- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 445 หนูไม่ใช่น้องสาวสุดที่รักของเกอเกอแล้วเหรอ?
บทที่ 445 หนูไม่ใช่น้องสาวสุดที่รักของเกอเกอแล้วเหรอ?
บทที่ 445 หนูไม่ใช่น้องสาวสุดที่รักของเกอเกอแล้วเหรอ?
เนื้อแพะและเครื่องในสิบสองจินในหม้อ ตั้งบนเตาค่อย ๆ กินไปเรื่อย ๆ ซดซุปแพะไปสองถ้วย กินคู่กับข้าวสวยอีกถ้วย กินจนตัวร้อนผ่าว หน้าแดงก่ำกันถ้วนหน้า
“วันนี้กินเนื้อแพะกับเครื่องในสะใจไปเลย รสชาติสุดยอดจริง ๆ!” โจวชิงปาดเหงื่อ พูดด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
“ดีจริง ๆ หน้าหนาวได้กินซุปแพะ สบายตัวมากเลย” น้าจ้าวก็ยิ้มพยักหน้า
“โจวเยี่ยนนี่สรรหาที่กินเก่งจริงนะ ร้านในซอกในมุมแบบนี้ยังอุตส่าห์หาเจอ” โจวเจ๋อเอ่ยชม
คุณย่าซดซุปแพะในถ้วยจนหมด มองโจวเยี่ยนแล้วพูดว่า “เนื้อกินไปเกือบหมดแล้ว ใส่หัวไชเท้าลงไปเถอะ แล้วลวกยอดถั่วลันเตาสักกำ”
“ได้ครับ” โจวเยี่ยนรับคำ เนื้อแพะกับเครื่องในในหม้อพร่องไปเยอะแล้วจริง ๆ เขาหยิบหัวไชเท้าข้าง ๆ ใส่ลงไปในหม้อซุป
โบราณว่าไว้ หน้าหนาวกินหัวไชเท้า หน้าร้อนกินขิง นี่คือภูมิปัญญาบรรพบุรุษ
สรรพคุณบำรุงดีแค่ไหนโจวเยี่ยนไม่รู้ แต่อร่อยหรือเปล่าเขาชิมคำเดียวก็รู้แล้ว
หัวไชเท้าหน้าหนาวเอามาตุ๋นในน้ำซุป ไม่ว่าจะเป็นซุปเนื้อวัวหรือซุปเนื้อแพะ รสชาติหวานสดชื่นนั่น เป็นที่หนึ่งเลย
จุดเด่นคือความสดชื่นแก้เลี่ยน
หัวไชเท้าลวกน้ำมาแล้วรอบหนึ่ง ช่วยขจัดกลิ่นเหม็นเขียวส่วนเกิน ใส่ลงไปแล้วไม่ทำให้รสซุปเสีย แถมยังสุกง่ายขึ้นด้วย
แต่สายตาของทุกคนกลับจ้องเขม็งไปที่ตะกร้ายอดถั่วลันเตาข้างมือโจวเยี่ยน
ยอดถั่วลันเตาเพิ่งเริ่มเก็บกินได้ไม่กี่วัน เพิ่งเด็ดไปไม่ถึงสองรอบ เป็นช่วงที่ยอดอ่อนกำลังน่ากินที่สุด
ยอดถั่วลันเตาที่เถ้าแก่เนี้ยปลูกนี่ใช้ได้เลย ทั้งอวบทั้งอ่อน เด็ดมาสั้น ๆ แต่ละก้านอวบอ้วน สีเขียวสด มีหยดน้ำเกาะ ยังไม่ได้กินก็รู้ว่าต้องอ่อนแน่ ๆ
เซี่ยเหยาซดซุปแพะไปสามถ้วย แถมกินเนื้อแพะไปตั้งเยอะ ตอนแรกก็รู้สึกจุก ๆ แล้ว แต่พอเห็นโจวเยี่ยนเตรียมจะลวกยอดถั่วลันเตา ก็รู้สึกว่าตัวเองยังกินไหวขึ้นมาทันที
“ผมจะลวกยอดถั่วแล้วนะ ทุกหน่วยเตรียมพร้อม ทำให้ไว ท่าต้องสวย” โจวเยี่ยนหยิบตะเกียบกลาง ยกตะกร้าขึ้น เทลงไปหนึ่งในสามใส่หม้อซุปที่กำลังเดือดปุด ๆ
ลวกยอดถั่วลันเตาก็เหมือนลวกผ้าขี้ริ้วหรือไส้เป็ด สำคัญที่สุดคือการคุมไฟ
ถ้าลวกนานจนแก่ เตรียมตัวขึ้นศาลทหารครอบครัวได้เลย
ดูเหมือนเยอะเต็มตะกร้า แต่พอลงหม้อแล้วมันยุบ
โจวเยี่ยนใช้ตะเกียบกลางกดให้ยอดถั่วจมลงในซุป
ทุกคนที่ตอนแรกนั่งพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน ต่างหยิบตะเกียบ โน้มตัวมาข้างหน้า เตรียมพร้อมรบ
ยอดถั่วลงน้ำ แค่สามวินาทีก็สลด
“เร็วเข้า!” ครบสิบวินาที โจวเยี่ยนส่งสัญญาณ แล้วคีบยอดถั่วหนึ่งกำใส่ถ้วยเซี่ยเหยาก่อน
ตะเกียบของทุกคนพุ่งลงหม้อ พริบตาเดียวยอดถั่วลันเตาก็หายเกลี้ยง
โจวโม่โม่ถือตะเกียบอย่างกระตือรือร้น แต่แขนสั้นเกินไป เอื้อมไม่ถึงแม้แต่ขอบหม้อ หันมามองโจวเยี่ยนตาละห้อย แล้วมองยอดถั่วในถ้วยเซี่ยเหยา ปากน้อย ๆ เบะออกอย่างน้อยใจ “เกอเกอ ยอดถั่วของหนูล่ะ? หนูไม่ใช่น้องสาวสุดที่รักของเกอเกอแล้วเหรอ?”
โดนเจ้าตัวเล็กมองตาละห้อย ดวงตากลมโตมีน้ำตาคลอเบ้า โจวเยี่ยนรู้สึกผิดมหันต์ หัวเราะแก้เก้อ “เดี๋ยวนี้แหละ! เดี๋ยวพี่ลวกให้ใหม่นะ!”
เซี่ยเหยามองยอดถั่วในถ้วยแล้วอมยิ้ม คีบแบ่งให้โจวโม่โม่ครึ่งหนึ่ง ยิ้มหวานบอก “มา พี่แบ่งให้ครึ่งนึง กินด้วยกันนะ”
“ขอบคุณค่ะพี่สาวเหยาเหยา~~ พี่ใจดีที่สุดเลย!” โจวโม่โม่เอาหัวถูไถแขนเธอ ทำท่าออดอ้อน
จากนั้นก็หยิบตะเกียบก้มหน้ากินยอดถั่วลันเตา เหมือนสูดเส้นบะหมี่ คำละต้น กินอย่างเอร็ดอร่อย
เซี่ยเหยาคีบยอดถั่วลันเตาเข้าปาก ตาหยีทันที
ยอดถั่วลันเตาลวกในซุปเนื้อแพะ รสสัมผัสกรอบอ่อน อร่อยสดชื่น มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสชาติหวานติดปลายลิ้น
เมื่อกี้กินเนื้อแพะกับเครื่องในไปตั้งเยอะ ก็เริ่มเลี่ยนนิด ๆ
พอกินยอดถั่วลันเตาเข้าไป ความสดชื่นช่วยตัดเลี่ยนได้ชะงัด เข้ากันสุด ๆ
ความสุกกำลังดี รสสัมผัสอ่อนนุ่มที่สุด เหมือนที่เธอคิดไว้เลย
ยอดถั่วลันเตากำแรกของหน้าหนาวปีนี้ โจวเยี่ยนลวกให้เธอ อร่อยจัง หวานหน่อย ๆ ด้วย
โจวเยี่ยนรีบลวกยอดถั่วลันเตารอบสอง คราวนี้คีบให้โจวโม่โม่ก่อน แล้วคีบให้เซี่ยเหยา สุดท้ายค่อยคีบส่วนที่เหลือขอบหม้อใส่ถ้วยตัวเองไม่กี่ต้น
ยอดถั่วลันเตาลงหม้อ กฎคือช้าอดหมดสิทธิ์
กินเนื้อทุกคนอาจจะเกรงใจกัน ให้เด็กกินเยอะหน่อย
แต่ยอดถั่วลันเตาไม่มีทาง
เด็กยังเล็ก ไม่รู้หรอกว่าความกรอบอ่อนคืออะไร ไม่กินก็ไม่เป็นไรหรอก
โจวเยี่ยนชิมยอดถั่วลันเตาคำหนึ่ง มุมปากก็ยกขึ้น อ่อนจริง ๆ ด้วยแฮะ!
ยอดถั่วลันเตาหมดแล้ว ทุกคนยังรู้สึกไม่จุใจ
แต่เถ้าแก่เนี้ยบอกแล้วว่านี่คือครึ่งหนึ่งที่เด็ดมาวันนี้ แล้วยังแถมให้ฟรี จะสั่งเพิ่มก็ไม่ได้
“ลองชิมหัวไชเท้าดูครับ หัวไชเท้าต้มซุปเนื้อแพะก็อร่อยมากนะ” โจวเยี่ยนใช้กระชอนตักหัวไชเท้าให้เซี่ยเหยาสองชิ้น แล้วตักให้โจวโม่โม่ด้วย
“ค่ะ” เซี่ยเหยารับคำ คีบหัวไชเท้าขึ้นมา ต้มจนสุกใสเหมือนหยกขาว เป่าลมไล่ความร้อนเบา ๆ แล้วกัดไปคำหนึ่ง
หัวไชเท้านุ่มเปื่อย รสชาติหวานฉ่ำ ดูดซับรสซุปเนื้อแพะไว้เต็มเปี่ยม รสสัมผัสชุ่มคอ ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวของหัวไชเท้าเลย
“อื้ม อร่อยค่ะ! รู้สึกหอมกว่าหัวไชเท้าที่เคยกินปกติอีก” เซี่ยเหยาอุทานเบา ๆ
“แน่นอนอยู่แล้ว ซุปเนื้อแพะต้มหัวไชเท้า คู่สร้างคู่สมเลยล่ะ” โจวเยี่ยนกินหัวไชเท้าไปยิ้มไป “จะเติมซุปอีกสักถ้วยไหมครับ?”
“ไม่ไหวแล้วค่ะ ดื่มไม่ลงแล้วจริง ๆ” เซี่ยเหยาส่ายหน้า กินหัวไชเท้าในถ้วยหมด ก็วางตะเกียบอย่างพอใจ
มื้อนี้กินซุปเนื้อแพะจนอิ่มแปล้
โจวเยี่ยนกินหัวไชเท้า แล้วซดซุปเนื้อแพะอีกถ้วย คุณลุงเซียวไม่โกหกจริง ๆ ซุปเนื้อแพะเจี่ยนหยางสกุลหลิวเจ้านี้เด็ดขาดมาก
ซุปเนื้อแพะหม้อใหญ่กินเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่น้ำซุปสักหยด
น้าจ้าวมองโจวเยี่ยนแล้วถาม “ยอดถั่วลันเตาอร่อยดี ร้านเนื้อเฉียวเจี่ยวของเราจะเพิ่มเมนูนี้ไหม? คิดเพิ่มสักหนึ่งเหมา ลวกพร้อมผ้าขี้ริ้ว ตักขึ้นพร้อมกันก็ได้แล้ว”
“ได้ครับ พรุ่งนี้เช้าไปจ่ายตลาดลองดูว่าจะเจอของดีไหม ผมว่าลูกค้าน่าจะสั่งกันเยอะ” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า น้าจ้าวเสนอไอเดียดี
ร้านเนื้อเฉียวเจี่ยวมีเมนูเพิ่มยอดถั่วลันเตาจริง ๆ เป็นวิธีกินเฉพาะหน้าหนาว ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
โจวเยี่ยนลุกไปจ่ายเงิน ทั้งหมดตี่สิบเอ็ดหยวน คิดแค่ค่าเนื้อแพะกับเครื่องใน
“รสชาติพอไหวไหมคะ?” เถ้าแก่เนี้ยรับเงินแล้วถาม
“อร่อยครับ ยอดถั่วลันเตาอ่อนมาก วันหลังจะมาใหม่ครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า
“ได้เลย วันหลังมาเร็วหน่อยนะ เดี๋ยวแถมยอดถั่วลันเตาให้อีก” เถ้าแก่เนี้ยยิ้มแก้มปริ นี่ลูกค้ากระเป๋าหนัก มื้อเดียวฟาดไปยี่สิบเอ็ดหยวน ดูทรงแล้วเป็นเถ้าแก่มีตังค์
ออกจากร้านซุปเนื้อแพะ ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ทุกคนขี่จักรยานมุ่งหน้ากลับตำบลซูจี พอถึงตำบล ฟ้าก็มืดสนิท
โชคดีที่เดี๋ยวนี้ทุกคนพกไฟฉายติดตัวเวลาออกจากบ้าน แยกกันที่หัวสะพานหิน คุณย่ากับคนอื่นกลับหมู่บ้านโจว ส่วนพวกโจวเยี่ยนไปทางโรงงานทอผ้า
รถจอดที่ใต้หอพักหญิง เซี่ยเหยากระโดดลงจากเบาะหลัง ยิ้มให้โจวเยี่ยน “งั้นฉันขึ้นห้องนะคะ”
“เจอกันครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า
“พี่สาวเหยาเหยา เจอกันพรุ่งนี้เช้านะคะ ถ้าหนูตื่นเช้า พี่ช่วยล้างหน้าให้หนูหน่อยได้ไหมคะ? น้าค้า~~” โจวโม่โม่มองเซี่ยเหยา ทำปากจู๋อ้อน
เซี่ยเหยาเอื้อมมือไปลูบหัวโจวโม่โม่ ยิ้มพยักหน้า “ได้สิ แต่หนูต้องตื่นนะ ถ้าตื่นไหว พี่จะสอนท่องกลอนบทใหม่”
“จริงเหรอคะ?!” โจวโม่โม่ตาโต พยักหน้าหงึก ๆ “หนูตื่นแน่นอน!”
เซี่ยเหยาหันหลังเดินขึ้นตึกไป ไม่นาน ไฟห้องพักชั้นสามก็สว่างขึ้น โจวเยี่ยนถึงได้ปั่นจักรยานออกไป
กลับถึงร้าน โจวเยี่ยนมองน้าจ้าวกับสหายเหล่าโจวแล้วพูดว่า “พรุ่งนี้ผมว่าจะลองทำต้มเลือดหมูไส้ใหญ่ดู”
น้าจ้าวตาเป็นประกาย “ต้มเลือดหมูไส้ใหญ่? อันนี้ดี! เลือดไก่ผัดพริกที่ลูกทำคราวก่อนก็อร่อยดีนะ”
“ทำกินเอง หรือว่าจะขายล่ะ?” สหายเหล่าโจวมองเขาแล้วถาม
“ขึ้นเมนูครับ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนเมนูมาพักนึงแล้ว เพิ่มเมนูใหม่หน่อย” โจวเยี่ยนตอบ
“งั้นเดี๋ยวพ่อไปหาจางเหล่าซานก่อน ให้พรุ่งนี้เขาหาเลือดหมูมาให้สักถัง” สหายเหล่าโจวยังไม่ทันจอดรถดี ก็กลับรถมุ่งหน้าออกไป
โจวเยี่ยนบอก “เลือดหมูไม่ต้องเยอะมากครับ พรุ่งนี้เอาสักสิบจินก่อนก็พอ ที่ร้านไม่มีหม้อใหญ่พอ”
“ได้” สหายเหล่าโจวรับคำ แล้วปั่นรถออกไป
โจวเยี่ยนเปิดสมุดบันทึก คำนวณต้นทุนคร่าว ๆ เริ่มคิดว่าต้มเลือดหมูไส้ใหญ่หนึ่งที่ควรขายเท่าไหร่ดี
เลือดหมูได้มาฟรี ต้นทุนวัตถุดิบเลือดเป็นศูนย์ ค่าเครื่องปรุงกับค่าฟืนตีไปสักหนึ่งเหมา ไส้หมูพะโล้ขายจินละสามหยวน ต้มเลือดหมูไส้ใหญ่หนึ่งที่ใส่ไส้พะโล้สองเหลี่ยง ต้นทุนประมาณสามเหมา
ถ้าอย่างนั้น ต้มเลือดหมูไส้ใหญ่ใส่ชามดินเผาขายหนึ่งหยวน ราคานี้น่าจะสมเหตุสมผล
นี่เป็นวิธีขายต้มเลือดหมูที่พบเห็นได้ทั่วไปในแถบเสฉวนและฉงชิ่ง
บางร้านถึงกับเอาต้มเลือดหมูเป็นจุดขาย ตั้งหม้อใหญ่หน้าร้าน ตุ๋นเลือดหมูกับไส้ไว้ข้างใน ลูกค้าสั่งปุ๊บตักปั๊บ หั่นไส้โปะหน้า ปรุงรสสด ๆ ยกเสิร์ฟให้ลูกค้าคลุกเอง เหมือนกินบะหมี่
ถ้าเป็นต้มเลือดหมูล้วน ราคาจะยิ่งถูกลงไปอีก
แต่โจวเยี่ยนไม่คิดจะขาย แบบนั้นมันดึงยอดขายต่อหัวให้ต่ำลงเกินไป
เพิ่มเมนูใหม่เพื่อหาเงิน ไม่ใช่มาแย่งลูกค้ากันเอง
โจวเยี่ยนค้นป้ายไม้แผ่นสุดท้ายออกมาจากตู้ เขียนชื่อเมนูและราคาลงไป
“ชามละหนึ่งหยวนเหรอ? ก็ไม่แพงนะ” น้าจ้าวพยักหน้า ราคานี้กำลังดี เพราะต้องใส่ไส้พะโล้ด้วย ยังไงก็ต้องแพงกว่าตับหมูผัดพริกอยู่แล้ว
“จริงสิ แม่ ผมรับพ่อครัวคนใหม่มา พรุ่งนี้เช้าจะมาเริ่มงาน” โจวเยี่ยนแขวนป้ายบนผนัง แล้วพูดขึ้นลอย ๆ
“พ่อครัวใหม่? กะทันหันจัง? ไปรับมาจากไหน?” น้าจ้าวทำหน้าแปลกใจ
“ศิษย์พี่สำนักข่งคนหนึ่งครับ เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ลุง ชื่อข่งลี่เหว่ย คราวก่อนที่แม่เจอที่หลินเจียง คนที่หน้าตาดูเจ้าเล่ห์ ๆ เหมือนลิงนั่นแหละ”
“อ๋อ! อาเหว่ยเหรอ? เขาเคยทักทายแม่ด้วย พ่อหนุ่มคนที่ผมดก ๆ เหมือนทรงแอฟโฟรนั่นเอง” น้าจ้าวหัวเราะ
“ถูกต้อง คนนั้นแหละครับ”
น้าจ้าวสงสัย “เขาทำงานอยู่ร้านเล่อหมิงไม่ใช่เหรอ? อาจารย์เขาก็เป็นผู้จัดการ ร้านรัฐวิสาหกิจใหญ่โตไม่ทำ ดันวิ่งมาทำร้านเล็ก ๆ ของเรา ลูกไปหลอกเขามาหรือเปล่าเนี่ย?”
“เปล่านะครับ เขาเต็มใจมาเอง อาจารย์กับอาจารย์ปู่เขาก็เห็นดีด้วย” โจวเยี่ยนโบกมือ “แต่ผมให้เงินเดือนเขาสองเท่า เดือนละร้อยยี่สิบหยวน”
“ร้อยยี่สิบต่อเดือนเลยเรอะ? เงินเดือนสูงจัง!” น้าจ้าวลากเสียงยาว แต่ไม่นานก็พูดต่อ “ก็ได้แหละ เป็นพ่อครัวมาจากภัตตาคารใหญ่ คงช่วยลูกได้เยอะ ช่วงนี้ลูกค้าบ่นกันเยอะว่าอาหารออกช้า รอนาน”
“ก็เพราะแบบนี้แหละครับ ผมต้องเริ่มสร้างกลุ่มคนครัวไว้ก่อน พอขยายร้านไปเจียโจว จะได้รองรับลูกค้าได้มากขึ้น” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า “นอกจากนี้ยังมีแม่ครัวที่มาอบรมอีกคน บอกว่าอยากมาร่วมงานกับเราเหมือนกัน แต่ต้องรออบรมเสร็จอาทิตย์หน้าค่อยมาสัมภาษณ์”
น้าจ้าวยิ้ม “ลูกจัดการเลย แม่ไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอก ลูกบอกให้ทำยังไงก็ทำ แม่กับพ่อเขาก็เป็นลูกน้องลูก รอฟังคำสั่งอย่างเดียว”
“ครับ ผมกะว่าจะปรับปรุงครัวด้วย ทะลุไปห้องข้าง ๆ ขยายพื้นที่ครัวเป็นสองเท่า พ่อครัวเยอะจะได้ไม่เบียดกัน ก่อเตาสำหรับต้มเลือดหมูโดยเฉพาะ แล้วย้ายพื้นที่ทำแป้งไปไว้ห้องข้าง ๆ ด้วย” โจวเยี่ยนกลับไปที่โต๊ะ เริ่มวาดแปลนใหม่ แผนปรับปรุงเดิมมีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย