เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 435 มีแค้นต้องชำระกันเดี๋ยวนั้น

บทที่ 435 มีแค้นต้องชำระกันเดี๋ยวนั้น

บทที่ 435 มีแค้นต้องชำระกันเดี๋ยวนั้น


“อื้ม เตรียมพร้อมแล้ว กำลังจะไปสอน คุณจะเข้าไปนั่งฟังในห้องไหม?” โจวเยี่ยนยิ้มมุมปาก ทำไมจู่ ๆ ถึงรู้สึกสะใจแปลก ๆ แฮะ

“เข้าค่ะ” เซี่ยเหยาพยักหน้า วันนี้เธอตั้งใจมาฟังโจวเยี่ยนสอนโดยเฉพาะ ไม่แน่อาจจะได้วาดรูปเขาด้วย

โจวเยี่ยนหันไปมองข่งกั๋วต้งที่อยู่ข้าง ๆ “อาจารย์ลุงข่ง รบกวนช่วยจัดแจงให้หน่อยนะครับ”

“ไม่มีปัญหา” ข่งกั๋วต้งพยักหน้า

โจวเยี่ยนแนะนำให้เซี่ยเหยารู้จักอีกคน “ท่านนี้คืออาจารย์ปู่เล็กข่ง ท่านและอาจารย์ปู่ได้รับฉายาว่า ‘สองข่งแห่งเจียโจว’ เป็นพ่อครัวระดับพิเศษของประเทศ ยอดพ่อครัวแห่งเจียโจว และปรมาจารย์อาหารเสฉวน”

“สวัสดีค่ะคุณปู่ข่ง” เซี่ยเหยาทักทายอย่างนอบน้อม “หนูชื่อเซี่ยเหยา เป็น... ผู้ช่วยของโจวเยี่ยนค่ะ วันนี้มาดูงานกับเขา”

“สวัสดี ยินดีต้อนรับสู่ฐานฝึกอบรมนะ” ข่งชิ่งเฟิงยิ้มพยักหน้า

คณะเดินทางมุ่งหน้าไปยังห้องเรียนใหญ่ โจวเยี่ยนและเซี่ยเหยาเดินรั้งท้ายอยู่สองก้าว

“วาดอะไรอยู่เหรอครับ?” โจวเยี่ยนถาม

“ดอกเหมยในลานบ้านบานสวยมาก หอมด้วย ฉันเลยอยากจะวาดเก็บไว้สักใบ พอวาดเสร็จคุณก็ออกมาพอดี” เซี่ยเหยาตอบเสียงเบา

ห้องเรียนใหญ่ของฐานฝึกอบรมดัดแปลงมาจากห้องโถงเดิม ไม่เหมือนห้องเรียนในโรงเรียน ไม่มีโต๊ะเรียน แต่แทนที่ด้วยเตาไฟเรียงราย ห้าแถว แถวละหกเตา รองรับนักเรียนได้พร้อมกันสามสิบคน

ข่งกั๋วต้งบอกว่ารุ่นนี้มีนักเรียนสิบแปดคน แต่พอเปิดประตูเข้าไป ในห้องกลับมีคนนั่งกันให้พรึ่บ อย่างน้อยก็ห้าสิบคน ดวงตาทุกคู่จับจ้องมาที่โจวเยี่ยนเป็นจุดเดียว

โจวเยี่ยนชะงักฝีเท้า แถวหน้าเป็นใบหน้าหนุ่มสาวแปลกตา น่าจะเป็นพ่อครัวรุ่นใหม่ที่คัดเลือกมาจากร้านอาหารในเขตต่าง ๆ ของเจียโจว

ส่วนแถวหลัง มองปราดเดียว เกินครึ่งเป็นคนหน้าคุ้น

หวังเหมี่ยน จงหย่ง... รวมไปถึงพวกอาจารย์ลุงและลูกศิษย์ของพวกเขา

กระทั่งคุณปู่ฉินคุนและคุณปู่หลี่เหลียงไฉก็ยังมา

เซี่ยวเหล่ย เจิ้งเฉียง และข่งลี่เหว่ยที่นั่งอยู่แถวหลังฉีกยิ้มให้เขา ดูออกไม่ยากเลยว่าพวกเขารู้เรื่องนี้อยู่แล้ว

“บ้าเอ๊ย!” โจวเยี่ยนสบถในใจ คนพวกนี้ไม่ต้องทำงานทำการกันหรือไง?

ไหนบอกว่าเป็นชั้นเรียนเล็กคุณภาพสิบแปดคน ไหงกลายเป็นชั้นเรียนใหญ่คนล้นทะลักห้าสิบกว่าคนไปได้?

ข่งกั๋วต้งยิ้มบอก “อาจารย์โจว ได้ยินว่านายจะมาเปิดคลาส วันนี้ใครไม่ได้เข้าเวรก็มากันหมด พวกศิษย์สำนักข่งก็มากันเกือบครบ ทุกคนอยากเรียนรู้วิชาและจิตวิญญาณแห่งการไม่หยุดพัฒนาจากนายน่ะ”

“ดีครับ คราวหน้าอาจารย์ลุงไม่ต้องทำเรื่องประหลาดใจแบบนี้ก็ได้ บอกผมตรง ๆ ก็พอ” โจวเยี่ยนพยักหน้า แอบสวมใส่ฉายา [แม่พิมพ์ของชาติ] เงียบ ๆ มองดูพ่อครัวเต็มห้อง จิตใจเขาก็สงบลงทันที เกิดความมั่นใจที่สามารถควบคุมทุกอย่างได้

เซี่ยเหยามองดูพ่อครัวที่อัดแน่นเต็มห้อง ก็แปลกใจเล็กน้อย แต่ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นความภาคภูมิใจ ที่แท้โจวเยี่ยนก็มีสถานะสูงส่งในวงการพ่อครัวขนาดนี้

ในบรรดาพ่อครัวที่นี่ เขาคงอายุน้อยที่สุดแล้วมั้ง?

“สหายเซี่ยเหยา เชิญนั่งทางนี้ครับ” ข่งกั๋วต้งผายมือเชิญเซี่ยเหยาไปนั่งที่เก้าอี้เสริมด้านข้าง นั่งแถวเดียวกับข่งชิ่งเฟิง หลี่เหลียงไฉ และผู้อาวุโสท่านอื่น ๆ

โจวเยี่ยนถอดแจ็กเก็ตแขวนไว้ที่ราวข้าง ๆ เผยให้เห็นชุดพ่อครัวด้านใน ก้าวขึ้นเวที วางกระเป๋าที่ติดตัวมาไว้บนโต๊ะข้างเตา ยิ้มทักทาย “สวัสดีเพื่อนร่วมอาชีพทุกท่าน ผมโจวเยี่ยน ศิษย์รุ่นที่สี่ของสำนักข่ง ได้รับเชิญจากปู่ข่งให้มาแบ่งปันความรู้ในคาบเรียนนี้ จะมาพูดถึงเทคนิคการทำหมูสองไฟผัดต้นกระเทียมและตับหมูผัดพริกครับ”

เสียงของเขากังวาน คนที่นั่งแถวหลังสุดก็ได้ยินชัดเจน

เหล่าพ่อครัวหนุ่มสาวในชั้นเรียนฝึกอบรมได้ยินดังนั้น ก็เริ่มฮือฮากันขึ้นมาทันที

“อายุน้อยแค่นี้มาเป็นอาจารย์สอนชั้นเรียนฝึกอบรมเนี่ยนะ? จะไหวเหรอ? ที่ร้านฉันอายุเท่านี้นี่ยังเป็นแค่เด็กฝึกงานอยู่เลยนะ”

“ถึงฐานฝึกอบรมเล่อหมิงจะก่อตั้งและสร้างชื่อโดยปู่ข่งแห่งสำนักข่ง แต่จะให้ศิษย์รุ่นที่สี่มาสอนเราเนี่ยนะ? ไม่มั่วไปหน่อยเหรอ?”

“นั่นสิ! ฝึกอบรมแค่สิบสี่วัน ทุกคาบมีค่าทั้งนั้น อาจารย์คนนี้มีฝีมือแค่ไหน ต้องชี้แจงกันหน่อยมั้ง?”

พ่อครัวหนุ่มสาวเหล่านี้ล้วนเป็นหัวกะทิที่คัดเลือกมาจากร้านอาหารต่าง ๆ ถือเป็นอัจฉริยะในเส้นทางสายอาชีพของตัวเอง ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นกว่าจะมาถึงจุดนี้

ช่วงที่ผ่านมาที่ฐานฝึกอบรมเล่อหมิง พวกเขาก็ได้เรียนรู้อะไรไปไม่น้อย การได้รับคำชี้แนะจากยอดพ่อครัวเจียโจวอย่างข่งชิ่งเฟิง ถือเป็นประโยชน์ติดตัวไปตลอดชีวิต

หัวหน้าพ่อครัวมากประสบการณ์จากร้านเล่อหมิง ก็ถ่ายทอดเทคนิคการปรุงอาหารและประสบการณ์การจัดการในครัวให้พวกเขามากมาย

แต่ไอ้หนุ่มที่ใส่ชุดพ่อครัวใหม่เอี่ยม กางเกงสแล็ค รองเท้าหนังมันวับ แถมยังควงสาวสวยมาด้วยคนนี้ จะมาสอนพวกเขาได้งั้นเหรอ?

คู่ควรเหรอ?

เสียงวิจารณ์ของเหล่าพ่อครัวหนุ่มสาว ดังขึ้นโดยไม่ได้เกรงใจ

เซี่ยเหยาเดิมทีกำลังอารมณ์ดี หยิบพู่กันขึ้นมาแล้ว แต่พอได้ยินคำพูดของพ่อครัวพวกนั้น คิ้วสวยก็ขมวดมุ่น กวาดสายตาเย็นชาไปมอง สายตาล็อกเป้าไปที่พ่อครัวอ้วนเตี้ยที่นั่งอยู่แถวหน้าทันที

พ่อครัวคนนี้พล่ามไม่หยุด ตั้งใจปลุกปั่นอารมณ์คนอื่น กลิ่นอิจฉาริษยาโชยหึ่งออกมาเลย

“อาจารย์โจวหล่อเกินไป ไม่ค่อยน่าเชื่อถือเลยแฮะ” ข่งลี่เหว่ยบ่นพึมพำ คิ้วขมวด

เจิ้งเฉียงยิ้มตาหยี “มีพวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอยู่เรื่อย อาจารย์โจวเปิดชั้นเรียนยังกล้าสงสัย เดี๋ยวรอดูอาจารย์โจวตบหน้าพวกมัน”

“วงการนี้ ถ้าไม่มีของจริงก็คุมคนไม่อยู่หรอก” เซี่ยวเหล่ยเอนหลังพิงเก้าอี้ ไม่ตื่นตระหนกเลยสักนิด ฉากแบบนี้เขาเห็นมาเยอะ ไม่แปลกอะไร รอดูว่าโจวเยี่ยนจะรับมือยังไงดีกว่า

พ่อครัวสำนักข่งจากร้านเล่อหมิง หลายคนเคยเห็นโจวเยี่ยนผัดตับหมูคราวก่อน สองวันนี้ยังได้ยินข่งลี่เหว่ยเล่าเรื่องที่โจวเยี่ยนเหมาทำอาหารสามอย่างในงานเลี้ยงรับรองนักธุรกิจต่างชาติ แสดงฝีมือจนตะลึงกันทั้งงาน เรื่องฝีมือจึงไม่มีใครกังขา

ข่งกั๋วต้งเพิ่งนั่งลง ได้ยินแล้วหน้าเครียด พ่อครัวรุ่นนี้เป็นอะไรกัน ใจร้อนจริง

โจวเยี่ยนมาสอนครั้งแรก ถ้าโดนพวกนี้ทำให้อับอายจนไปต่อไม่ถูก วันหลังจะเชิญเขามาอีกคงยากแล้ว

กำลังจะลุกขึ้นพูดสักสองสามประโยค โจวเยี่ยนก็เอามือยันโต๊ะเตาไฟ มองนักเรียนข้างล่างแล้วยิ้ม “ดูท่าหลายคนจะมีปัญหากับวิทยากรอย่างผมสินะครับ? คิดว่าผมอายุน้อย ไม่มีคุณสมบัติพอจะสอนพวกคุณใช่ไหม?”

พ่อครัวอ้วนที่พูดมากที่สุดเมื่อครู่ลุกขึ้นยืน มองโจวเยี่ยนแล้วพูดว่า “ดูท่า ‘คุณครู’ ท่านนี้ก็พอจะรู้ตัวนี่ครับ ผมซูไห่ พ่อครัวจากร้านซูจี้ เมืองเหมยซาน บรรพบุรุษสามรุ่นก่อนเป็นยอดพ่อครัวภัตตาคารตงพัว เริ่มเรียนทำอาหารตั้งแต่อายุสิบสอง ตอนนี้ก็สิบปีเต็มแล้ว

ตอนนี้ผมเป็นพ่อครัวมือหนึ่งของร้านซูจี้ อีกสองปีสอบใบอนุญาตพ่อครัวอาหารคาวระดับสามได้ ผมก็จะได้เป็นหัวหน้าพ่อครัวแล้ว

ขอถามหน่อย พ่อครัวโจวระดับพ่อครัวขั้นไหนครับ? มีผลงานอะไรบ้าง? เอาอะไรมาสอนพวกเราทำอาหารครับ?”

โจวเยี่ยนมองเจ้าอ้วนจอมอวดดีอย่างไม่ถือสา ยิ้มตาหยีตอบว่า “ถ้าคุณไม่ถาม ผมก็ไม่กล้าเอามาอวดหรอก แต่ในเมื่อคุณถามมาด้วยความจริงใจ ผมก็จะตอบให้อย่างตั้งใจ

ผมเชื่อว่าเพื่อนร่วมอาชีพในที่นี้ก็คงสงสัยเหมือนกัน ว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่เรียนทำอาหารมาแค่สองปีครึ่ง ยังไม่ได้สอบวัดระดับ แถมอายุน้อยกว่าพวกคุณอย่างผม มีดีอะไรมายืนสอนพวกคุณตรงนี้”

โจวเยี่ยนเปิดกระเป๋าผ้า หยิบนิตยสาร ‘การทำอาหารเสฉวน’ ฉบับใหม่เอี่ยม เล่มที่ 4 ปี 1984 ออกมา มองเหล่าพ่อครัวแล้วถามว่า “นิตยสารเล่มนี้ ผมคิดว่าเพื่อน ๆ พ่อครัวทุกคนน่าจะสั่งซื้อกันนะครับ?”

หลายคนพยักหน้า นิตยสาร ‘การทำอาหารเสฉวน’ เป็นนิตยสารเฉพาะทางด้านอาหารเสฉวน มีปรมาจารย์อาหารเสฉวนมาแบ่งปันเทคนิคมากมาย น่าศึกษาเรียนรู้มาก

และใครที่ได้ลงนิตยสาร ‘การทำอาหารเสฉวน’ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของคนเป็นพ่อครัว แสดงถึงการได้รับการยอมรับ

โจวเยี่ยนหยิบนิตยสารออกมา พวกศิษย์สำนักข่งที่นั่งอยู่ข้างหลังเริ่มกลั้นขำไม่อยู่แล้ว

“โอ้โฮ! เปิดไพ่ตายมาตบหน้ากันแบบนี้เลยเหรอ?” ข่งลี่เหว่ยกระซิบ “ของแรงฉิบเป๋ง!”

“นี่แหละที่เขาเรียกว่าของจริง” เจิ้งเฉียงถอนหายใจชื่นชม

ข่งกั๋วต้งที่ก้นลอยจากเก้าอี้ไปแล้ว ทิ้งตัวกลับลงไปนั่งใหม่

“คุณถือนิตยสารมาทำไม? หรือว่าคุณได้ลงนิตยสารงั้นสิ?” ซูไห่เบ้ปาก

โจวเยี่ยนยิ้ม ชี้ไปที่ปกนิตยสาร “พ่อครัวซูตาถึงจริง ๆ เห็นเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวบนปกนี่ไหม? บังเอิญจัง นี่ฝีมือผมเอง”

ห้องเรียนเงียบกริบ พ่อครัวหนุ่มสาวจ้องนิตยสารในมือโจวเยี่ยน ตาถลนแทบหลุดจากเบ้า

ซูไห่ได้ยินก็หน้าถอดสี ทั้งตกใจทั้งไม่อยากเชื่อ “ปะ... เป็นไปได้ไง?”

โจวเยี่ยนเปิดหาหน้าสัมภาษณ์พิเศษอย่างคล่องแคล่ว แล้วหันให้ทุกคนดู “บทสัมภาษณ์พิเศษ โจวเยี่ยน พ่อครัวหนุ่มแห่งตำบลซูจี เมืองเจียโจว ผู้ประสบความสำเร็จในการแกะสูตรเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวร้อยปี รองบรรณาธิการนิตยสารมาสัมภาษณ์เองกับมือ รูปนี้ถ่ายที่หน้าร้านผมครับ”

หลักฐานคาตา ทั้งตัวหนังสือทั้งรูปถ่าย

คราวนี้ดิ้นไม่หลุดของจริง

สายตาที่ทุกคนมองโจวเยี่ยนเปลี่ยนไปทันที

ได้ลงบทสัมภาษณ์พิเศษในนิตยสาร ‘การทำอาหารเสฉวน’ แถมอาหารที่ทำยังได้ขึ้นปก นี่มันโคตรจะน่าเชื่อถือเลย

อย่าว่าแต่พวกเขาเลย ต่อให้อาจารย์ของพวกเขา ความฝันสูงสุดก็คือการได้ลงนิตยสาร ‘การทำอาหารเสฉวน’ สักครั้ง เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล

โจวเยี่ยนอายุแค่ยี่สิบ ก็ทำสำเร็จแล้ว น่าอิจฉาและน่านับถือจริง ๆ

ซูไห่เสียหน้าอย่างแรง โวยวายเสียงสั่น “ก็แค่ซุปเนื้อถ้วยเดียว! สูตรประจำตระกูล มีอะไรน่าตื่นเต้น”

“พูดถูกครับ งั้นเรามาดูรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์เจียโจวฉบับนี้กันต่อ” โจวเยี่ยนวางนิตยสารลง หยิบหนังสือพิมพ์ออกมาอีกแผ่น “พาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง เรื่องผมกับอาจารย์ช่วยคุณเฉียนซือหย่วนตามหารากเหง้าไม่สำคัญครับ เดี๋ยวผมอ่านท่อนนี้ให้ฟัง: ปรมาจารย์ข่งไหวเฟิงสะเทือนใจที่เห็นบิดาของหลัวฮั่นเสียชีวิตกะทันหัน ทำให้วิชาประจำตระกูลหลัวสูญหาย จึงตัดสินใจละทิ้งธรรมเนียมหวงวิชาประจำตระกูล เปิดชั้นเรียน ถ่ายทอดวิชาสำนักข่งให้รุ่งเรือง จนเกิดเป็นฐานฝึกอบรมเล่อหมิง

และในงานเลี้ยงขอบคุณที่เฉียนซือหย่วนตามหาญาติเจอ โจวเยี่ยนได้แกะสูตร ‘ไก่หิมะ’ เมนูเด็ดของบิดาหลัวฮั่นออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ สร้างความตะลึงไปทั้งงาน จนหลัวฮั่นหลั่งน้ำตาออกมา ราวกับเสียงสะท้อนข้ามกาลเวลา ปิดฉากเรื่องราวการสืบทอดนี้อย่างสมบูรณ์แบบ”

“ไก่หิมะ น่าจะเคยได้ยินกันนะครับ?”

“แล้วก็เรื่องที่ผมเหมาทำอาหารสามอย่างในงานเลี้ยงรับรองนักธุรกิจต่างชาติที่เจียโจวเมื่อวันก่อน จนได้รับคำชมเป็นเอกฉันท์ แถมเถ้าแก่ฮ่องกงยังนัดพบส่วนตัวอีก คงไม่ต้องพูดถึงแล้วมั้งครับ?”

“แน่นอน ถ้าไม่เชื่อ ก็สามารถไปหาข่าวดูได้”

น้ำเสียงของโจวเยี่ยนราบเรียบ ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้ม

แต่ในสายตาของซูไห่ มันคือการเย้ยหยันขั้นสุด

เขาหน้าแดงก่ำ ทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดสภาพ

โจวเยี่ยนมองซูไห่แล้วยิ้มตาหยี “พ่อครัวซูครับ บ้านคุณเป็นพ่อครัวภัตตาคารตงพัวมาสามรุ่น แสดงว่าฝีมือประจำตระกูลต้องไม่ธรรมดา แล้วทำไมมาถึงรุ่นคุณถึงลดตัวไปอยู่ร้านซูจี้ล่ะครับ? ไม่ชอบภัตตาคารตงพัวเหรอครับ?”

คนอย่างเขาใจคอคับแคบ มีแค้นต้องชำระกันเดี๋ยวนั้น

จบบทที่ บทที่ 435 มีแค้นต้องชำระกันเดี๋ยวนั้น

คัดลอกลิงก์แล้ว