม่รู้หรอกว่าเจิงอันหรงคิดไปไกลขนาดนั้น ระหว่างทำพะโล้ ก็หยิบตำราอาหารเสฉวนออกมา นั่งอ่านหน้าเตาอย่างตั้งใจ ไล่ดูสูตรอาหารทั้งแปดอย่างนี้รอบหนึ่งก่อน
แปดเมนู ส่วนใหญ่เป็นเมนูผัดจานเล็ก จริง ๆ ดูแค่ตำราก็เหมือนจะไม่ยากเท่าไหร่
แต่ตำราก็ส่วนตำรา การลงมือทำจริงต้องดูรายละเอียดอยู่ดี
อาศัยจังหวะที่อาจารย์อยู่ด้วยวันนี้ โจวเยี่ยนเลยลากตัวให้มาทำให้ดูสด ๆ เพื่อจะได้เรียนรู้รายละเอียดจากการปฏิบัติจริง แล้วค่อยเอาไปเทียบกับตำราอีกที
เขามีอาจารย์ทั้งคน คอนเนกชันดี ๆ แบบนี้จะปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ ได้ไง
เขาหน้าด้านจะตาย เรื่องเกรงใจน่ะไม่มีหรอก
ทางนี้พะโล้ทยอยออกจากหม้อ หวงปิง โจวหงเหว่ย และโจวเจี๋ย ก็ทยอยกันมารับเนื้อ
ตอนนี้โจวหงเหว่ยขายหัวหมูพะโล้ได้คงที่วันละสิบห้าชั่ง เจ้าหมอนี่หัวไว ถ้าเหลือสักชั่งสองชั่งขายไม่หมด ก่อนฟ้ามืดก็ขนกลับหมู่บ้านโจวตะโกนขายแป๊บเดียวก็หมด
“พี่เจี๋ย สองวันนี้ตอนตั้งแผง ผมรู้สึกว่าที่ตำบลสุยโข่วมีคนกลุ่มหนึ่งคอยจ้องผมอยู่ สีหน้าไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ แบบนี้จะเอายังไงดีครับ?” โจวหงเหว่ยถามโจวเจี๋ย
“โดนเพ่งเล็งแล้วเหรอ?” โจวเยี่ยนได้ยินก็ขมวดคิ้ว
โจวเจี๋ยโอบไหล่โจวหงเหว่ย “แกเพิ่งออกมาขายของ ยังไม่เข้าใจสถานการณ์บางอย่าง ออกมาตั้งแผง การแข่งขันมันเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว เราทำธุรกิจเน้นปรองดองเพื่อเรียกลาภ ปกติจะใช้น้ำเย็นเข้าลูบก่อน เดี๋ยวแกไปซื้อบุหรี่ที่ร้านชำสักซอง พอตั้งแผงเสร็จ ถ้าเห็นคนกลุ่มนั้นอีก ก็เอาบุหรี่ไปแจกเขาสักสองสามมวน แนะนำตัวว่าแกมาจากหมู่บ้านโจว ดูซิว่าพวกเขาจะเอายังไง”
“ถ้าเกิดมีเรื่องกันจริง ๆ แกตัวคนเดียวหัวเดียวกระเทียมลีบ ตำบลสุยโข่วก็ถิ่นคนอื่น แกวิ่งหนีอย่างเดียว ไม่ต้องไปสู้ วิ่งกลับมาให้ได้ก็พอ ทีหลังเราค่อยยกพวกไปคุยเรื่องค่าเสียหายกับมัน”
“เดี๋ยวนี้สังคมอารยะ ทำอะไรต้องใช้เหตุผล ชนะใจคนด้วยคุณธรรมถึงจะไปได้ไกล แต่ก็นะ ถ้าพวกเขาไม่พูดเหตุผล คนหมู่บ้านโจวเราก็พอจะรู้วิชามวยอยู่บ้างเหมือนกัน”
“ได้ครับ ผมเข้าใจแล้ว” โจวหงเหว่ยพยักหน้ารัว ๆ หิ้วเนื้อเดินออกไป
“เรื่องหงเหว่ยนี่ไม่มีปัญหาแน่นะ?” โจวเยี่ยนถามด้วยความเป็นห่วง
โจวเจี๋ยโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ไม่มีอะไรหรอก ตำบลสุยโข่วอยู่ใกล้แค่นี้ ชื่อเสียงหมู่บ้านโจวเราน่าจะพอคุ้มกะลาหัวได้ ถ้ามีเรื่องกันจริง ๆ พวกมันก็ไม่กล้าทำรุนแรงหรอก ถึงตอนนั้นเราค่อยไปเอาของคืนให้มันก็จบ”
“ได้ มีอะไรก็เรียกผมนะ” โจวเยี่ยนพยักหน้า
ชาวบ้านหมู่บ้านโจวซื่อสัตย์จริงใจ สามรุ่นปู่พ่อลูกมีคนเชือดวัวเป็นร้อย ๆ คน แค่บ้านที่มีใบอนุญาตโรงฆ่าสัตว์ก็ปาเข้าไปร้อยกว่าครัวเรือน แทบจะผูกขาดการเชือดวัวในเขตเจียโจวทั้งหมด
อาชีพทำเงินที่ถูกหมู่บ้านเดียวผูกขาดได้ มันต้องมีอะไรดีอยู่บ้างแหละ
สหายเหล่าโจวพูดหน้าตาเฉย “สมัยพวกพ่อตอนหนุ่ม ๆ สามวันตีกันวงเล็ก สิบวันตีกันวงใหญ่ พูดถึงหมู่บ้านโจว ทั้งเจียโจวเขารู้จักกันหมด เคยแพ้ แต่ไม่เคยกลัว”
โจวเยี่ยนไม่ค่อยเข้าใจ แต่รู้สึกทึ่งมาก
เซี่ยวเหล่ยกับเจิ้งเฉียงกลับมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับข้าวของพะรุงพะรัง พอเข้าครัวก็บอกว่า “เวลานี้ทำกับข้าวแปดอย่างไม่ทันแน่ เที่ยงนี้ทำแค่สองกรอบผัดพริก หน่อไม้ฤดูหนาวผัดแห้ง เต้าหู้ทรงเครื่อง ไก่ผัดพริก แล้วก็ซุปลูกชิ้น สี่อย่างหนึ่งซุปก็พอ อีกสี่อย่างที่เหลือ วันพฤหัสฯ พวกฉันไม่มีงานโต๊ะจีน เดี๋ยวค่อยมาสอนพวกนายใหม่”
“ได้ครับ เรียนเยอะเกินไปในทีเดียวก็จำไม่ได้เหมือนกัน” โจวเยี่ยนพยักหน้ายิ้ม ๆ
“กับข้าวสี่อย่างซุปหนึ่งอย่างนี้จริง ๆ แล้วค่อนข้างง่าย เรามาเริ่มที่ไก่ผัดพริกกันก่อน เมื่อกี้เดินเข้ามาเห็นนายมีเมนูโต๊ะจีนด้วย ในนั้นมีไก่ผัดพิทักษ์วัง” เซี่ยวเหล่ยชะงักไปนิดหนึ่ง มองโจวเยี่ยนด้วยความสงสัย “นายไปหัดทำไก่ผัดพิทักษ์วังมาตั้งแต่เมื่อไหร่? แล้วเปิดรับจัดโต๊ะจีนตั้งแต่ตอนไหน? สามสิบหยวนมีทั้งไก่หิมะ ปลาไนผัดแห้ง แถมยังมีไก่ผัดพิทักษ์วังบวกเนื้อพะโล้อีก ร้านอาหารของรัฐไม่เจ๊งเพราะนายแย่เหรอ?”
เจิ้งเฉียงก็หันมามองโจวเยี่ยนเหมือนกัน เมื่อกี้เห็นเมนูนั้นเขาก็ตกใจอยู่ไม่น้อย อย่างน้อยที่ภัตตาคารเฉิงตู โต๊ะจีนราคาตสามสิบหยวนไม่มีทางได้กินปลาไนผัดแห้งแน่
“ไก่ผัดพิทักษ์วังเพิ่งแกะสูตรได้ไม่นานนี้ครับ” โจวเยี่ยนตอบยิ้ม ๆ “เริ่มรับจัดโต๊ะจีนช่วงปีใหม่ ลูกค้าก็พอมีครับ เย็นนี้ก็จองไว้สองโต๊ะ โต๊ะละสามสิบหยวน อาหารเยอะหน่อย แต่คิดดูแล้วกำไรก็ไม่เลวครับ พออยู่ได้”
เซี่ยวเหล่ยได้ยินก็หัวเราะ “นายนี่มันคิดการณ์ไกลจริง ๆ เน้นปริมาณไว้ก่อน เรื่องกำไรค่อยว่ากัน ร้านอาหารเล่อหมิงโต๊ะละร้อย เดือนหนึ่งมีคนจองไม่ถึงสามโต๊ะ แถมต้องใช้วัตถุดิบแพง ๆ อย่างอุ้งตีนหมี หูฉลาม หักลบกลบหนี้แล้วไม่รู้จะเหลือกำไรสักเท่าไหร่”
เซี่ยวเหล่ยเริ่มสอนจากไก่ผัดพริก เตรียมวัตถุดิบไปพลางอธิบายไปพลาง
โจวเยี่ยนกับเจิงอันหรงถือสมุดจดคนละเล่ม ยืนฟังอย่างตั้งใจอยู่ข้าง ๆ เรียนไปจดไป
เมนูพวกนี้ง่ายจริง ๆ ที่ยากที่สุดคือไก่ผัดพริก แต่ก็ยังง่ายกว่าไก่ผัดพิทักษ์วัง
“ทำไก่ผัดพริกใช้พริกแดงดอง ก่อนอื่นเอาเนื้อไก่หั่นเต๋ามาหมักด้วยไข่ขาว แป้งถั่วแห้ง เกลือ และเหล้าจีนเพื่อนวดให้เข้าเนื้อ จากนั้นผสมน้ำปรุงรสเตรียมไว้ โดยใช้เหล้าจีน ซีอิ๊ว น้ำซุป แป้งมันละลายน้ำ ผงชูรส และน้ำมันงา ส่วนพริกดองให้เอาเมล็ดออกแล้วสับละเอียด
ตอนผัดนี่ง่ายมาก พอน้ำมันร้อนใส่เนื้อไก่ลงไป ใช้ตะหลิวผัดให้กระจายตัว แล้วใส่พริกดองลงไปผัดเร็ว ๆ...”
ไม่นาน ไก่ผัดพริกสีแดงสดใสก็เสร็จเรียบร้อย กลิ่นเปรี้ยวเผ็ดของพริกดองลอยมาเตะจมูกพร้อมไอร้อน ชวนให้น้ำลายสอ
โจวเยี่ยนเพ่งมอง
[ไก่ผัดพริกรสชาติดีเยี่ยมหนึ่งที่]
ไก่ผัดพริกจานนี้ถือเป็นเมนูเด็ดของอาจารย์เขาเหมือนกัน สมัยที่โรงอาหารโรงงานยังมีโซนอาหารตามสั่ง ลูกค้าหลายคนชอบสั่งเมนูนี้ รสเปรี้ยวเผ็ดกินกับข้าวอร่อยนักแล
“ที่แท้น้ำปรุงรสผสมแบบนี้นี่เอง!” ปากกาของเจิงอันหรงจดลงบนกระดาษยิก ๆ ราวกับได้พบสมบัติล้ำค่า
“ลองชิมดูไหม?” เซี่ยวเหล่ยยิ้มอย่างมั่นใจ
โจวเยี่ยนหยิบตะเกียบ ส่งให้เจิงอันหรงคู่หนึ่ง ส่วนตัวเองคีบพริกดองพร้อมเนื้อไก่ส่งเข้าปาก
เนื้อไก่เข้าปาก กลิ่นหอมเข้มข้นของพริกดองก็ระเบิดในปาก น้ำซอสเคลือบชิ้นไก่ รสเค็มสดเผ็ดนิด ๆ เนื้อไก่นุ่มลื่น เคี้ยวแล้วสู้ฟัน
รสชาติพริกดองโดดเด่นมาก
“อื้ม รสพริกดองเข้มข้น อร่อยครับ อาจารย์ฝีมือยังคงเส้นคงวา” โจวเยี่ยนยกนิ้วโป้งให้
เจิงอันหรงชิมไปชิ้นหนึ่ง ตาก็ลุกวาวขึ้นทันที อุทานด้วยความทึ่ง “น้ำมันเคลือบเงาวับ เนื้อไก่เคลือบซอสทั่วถึง รสสัมผัสนุ่มเด้ง รสพริกดองโดดเด่นเป็นพิเศษ เป็นไก่ผัดพริกที่อร่อยที่สุดเท่าที่ฉันเคยกินมาเลยค่ะ!”
เซี่ยวเหล่ยยิ้มหน้าบาน “ดูซิว่าคนอื่นเขาวิจารณ์ยังไง นายพูดเป็นแต่คำว่าอร่อย สู้เสี่ยวเจิงไม่ได้เลย”
“อาจารย์ครับ สูงสุดคืนสู่สามัญ อร่อยก็คืออร่อย ถ้าไม่อร่อย ผมคงจารนัยข้อเสียออกมาได้เป็นข้อ ๆ แล้วล่ะครับ” โจวเยี่ยนหัวเราะ
ไก่ผัดพริก (ล่าจื่อจีติง) กับไก่คั่วพริก (ล่าจื่อจี) ชื่อต่างกันแค่นิดเดียว แต่คนละเมนูอย่างสิ้นเชิง
ไก่คั่วพริกเป็นอาหารสไตล์เจียงหู เนื้อไก่แห้งหอม กรอบนอกนุ่มใน ต้องเอาไก่ไปทอดก่อน
ตอนแรกโจวเยี่ยนก็นึกว่าเป็นเมนูไก่คั่วพริกที่เป็นกับแกล้มชั้นดี ซึ่งต้องคุ้ยหาเนื้อไก่ในกองพริก เพราะร้านอาหารบางร้านก็เขียนไก่คั่วพริกว่าไก่ผัดพริก ทำให้คนสับสนง่าย
ทำไมต้องให้อาจารย์มาสอนน่ะเหรอ?
ก็เพื่อกันความเข้าใจผิดแบบนี้นี่แหละ เขาได้โควตาพิเศษมาสอบ ถ้าทำอาหารผิดโจทย์คงน่าขายหน้าแย่
ไก่ผัดพริกแบบดั้งเดิม เน้นรสชาติพริกดองเป็นหลัก ซึ่งต่างจากรสเผ็ดไหม้เปรี้ยวหวานแบบลิ้นจี่ของไก่ผัดพิทักษ์วังอย่างสิ้นเชิง
แต่ดูแล้วง่ายกว่าไก่ผัดพิทักษ์วังเยอะ
ไม่ได้ต้องการการควบคุมไฟที่เป๊ะขนาดนั้น แค่ผัดไก่ให้กระจายตัวไม่ติดกระทะ ผสมน้ำปรุงรสให้ดี ตอนจบแค่งวดน้ำซอสให้พอดีก็ใช้ได้แล้ว เทคนิคของไก่ผัดพิทักษ์วังครอบคลุมได้หมด เมนูนี้โจวเยี่ยนมั่นใจว่าผ่านฉลุย
เอาเนื้อขาหน้าสับละเอียดปั้นเป็นลูกชิ้นลงต้มในหม้อ จากนั้นเซี่ยวเหล่ยก็ผัดหน่อไม้ฤดูหนาวผัดแห้ง เต้าหู้ทรงเครื่อง และสองกรอบผัดพริกตามลำดับ
[สองกรอบผัดพริกรสชาติดีเยี่ยมหนึ่งที่]
ตระกูลผัดพริกไฟแรง สหายเหล่าเซี่ยวยังคงฝีมือคงเส้นคงวา
เต้าหู้ทรงเครื่อง หน่อไม้ฤดูหนาวผัดแห้ง และซุปลูกชิ้น ได้รับการประเมินระดับ ‘รสชาติดีมาก’
นี่แหละมาตรฐานของว่าที่พ่อครัวระดับหนึ่ง
แต่ว่า นี่มันต่างจากสองกรอบผัดพริกที่โจวเยี่ยนคาดไว้ไปหน่อย ไม่มีน้ำมันพริกสีแดงสด แล้วก็ไม่มีพริกเต็มจาน สีสันดูเรียบง่ายจนไม่เหมือนอาหารเสฉวน
คนละสไตล์กับ ‘สามนุ่มหัวสะพาน’ ที่โจวเยี่ยนเคยไปตระเวนชิมมาเลย
ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่อาหารสไตล์เจียงหูที่เน้นรสเค็มรสเผ็ดจัดจ้าน
“อาจารย์ครับ สองกรอบผัดพริกนี่คล้าย ๆ กับสองกรอบผัดน้ำมันของอาหารลู่หรือเปล่าครับ?” โจวเยี่ยนถามด้วยความอยากรู้