เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 450 เขาจะมีความผิดอะไรได้ล่ะ?

บทที่ 450 เขาจะมีความผิดอะไรได้ล่ะ?

บทที่ 450 เขาจะมีความผิดอะไรได้ล่ะ?


“เลือดหมูนี่เด็ดจริง! นุ่มกว่าเต้าหู้อีก! หอมมาก!” น้าจ้าวอุทานชม

“อร่อยกว่าที่ฉันกินข้างทางในเมืองเจียโจวคราวก่อนเยอะเลย! เจริญอาหารสุด ๆ มื้อเที่ยงวันนี้สงสัยต้องเพิ่มข้าวแล้ว!” จ้าวหงพยักหน้าเห็นด้วย ตักเลือดหมูไปคำเดียว ข้าวพูน ๆ ในถ้วยก็แหว่งไปเป็นหลุม

“ไส้หมูอร่อย รสชาติเข้มข้นกว่าไส้พะโล้ปกติอีก” สหายเหล่าโจวแสดงการยอมรับ

โจวโม่โม่ถือช้อน กินต้มเลือดหมูไส้ใหญ่ฉบับลดเผ็ดอย่างเอร็ดอร่อย ยกนิ้วโป้งให้โจวเยี่ยน “เกอเกอ ต้มเลือดหมูอร่อยมากเลย~~ เที่ยงนี้หนูจะกินข้าวสามถ้วย!”

“ดูท่าต้มเลือดหมูไส้ใหญ่เที่ยงนี้จะขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่” โจวเยี่ยนยิ้ม ก้มลงชิมเลือดหมูชิ้นหนึ่ง

รสสัมผัสละเอียดนุ่ม เหมือนเต้าหู้อ่อนจริง ๆ แต่แตกง่ายกว่า ลิ้นดุนเบา ๆ ก็แตกกระจาย รสเผ็ดชาหอมสดชื่นระเบิดในปาก ผสานกับกลิ่นหอมมันของซุปกระดูก รสชาติดีทีเดียว

ต้มเลือดหมูไส้ใหญ่ เลือดหมูคือจิตวิญญาณ

ถ้าเลือดหมูอร่อย ก็ถือว่ารอดแล้ว

เขาชิมไส้หมูอีกชิ้น คุมไฟได้พอดีเป๊ะ นุ่มหนึบกำลังดี แช่อยู่ในน้ำซุปมาเกือบชั่วโมง กลิ่นพะโล้ซึมลึก เคี้ยวแล้วรสชาติมีมิติยิ่งขึ้น

เรื่องไส้พะโล้ เขาค่อนข้างมืออาชีพอยู่แล้ว!

เป็นเมนูดูดข้าวชั้นเทพจริง ๆ

น้ำซุปต้มเลือดหมูซึมลงในข้าวสวย เค็มหอมคล่องคอ กินกับข้าวคำแล้วคำเล่า หยุดไม่ได้เลย

ต้มเลือดหมูไส้ใหญ่สี่ที่กินจนเกลี้ยง เฉลี่ยแล้วเติมข้าวกันคนละครึ่งถ้วย

“เที่ยงนี้ฉันกินข้าวเพิ่มไปถ้วยนึง! ต้มเลือดหมูไส้ใหญ่กับหมูสองไฟนี่มันสุดยอดจริง ๆ!” ข่งลี่เหว่ยลูบท้องป่อง ๆ พูดด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข

คุณภาพอาหารพนักงานมื้อนี้ ดีกว่าร้านเล่อหมิงซะอีก!

เพราะพ่อครัวใหญ่ร้านเล่อหมิงไม่ลงมือทำอาหารพนักงานให้กินหรอก

โจวเยี่ยนเอาป้ายประกาศที่เขียนไว้เมื่อเช้าไปตั้งหน้าร้าน กลับเข้ามาบอกข่งลี่เหว่ยว่า “อาเหว่ย มื้อเที่ยงพี่รับผิดชอบจัดเตรียมอาหารนะ เราสองคนประสานงานกัน ดูซิว่าจะทำเวลาออกอาหารให้เร็วขึ้นได้ไหม”

“ได้เลย!” ข่งลี่เหว่ยพยักหน้า ไม่มีข้อโต้แย้ง

ตอนนี้เขาปรับทัศนคติเป็นลูกศิษย์เต็มตัวแล้ว เขามาเพื่อเป็นคนหั่นผัก เป็นผู้ช่วยหน้าเตา ตั้งใจเรียนตั้งใจฝึกกับอาจารย์โจว รีบฝึกฝีมือให้เข้าขั้น แล้วค่อยว่ากันเรื่องขึ้นเตาปรุงอาหาร

เขาดูออกแล้วว่า การจะได้ขึ้นเตาที่ร้านโจวเอ้อร์หวา ยากกว่าร้านเล่อหมิงซะอีก!

คนงานโรงงานทอผ้าเขามากินเพราะฝีมือโจวเยี่ยน ถ้าเขาขึ้นเตาแล้วทำออกมาไม่อร่อย ทำลายชื่อเสียงร้านโจวเอ้อร์หวา วันรุ่งขึ้นลูกค้าอาจจะหายหมด

ร้านเล่อหมิงเลือกปฏิบัติกับลูกค้า ผู้ช่วยพ่อครัวอย่างเขายังพอมีโอกาสได้แสดงฝีมือดิบ ๆ สุก ๆ ให้ขาจรชิมบ้าง

แต่เห็นได้ชัดว่า ที่ร้านโจวเยี่ยนไม่มีโอกาสแบบนั้น

หวงอิงขี่รถมาอย่างเอื่อยเฉื่อย จอดรถหน้าร้าน ยืนจ้องป้ายประกาศอยู่ครู่หนึ่ง ถึงเดินเข้ามา

ช่วงนี้หวงปิงเปลี่ยนอาชีพไปขายพะโล้ มื้อเที่ยงกับมื้อเย็นเลยไม่ได้มากินที่ร้านโจวเอ้อร์หวา หวงอิงที่เคยกินวันละสามมื้อก็ลดเหลือวันละสองมื้อ

ตอนเย็นฟ้ามืดเร็ว พ่อแม่เธอไม่วางใจ เลยไม่ให้เธอมากินแล้ว

โจวเยี่ยนสูญเสียสมาชิกรายเดือนไปสองคนอย่างน่าเสียดาย

“เถ้าแก่โจว มีเมนูใหม่อีกแล้วเหรอ?” หวงอิงเดินเข้ามาถามอย่างดีใจ

นิสัยเธอยังคงร่าเริงเปิดเผยเหมือนเดิม ลดน้ำหนักไปยี่สิบจิน ตัวเล็กลงไปถนัดตา

แก้มยังกลมอยู่ แต่คางสามชั้นลดเหลือสองชั้นแล้ว ดูสดใสขึ้นเยอะ ไม่ดูอุ้ยอ้ายเหมือนเมื่อก่อน

“ใช่ครับ ต้มเลือดหมูไส้ใหญ่ เพิ่งขึ้นเมนูวันนี้เลย” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า

“อร่อยไหม?” หวงอิงทำหน้าคาดหวัง

“โคตรอร่อย! ผมชิมแทนคุณแล้ว เลือดหมูเด้งมาก หอมสุด ๆ ไม่อร่อยมาลงที่ผมได้เลย” ข่งลี่เหว่ยรีบนำเสนออย่างออกหน้าออกตา

“คุณคือ?” หวงอิงมองข่งลี่เหว่ยอย่างสงสัย

“พ่อครัวคนใหม่ร้านโจวเอ้อร์หวา——ข่งลี่เหว่ยครับ” ข่งลี่เหว่ยตบอกแนะนำตัว

“พ่อครัวสำนักข่งเหรอ?” หวงอิงถาม

ข่งลี่เหว่ยไม่กล้าต่อปากต่อคำแล้ว หันไปมองโจวเยี่ยน ทำไมแค่บอกชื่อก็รู้ไส้รู้พุงเลยเนี่ย? แม่สาวแก้มกลมนี่ไม่ธรรมดาแฮะ!

เมื่อวานอาจารย์เขายิ่งกำชับอยู่ว่า ออกไปข้างนอกอย่าไปทำขายหน้าสำนักข่ง

โจวเยี่ยนไม่สนใจเขา ก็ไม่ใช่คนรับประกันเองนี่หว่า

หวงอิงหัวไวจะตาย ดูปฏิกิริยาข่งลี่เหว่ยก็รู้ว่าเดาถูก ไม่ซักไซ้ต่อ แต่มองเขาแล้วพูดว่า “คุณพูดเองนะ ไม่อร่อยมาลงที่คุณ”

ข่งลี่เหว่ยพยักหน้า “ถ้าไม่อร่อย ต้มเลือดหมูไส้ใหญ่ชามนี้ลงบัญชีผม ผมเลี้ยงเอง”

“ได้” หวงอิงหันมายิ้มให้โจวเยี่ยน “เถ้าแก่โจว งั้นฉันเอาต้มเลือดหมูไส้ใหญ่ที่นึง แล้วก็หมูเส้นกลิ่นปลาที่นึง”

“ได้ครับ” โจวเยี่ยนยิ้มรับ

บนถนนหน้าโรงงานทอผ้า จักรยาน 28 นิ้วคันหนึ่งค่อย ๆ ขี่มา ชายวัยกลางคนคนขี่รูปร่างสันทัด สวมเสื้อนวมสีดำ หัวล้านตรงกลางเด่นหลา ผมปอยหนึ่งพยายามขดเป็นวงกลมปิดความล้านไว้ ยิ่งปิดยิ่งประจาน ทำให้คนอดมองไม่ได้

เบาะหลังมีผู้หญิงใส่เสื้อนวมสีแดงนั่งอยู่ ผมดกหนาย้อมสีทองดัดลอน หน้าบึ้งตึง เหมือนแม่สิงโตที่พร้อมจะระเบิดอารมณ์ได้ทุกเมื่อ

“ติงเมิ่ง เราต้องเคารพการตัดสินใจของอาเหว่ยนะ ปู่รองก็บอกว่าอาเหว่ยมีความมุ่งมั่น ยอมมาฝึกวิชาเป็นเรื่องดี ที่นี่ที่ทำงานลูก คุณมาดูได้ แต่อย่ามาอาละวาดนะ โจวเยี่ยนเป็นลูกศิษย์เจ้าหิน อย่าไปขัดขวางการค้าขายเขาเลย” ฝ่ายชายทำหน้าเจื่อนเกลี้ยกล่อม

“เจ้าเด็กข่งลี่เหว่ย ปีกกล้าขาแข็งแล้ว คนตั้งเท่าไหร่หัวหกก้นขวิดอยากเข้าเล่อหมิงแต่เข้าไม่ได้ แต่มันบทจะออกก็ออกเลยเหรอ? อายุงานหกปีนะ! วันหน้าต่อให้กลับเข้าไปได้ อายุงานก็ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่!” ติงเมิ่งกำหมัดแน่น “เมื่อวานฉันโมโหจนหน้ามืดไล่มันไปตาย สองพ่อลูกพวกคุณก็ดีเหลือเกินนะ เก็บกระเป๋าให้กันทั้งคืน วันนี้มันก็ไสหัวมาแต่เช้าจริง ๆ ข่งกั๋วเหลียง ฉันว่าคุณเองก็ปีกกล้าขาแข็งเหมือนกันนะ!”

“ก็... ก็คุณบอกให้ไปตาย เราจะกล้าขัดเหรอ” ข่งกั๋วเหลียงตอบเสียงอ่อย

ติงเมิ่งสูดหายใจลึก ระงับอารมณ์ “ฉันไม่ได้จะมาหาเรื่อง เด็กมันเปิดร้านไม่ง่ายหรอก ฉันจะไปป่วนได้ยังไง แต่ว่า วันนี้ฉันต้องคุยกับอาเหว่ยให้รู้เรื่อง ให้มันคิดดูดี ๆ ว่าจะกลับไปไหม

คุณลองคิดดูสิ เจ้าหินน่ะนิสัยไม่มีปัญหาหรอก แต่ฝีมือในสำนักข่งก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรใช่ไหม? เทียบกับกั๋วต้งไม่ได้ ยิ่งเทียบปู่รองยิ่งห่างชั้น

อาเหว่ยไม่ยอมอยู่เรียนกับปู่รองที่ร้านเล่อหมิง ดันวิ่งมาซูจีเพื่อเรียนกับลูกศิษย์เจ้าหิน คุณว่ามันฟังขึ้นไหมล่ะ?”

ข่งกั๋วเหลียงฟังแล้วก็เงียบไป สักพักถึงพูดว่า “อาเหว่ยบอกว่า โจวเยี่ยนเป็นอัจฉริยะ อายุแค่ยี่สิบก็ได้ลงนิตยสาร ‘การทำอาหารเสฉวน’ แถมยังทำอาหารสามอย่างในงานเลี้ยงรับรองนักธุรกิจต่างชาติจนตะลึงกันทั้งงาน ขนาดปู่รองยังยกย่องยอมรับในตัวเขาเลย”

ติงเมิ่งสวนกลับ “สมัยหนุ่ม ๆ คุณก็เคยเรียนทำอาหารมาสามปี ฉันถามหน่อย คุณเชื่อเหรอ? อาชีพพ่อครัวต้องอาศัยความขยัน พ่อครัวอายุยี่สิบ อายุน้อยกว่าอาเหว่ยอีก จะเก่งสักแค่ไหนเชียว?”

ข่งกั๋วเหลียงได้ทีก็คุยโว “ลุงใหญ่ผมตอนอายุยี่สิบ ก็ชื่อดังทั่วเจียโจว เป็นพ่อครัวใหญ่ร้านเล่อหมิงแล้วนะ”

“ลุงใหญ่นั่นเขาอัจฉริยะ! เจียโจวร้อยปีจะมีอัจฉริยะแบบนั้นสักกี่คน?”

“ลุงใหญ่นับหนึ่ง ซ่งปั๋วนับหนึ่ง ไม่แน่โจวเยี่ยนคนนี้อาจจะนับเป็นอีกหนึ่งก็ได้นะ?”

ติงเมิ่งไม่พูด แต่นิ้วมือคีบเข้าที่เนื้อตรงเอวข่งกั๋วเหลียงแล้ว

“ถึงแล้ว! ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา! อยู่ตรงนั้น!” ข่งกั๋วเหลียงรีบชี้ไปข้างหน้า “จริงหรือเท็จ คุณไปดูเดี๋ยวก็รู้เอง”

ติงเมิ่งมองตาม เห็นป้ายร้านถึงยอมปล่อยมือ

จักรยานจอดลงที่หน้าร้าน

ข่งกั๋วเหลียงและติงเมิ่งลงจากรถ เดินเข้ามาในร้าน

ข่งลี่เหว่ยกำลังจะเข้าครัวไปทำงานกับโจวเยี่ยน หันไปเห็นคนสองคนที่เดินเข้ามาก็ชะงัก กะพริบตาปริบ ๆ หันไปถามโจวเยี่ยนข้าง ๆ ว่า “อาจารย์โจว ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า? ทำไมเห็นพ่อกับแม่ฉันอยู่ในร้านล่ะ?”

“ดูท่าที่บ้านพี่จะคุยกันไม่จบนะ” โจวเยี่ยนกระซิบ ถึงคุณน้าเสื้อแดงจะพยายามระงับอารมณ์เต็มที่ แต่รอยยิ้มที่ฝืนยิ้มออกมาดูน่ากลัวกว่าร้องไห้อีก ดูทรงแล้วมาไม่ดีแน่

น้าจ้าวยืนอยู่หน้าหม้อต้มเนื้อเฉียวเจี่ยว ก็ไม่กล้าทักเหมือนกัน เจ๊คนนี้รังสีอำมหิตแผ่ซ่านมาแต่ไกล

“อาเหว่ย” ติงเมิ่งเอ่ยเรียก

“แม่... มาได้ไงเนี่ย? วันนี้ไม่ทำงานเหรอ?” ข่งลี่เหว่ยจำใจเดินเข้าไปหา ทั้งที่เขาไม่ได้บอกที่อยู่ร้านโจวเยี่ยนแท้ ๆ

“แม่ลางานมากับพ่อ เมื่อเช้าไปร้านเล่อหมิง อาจารย์แกบอกที่อยู่มา” ติงเมิ่งเอามือล้วงกระเป๋า กลัวเผลอตบลูกตัวเอง

ข่งลี่เหว่ยแสร้งทำหน้าดีใจพูดเสียงดัง “แม่! พ่อ! ผมรู้อยู่แล้วว่าพ่อกับแม่สนับสนุนการตัดสินใจของผม สนับสนุนงานของผม ถึงขนาดลางานมาอุดหนุนเลย มีพ่อแม่แบบนี้ ผมมีความสุขมาก เป็นเกียรติมากครับ”

“หือ?”

ข่งกั๋วเหลียงกับติงเมิ่งงงเป็นไก่ตาแตก

โจวเยี่ยนเม้มปาก เรื่องเปลี่ยนงานศพให้เป็นงานมงคลนี่ ต้องยกให้อาเหว่ยเขาจริง ๆ

แต่พอโดนข่งลี่เหว่ยยอเข้าให้ คำพูดที่ติงเมิ่งเตรียมมาตลอดทางก็จุกอยู่ที่คอ พูดไม่ออก

สายตาคนในร้านหันมามองเป็นตาเดียว รวมถึงแม่สาวแก้มกลมที่นั่งอยู่ตรงนั้นด้วย

ในฐานะหัวหน้ากลุ่มงานผลิต ติงเมิ่งเผลอยืดหลังตรงโดยอัตโนมัติ

ข่งลี่เหว่ยหันกลับมา ขยิบตาให้โจวเยี่ยน แล้วพูดต่อ “นี่คือเถ้าแก่ผม โจวเยี่ยน และเป็นศิษย์น้องสำนักข่งด้วยครับ”

ติงเมิ่งสะสมความแค้นมาเต็มท้อง คิดว่าโจวเยี่ยนต้องเป็นพวกตาแก่เจ้าเล่ห์เพทุบาย ถึงได้หลอกลูกชายอนาคตไกลของเธอให้ออกจาร้านรัฐวิสาหกิจใหญ่โตในเมือง มาอยู่ร้านเล็ก ๆ ในตำบลบ้านนอกแบบนี้

ถ้าคุยกันรู้เรื่องก็แล้วไป ถ้าไม่รู้เรื่อง เธอก็พอมีวิชาหมัดมวยติดตัวอยู่บ้าง

พอเงยหน้ามอง ไอ้หนุ่มตัวสูง ๆ หน้าตาหล่อเหลา คิ้วเข้มตาโตคนนี้คือโจวเยี่ยนเหรอ? ดูหล่อกว่าจูสือเม่า(1)ที่เล่นเรื่องคนเลี้ยงม้าซะอีก เธอชอบดูหนังที่สุด ที่บ้านยังแปะโปสเตอร์ดาราไว้เลย

เธอมองปราดเดียวก็รู้ทันที เขาจะมีความผิดอะไรได้ล่ะ?

ดูยังไงก็เป็นปัญหาของอาเหว่ยชัด ๆ!

“สวัสดีครับคุณน้า คุณอา ผมโจวเยี่ยนครับ” โจวเยี่ยนจำใจเดินเข้าไปหา ยิ้มทักทาย “เชิญนั่งตรงนี้ครับ น่าจะยังไม่ได้ทานข้าวเที่ยงกันมาใช่ไหมครับ? ถึงเวลาข้าวพอดี ลองดูเมนูสิครับว่าจะทานอะไรดี”

“ข้าวคงไม่กินหรอก วันนี้เรา...” ข่งกั๋วเหลียงทำหน้ากังวล

“กินสิ มาทั้งที ก็ต้องชิมฝีมือโจวเยี่ยนหน่อย” ติงเมิ่งนั่งลงเรียบร้อย ใบหน้าเปื้อนยิ้ม “คุณดูเขาใส่ชุดพ่อครัวสิ ดูดีเชียว เหมือนดาราในหนังเลย ดูมืออาชีพมาก”

“หา?”

สองพ่อลูกข่งลี่เหว่ยและข่งกั๋วเหลียงมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

ทัศนคติแม่เปลี่ยนตามหน้าตาคนเหรอเนี่ย?

จบบทที่ บทที่ 450 เขาจะมีความผิดอะไรได้ล่ะ?

คัดลอกลิงก์แล้ว