- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 465 คุณย่าฟาดหลานอกตัญญู
บทที่ 465 คุณย่าฟาดหลานอกตัญญู
บทที่ 465 คุณย่าฟาดหลานอกตัญญู
ระหว่างทางกลับ โจวเยี่ยนคุยกับซ่งฉางเหอหลายเรื่อง ทนความดื้อรั้นของผู้เฒ่าไม่ไหว โจวเยี่ยนจึงจำต้องรับปากว่าหากท่านสิ้นบุญ จะเป็นคนจัดการโต๊ะจีนงานศพให้
“ชิงชิง จำไว้นะ วันหน้าเรื่องนี้ให้ไปหาโจวเยี่ยน วันนี้เขารับปากปู่แล้ว” ซ่งฉางเหอไม่ลืมหันไปกำชับซ่งหว่านชิง
“คุณปู่คะ อย่าพูดเล่นสิคะ” สีหน้าซ่งหว่านชิงแฝงความอ่อนใจ
“ช่างเถอะ พูดกับเด็กอย่างหลานไม่รู้เรื่องหรอก” ซ่งฉางเหอส่ายหน้า ยิ้มพลางว่า “เดี๋ยวตรุษจีนปู่จะบอกพ่อกับอาหลานเอง พวกเขารู้เรื่อง”
โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า หากวันนั้นมาถึงจริง เขาต้องไปช่วยงานแน่นอน
ขบวนส่งศพกลับมาถึงหมู่บ้าน ในกระทะใบบัวต้มบัวลอยไส้หมูไว้เรียบร้อยแล้ว บัวลอยลูกใหญ่ที่พวกน้า ๆ ปั้นไว้แต่เช้า ใส่ชามละหกลูกก็พูนชามแล้ว
ต่างคนต่างถือชาม หยิบตะเกียบ นั่งยอง ๆ กินกันหน้าประตูนั่นแหละ
โจวเยี่ยนเข้าไปรับมาหนึ่งชาม นั่งลงบนแผ่นหินใต้ต้นไม้ คีบบัวลอยขึ้นมากัดคำหนึ่ง
บัวลอยเพิ่งขึ้นจากหม้อร้อนจัด กัดลงไปคำเดียวน้ำซุปร้อน ๆ ก็ทะลักออกมา กลิ่นต้นหอมหอมฟุ้ง น้ำซุปเนื้อรสหวานสดชื่น เข้ากับแป้งบัวลอยนุ่มหนึบติดฟัน รสชาติใช้ได้เลยทีเดียว
“อาจารย์ครับ ไส้นี่อาจารย์ไปชี้แนะพวกน้า ๆ มาใช่ไหมครับ? รสชาติไม่เลวเลยนะ!” โจวเยี่ยนหันไปถามเซี่ยวเหล่ยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“ปากอาจารย์โจวยังลิ้นเทพเหมือนเดิม แค่นี้ก็ชิมออกด้วย” เซี่ยวเหล่ยยิ้มยิงฟัน
เจิ้งเฉียงหัวเราะร่า “ตอนนี้อาจารย์อาเป็นขวัญใจแม่บ้าน ไปจัดโต๊ะจีนที่ไหน แม่บ้านหมู่บ้านนั้นก็แห่มาขอคำชี้แนะกันตรึม เรียกอาจารย์เซี่ยวคะอาจารย์เซี่ยวขา เนื้อหอมสุด ๆ”
เซี่ยวเหล่ยถอนหายใจ “ผู้ชายมาดเข้มก็มีเสน่ห์แบบนี้แหละ ช่วยไม่ได้”
โจวเยี่ยนพูดเนิบ ๆ “อาจารย์ครับ งั้นอาจารย์ต้องเพลา ๆ หน่อยนะ ถ้าเรื่องเข้าหูอาจารย์แม่ กลับไปเดี๋ยวจะได้คุกเข่าบนกระดานซักผ้า”
เซี่ยวเหล่ยหุบยิ้ม ตีหน้าขรึมบอกทั้งสองคน “พวกนายสองคน กลับไปอย่าไปเที่ยวพูดซี้ซั้วนะ ทำลายชื่อเสียงฉันหมด”
“อาจารย์แม่ไม่ใช่คนหูเบาเชื่อคนง่ายสักหน่อย ถ้าอาจารย์บริสุทธิ์ใจ จะกลัวอะไรครับ?” โจวเยี่ยนยิ้มตาหยี
“นั่นสิครับ” เจิ้งเฉียงผสมโรง
“พวกนายจะไปรู้อะไร” เซี่ยวเหล่ยกลอกตามองบน
เจิ้งเฉียงถือชามขยับเข้าไปนั่งใกล้ ๆ ถามด้วยความอยากรู้ “อาจารย์อา เคยออกไปเหลวไหลนอกบ้านบ้างไหม?”
โจวเยี่ยนรีบถือชามขยับตามไปทันที
“ไม่เคย” เซี่ยวเหล่ยตอบเสียงหนักแน่น
“ยี่สิบกว่าปีไม่เคยเหลวไหลเลยเหรอ?” เจิ้งเฉียงไม่เชื่อ
เซี่ยวเหล่ยวางชามบัวลอยที่กินหมดแล้วลง จุดบุหรี่สูบอัดเข้าปอด แล้วพูดเสียงเข้ม “อาจารย์ปู่พวกนายเคยบอกฉันไว้ ถ้าผู้หญิงถามคำถามนี้ ถ้ายังอยากใช้ชีวิตคู่ต่อไป ให้ตายก็ต้องบอกว่าไม่เคย
ผู้หญิงบางคนจะหลอกล่อนาย บอกว่าผู้ชายออกไปเที่ยวบ้างก็เรื่องปกติ ฉันเกลียดคนโกหกที่สุด ถ้าพูดความจริงมา ฉันไม่โกรธหรอก
แต่ถ้านายเผลอพูดความจริงไปเมื่อไหร่ล่ะก็ จบเห่ โดนทุบจนเขียวช้ำไปทั้งตัว เข่าบวมเป่งแน่”
“เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครถาม นายต้องตอบว่า: ไม่เคย”
“งั้นอาจารย์ปู่ก็คงผ่านโลกมาเยอะสินะ” เจิ้งเฉียงทำหน้าครุ่นคิด
“สารภาพลดโทษ ติดคุกหัวโต ปฏิเสธเสียงแข็ง ได้กลับบ้านฉลองปีใหม่” โจวเยี่ยนหัวเราะ
เซี่ยวเหล่ยพ่นควันบุหรี่ออกมา “ก็ใช่น่ะสิ”
“สรุปแล้ว อาจารย์เคยไปเหลวไหลบ้างไหมครับ?” โจวเยี่ยนถามย้ำด้วยความอยากรู้
เซี่ยวเหล่ยเหล่ตามองเขา พูดเนิบ ๆ ว่า “นายรู้ไหมบรรพบุรุษอาจารย์แม่นายทำอาชีพอะไร? ปู่เขาเป็นเพชฌฆาตคนสุดท้ายของเจียโจว!
ถ้าฉันมีเรื่องไปเข้าหูเขา ไม่ใช่แค่เขียวช้ำหรอก แต่ร่างจะกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางแน่”
“ไม่ใช่แค่อาจารย์เซี่ยว แต่จะกลายเป็นเซี่ยว (สาบสูญ) ไปเลย”
โจวเยี่ยนกับเจิ้งเฉียงได้ยินก็หดคอ นึกไม่ถึงว่าบรรพบุรุษอาจารย์แม่จะโหดขนาดนี้
“ดูท่าจะเป็นประสบการณ์ตรงของอาจารย์ปู่จริง ๆ” เจิ้งเฉียงพยักหน้า
“อาจารย์ปู่คิ้วเข้มตาโต หน้าตาเจ้าชู้จริง ๆ นั่นแหละ” โจวเยี่ยนพยักหน้าตาม
เซี่ยวเหล่ยโบกมือ “อย่าพูดมั่วซั่ว อาจารย์ปู่รักอาจารย์ย่าจะตาย นี่เป็นประสบการณ์ที่แกสรุปจากการสังเกตคนในวงการต่างหาก
สมัยนั้นหน้าปู่ฉินบวมปูดอยู่พักใหญ่ ถามทีไรก็บอกว่าเดินชนประตู ชนหน้าต่าง ชนพื้นบ้านไปทั่ว”
“ปู่หลี่ยังเคยหนีมาหลบภัยที่บ้านอาจารย์ปู่พักนึง จนอาจารย์ย่าต้องไปกล่อมเมียแกตั้งสามรอบ ถึงกล้ากลับบ้าน”
โจวเยี่ยนกับเจิ้งเฉียงฟังแล้วขำกันกลิ้ง
เรื่องเมาท์มอยรุ่นเดอะนี่มันถึงใจจริง ๆ
กินมื้อเช้าเสร็จ ข่งลี่เหว่ยก็ขี่จักรยาน 28 นิ้วมาถึง
“อาเหว่ย พี่มาทำไม?” โจวเยี่ยนแปลกใจนิดหน่อย
ข่งลี่เหว่ยจอดรถ “ก็มาช่วยงานไง อยู่บ้านก็ว่าง ให้ข้าวหมูช่วยอาสะใภ้ สู้มาเป็นมือเขียงดีกว่า”
“อาจารย์อาไม่เสียแรงที่เอ็นดูนาย มาได้จังหวะพอดี เอานี่ไปหั่นเนื้อรมควันเป็นแผ่นบาง ๆ ให้หน่อย เดี๋ยวจะผัดหน่อไม้หน้าหนาว” เซี่ยวเหล่ยโยนผ้ากันเปื้อนให้เขา ยิ้มบอก
“จัดไป!” ข่งลี่เหว่ยรับคำ หยิบมีดปังตอออกจากกระเป๋า ลงมือทันที
โต๊ะจีนหกสิบโต๊ะ เมนูนึ่งเตรียมไว้เกินครึ่งตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้ลุยอีกสักครึ่งวันเช้าก็น่าจะเรียบร้อย
โจวเยี่ยนไปช่วยทำพะโล้ที่บ้านคุณย่า หัวหมูตั้งหกหัว กลัวคุณย่าจะเหนื่อยแย่
โจวเยี่ยนไปถึงบ้านเก่า ประตูเปิดอยู่ พอมองเข้าไป เห็นซ่งฉางเหอกับซ่งหว่านชิงนั่งจิบชาคุยกับคุณย่าอยู่ในห้องโถง ส่วนโจวหมิงกำลังให้อาหารหมู
“คุณปู่ซ่งกับครูซ่งก็อยู่ด้วย” โจวเยี่ยนทักทายยิ้มแย้ม
“ใช่ แวะมานั่งเล่นบ้านพี่สะใภ้หน่อย” ซ่งฉางเหอพยักหน้า
ซ่งหว่านชิงถาม “โจวเยี่ยนไม่ไปช่วยอาจารย์เธอเหรอ?”
“แวะมาดูว่าย่าทำพะโล้ไหวหรือเปล่าน่ะครับ” โจวเยี่ยนยิ้มตอบ หันไปหาคุณย่า “ย่าครับ ให้ช่วยไหม?”
“แค่หัวหมูหกหัว จะมาช่วยอะไร หม้อเดียวก็ต้มเสร็จแล้ว” คุณย่าตอบเสียงเรียบ
“ย่าครับ หมูกับเป็ดไก่ให้อาหารเรียบร้อยแล้ว” โจวหมิงหิ้วถังเปล่าเข้ามา ยิ้มถาม “มีอะไรให้ทำอีกไหมครับ?”
คุณย่ามองเขาแล้วบอก “ไปเติมน้ำชาให้อาจารย์แกกับหว่านชิง แล้วก็นั่งพักเถอะ”
“ได้ครับ” โจวหมิงทักทายโจวเยี่ยน เอาถังไปเก็บในครัว ล้างมือออกมา เติมน้ำชาให้ทั้งสองคน ชงให้โจวเยี่ยนอีกแก้ว แล้วนั่งลงข้างซ่งหว่านชิง
ซ่งฉางเหอจิบชา แล้วเอ่ยขึ้น “วันก่อนผู้ช่วยเก่ามาเยี่ยม คุยเรื่องเว่ยกั๋วให้ฟัง บอกว่าเขาความสามารถไม่เลว ฝึกกองกำลังป้องกันตนเองและจัดการงานต่าง ๆ ได้ดีมาก ครั้งนี้หน่วยสัสดีซูจีไปแข่งระดับเมืองได้รางวัลมา แถมยังเคยได้ผลงานชั้นหนึ่ง อีกไม่กี่ปีมีโอกาสได้ย้ายเข้าเมืองนะ”
คุณย่ายิ้มบาง ๆ “ย้ายได้ก็ดี แต่ไม่คาดคั้นหรอก เขาทำแล้วมีความสุขก็พอ”
ซ่งฉางเหอพยักหน้า “เขาเป็นคนทำงานจริงจัง ข้อนี้เหมือนโจวอี้ ไม่มีปัญหาหรอก”
โจวเยี่ยนถือถ้วยชาเป่าใบชา หูผึ่งตั้งใจฟัง ดูท่าทางอาเล็กยังมีโอกาสก้าวหน้าไปในตัวเมือง ดีจัง เป็นทองแท้ยังไงก็ต้องเปล่งประกาย
“พี่หมิง วันนี้ไม่มีสอนเหรอครับ?” โจวเยี่ยนหันไปถามโจวหมิงกับซ่งหว่านชิง
โจวหมิงตอบ “วันนี้มีสอนตอนบ่ายพอดี ส่งปู่หกเสร็จ กินข้าวเที่ยงแล้วค่อยไปโรงเรียน ทันถมเถ”
จริง ๆ เขาอยากจะเผือกความคืบหน้าของสองคนนี้สักหน่อย แต่อาจารย์ซ่งอยู่ด้วย เลยต้องพับโครงการไป
“เพลงทวนเอ๋อเหมยไปถึงไหนแล้ว?” โจวเยี่ยนเปลี่ยนเรื่อง
พี่หมิงยิ้มตอบ “เพิ่งเริ่มปูพื้นฐาน แต่ทวนกับพลองมันเชื่อมโยงกันได้ เลยเป็นเร็วหน่อย แต่ถ้าไม่ได้ฝึกสักสามปีห้าปีคงไม่มีทางเก่งจริง ถ้าอยากเชี่ยวชาญ อย่างน้อยก็ต้องทุ่มเทสักสิบปี”
โจวเยี่ยนได้ยินก็เลื่อมใส การเรียนยุทธภพไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะยืนระยะได้จริง ๆ
เรียนทำอาหารก็ต้องเป็นเด็กฝึกงานสามปี ผู้ช่วยเชฟสามปีถึงจะจบหลักสูตร แต่จบมาแล้ว ก็ยังเอาวิชาไปทำมาหากินได้
แต่เรียนยุทธภพตอนนี้ นอกจากสืบสานวิชาเอ๋อเหมยแล้ว ก็แทบจะไม่มีเวทีให้แสดงฝีมือ
เรียนวิชาสามปี ฝึกหนักสิบปี อาศัยใจรักล้วน ๆ
คนอุดมการณ์แรงกล้าอย่างพี่หมิง น่าจะหาได้ยากแล้ว
“ความลำบากแบบนี้ มีแต่เขาที่ทนไหว แถมยังมีความสุขกับมันด้วย” ซ่งหว่านชิงพูดขำ ๆ แซวปนชื่นชม
“ลำบากตรงไหน ฝึกยุทธกลายเป็นนิสัยส่วนตัวไปแล้ว วันไหนไม่ได้ฝึก รู้สึกไม่สบายตัวไปหมด” โจวหมิงหัวเราะ
ซ่งหว่านชิงหันไปถามโจวเยี่ยน “จริงสิ แล้วโม่โม่ล่ะ? ทำไมไม่เห็นตัวเล็กเลย?”
“เกอเกอ~ ย่าจ๋า~~ อุ๊ย! ต้าไป๋ แกอ้วนขึ้นอีกแล้วนะเนี่ย~~”
“ฮวาฮวามานี่เร็ว หนูเอาปลามาฝากด้วยนะ หนูตกมาเองเลย”
พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงเล็ก ๆ เจื้อยแจ้วของเจ้าตัวเล็กก็ดังมาจากในลานบ้าน
พวกโจวเยี่ยนลุกเดินไปหน้าประตูห้องโถง ก็เห็นโจวโม่โม่นั่งยอง ๆ ลูบหัวแมวลายสลิด ข้าง ๆ มีห่านขาวตัวใหญ่เดินวนรอบตัว จ้องตะกร้าปลาใบจิ๋วในมือเธอตาเป็นมัน
โจวเว่ยกั๋วยืนอยู่ข้าง ๆ ก้มมองแก มุมปากยกยิ้มจาง ๆ ทำให้ใบหน้าเคร่งขรึมดูอ่อนโยนลงถนัดตา
“โม่โม่~~” ซ่งหว่านชิงยิ้มเดินเข้าไปหาโจวโม่โม่ ทักทายโจวเว่ยกั๋วอย่างมีมารยาท
“อาเล็ก” โจวเยี่ยนกับโจวหมิงทักทายโจวเว่ยกั๋ว
“อืม” โจวเว่ยกั๋วพยักหน้าเบา ๆ เดินเข้าประตูมาทักทายซ่งฉางเหอก่อน “สวัสดีครับท่านผู้การ”
“เว่ยกั๋วกลับมาแล้วเรอะ คราวก่อนเธอบอกว่ายังมีของจากกองทัพเก็บไว้ พาฉันไปดูหน่อยสิ” ซ่งฉางเหอลุกขึ้น
“เชิญทางนี้ครับ” โจวเว่ยกั๋วเดินนำไปที่ห้องข้าง ๆ
“ของดีอะไรเหรอ?” โจวหมิงทำท่าจะตามไปด้วย
คุณย่าเอ่ยขึ้น “โจวหมิง แกมานี่ ย่ามีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย”
โจวหมิงได้ยินก็จำต้องเดินไปยืนต่อหน้าคุณย่า
“แกกับหว่านชิงคบกันไปถึงไหนแล้ว?” คุณย่าถามเสียงเบา
โจวเยี่ยนที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องโถง ได้ยินปุ๊บก็กลับมานั่งที่เดิม ยกถ้วยชาขึ้นจิบ หูผึ่งตั้งใจฟัง
“ก็ดีนะครับ เวลาครูซ่งมีสอนผมก็แวะไปส่งที่ห้องเรียน เที่ยงก็กินข้าวด้วยกัน” โจวหมิงยิ้มตอบ “ย่าไม่ต้องห่วง ผมไม่ตีกับครูซ่งหรอก”
คุณย่าคว้าไม้ขนไก่ข้างตัว ฟาดเปรี้ยงลงบนขาโจวหมิง
ทำเอาโจวเยี่ยนสะดุ้งจนถ้วยชาในมือสั่น น้ำชาหกใส่กางเกงไปครึ่งแก้ว
“ซู้ด——” โจวหมิงไม่กล้าหลบ เจ็บจนหน้าเหยเก ทำหน้าใสซื่อ “ย่า... ตีผมทำไมเนี่ย?”
คุณย่าหน้าบึ้ง ผิดหวังในตัวหลานชายสุด ๆ “ตีนี่ยังน้อยไปนะ ยังจะมีหน้ามาบอกไม่ตีกับครูซ่ง ย่าถามเรื่องนี้เรอะ? ในหัวแกคิดได้แค่นี้เหรอ? นึกว่าตัวเองเก่งนักหรือไง?”
“มะ... ไม่ใช่นะครับ” โจวหมิงอ้อมแอ้ม
“งั้นย่าถามแก จะจีบหว่านชิงมาเป็นแฟนดี ๆ ได้ไหม?” คุณย่ากำไม้ขนไก่แน่น ถามต่อ
โจวหมิงตอบเสียงอ่อย “นี่... ผมก็ไม่เคยจีบใครซะด้วยสิ”
“พรืด——” โจวเยี่ยนที่เพิ่งสะบัดน้ำออกจากกางเกงหลุดขำออกมา
เพี๊ยะ!
วินาทีถัดมา ไม้ขนไก่ก็ฟาดลงบนขาเขา