- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 425 สี่หมื่นที่เปลี่ยนจังหวะชีวิต
บทที่ 425 สี่หมื่นที่เปลี่ยนจังหวะชีวิต
บทที่ 425 สี่หมื่นที่เปลี่ยนจังหวะชีวิต
โจวเยี่ยนเดินขึ้นชั้นบน ล้วงทะเบียนบ้านและสมุดบัญชีออกมาจากกระเป๋า
น้าจ้าวเดินตามขึ้นมา รับสมุดบัญชีไปดูอย่างตั้งใจครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยความกังวลว่า “เงินสี่หมื่นเปลี่ยนมาเป็นกระดาษแผ่นเดียวแบบนี้ จะเชื่อถือได้เหรอ?”
“แม่วางใจเถอะครับ ธนาคารที่ถูกต้องตามกฎหมายเชื่อถือได้อยู่แล้ว ต่อไปถึงจะหาได้สี่แสน สี่ล้าน ฝากเข้าธนาคารก็เป็นแค่กระดาษแผ่นเดียว หรือไม่ก็บัตรใบเดียวเหมือนกัน” โจวเยี่ยนยิ้มปลอบ “เก็บสมุดบัญชีนี้ไว้ให้ดี เงินก็ไม่หายไปไหนหรอก ถึงสมุดบัญชีหาย เอาทะเบียนบ้านไปแจ้งอายัดแล้วทำใหม่ก็ได้ สะดวกแล้วก็ปลอดภัยด้วย”
“อย่างนั้นเหรอ งั้นวันหลังแม่ไปเปิดบัญชีทำสมุดฝากบ้างดีกว่า” น้าจ้าวทำท่าครุ่นคิด ตอนนี้เธอกับเหล่าโจวเงินเดือนค่อนข้างสูง โจวเยี่ยนก็เอาเงินมาคืนให้ก่อนหน้านี้ เก็บเงินได้พันกว่าหยวนแล้ว ซ่อนไว้ในบ้านก็ใช่ว่าจะปลอดภัยมั่นคงนัก
“เมื่อวันก่อนพ่อบอกว่าจะทำช่องลับไม่ใช่เหรอครับ? เขาเริ่มทำรึยัง?” โจวเยี่ยนถามด้วยความอยากรู้
น้าจ้าวพยักหน้า “สองวันนี้ที่ขนอิฐขึ้นไปข้างบนนั่นแหละ เขาเริ่มทำแล้ว ต่อไปเวลาที่ร้านไม่มีคน ก็เอากระเป๋าของลูกมาเก็บไว้ จะได้ไม่โดนขโมย ใกล้ตรุษจีนแล้ว พวกหัวขโมยยิ่งชุกชุมอยู่”
“ได้ครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า สหายเหล่าโจวชอบประดิดประดอยอยู่แล้ว ยินดีเสียเวลาทำเรื่องพวกนี้
ก็ดีเหมือนกัน บ้านหลังหนึ่งต้องมีคนคอยซ่อมแซมปะชุน บทบาทของคนเป็นพ่อ ดูเหมือนจะเป็นแบบนี้กันหมด
ที่โจวเยี่ยนสงสัยก็คือ สหายเหล่าโจวจะสร้างที่ซ่อนเงินเม้มของตัวเองไว้ด้วยรึเปล่า
ห้องโถงรับแขกยังว่างเปล่า มีแค่เตียงไม้กระดานแบบง่าย ๆ วางอยู่มุมห้อง ยังไม่ได้ซื้อข้าวของอะไรมาเพิ่ม
“สมุดบัญชีลูกเก็บไว้ ทะเบียนบ้านแม่จะเก็บเอง จะใช้เมื่อไหร่ค่อยมาขอ” น้าจ้าวหยิบทะเบียนบ้านไป แล้วยื่นสมุดบัญชีให้โจวเยี่ยน ก่อนจะลดเสียงลงกำชับว่า “เรื่องนี้ฟังย่าเขานะ อย่าเพิ่งไปบอกใคร รอปีหน้าเปิดภัตตาคาร หาเงินได้สี่หมื่นแล้ว ค่อยเอาเงินนี้ไปคืนย่า”
“ได้ครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า
สี่หมื่นนี้ถือเป็นลาภลอยก้อนหนึ่ง
คำโบราณว่าไว้ คนไม่มีลาภลอยก็ไม่รวย ม้าไม่กินหญ้ากลางคืนก็ไม่อ้วนพี
โอกาสที่ได้รู้จักกับจวงหวาอวี่ก็นับว่าเขาไขว่คว้ามาด้วยตัวเอง
แต่เรื่องป้องกันขโมยต้องระวังจริง ๆ ได้ยินคนงานเมื่อเช้าคุยกันว่า เมื่อคืนโรงงานทอผ้าโดนขโมยขึ้นอีกแล้ว ถูกขโมยอะไหล่เครื่องจักรไปสองชิ้น
ฝ่ายรักษาความปลอดภัยเข้าเวรทุกคืน ร่วมมือกับสถานีตำรวจสืบคดี แต่ก็ยังโดนลูบคมถึงในบ้าน
ของไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรนัก แต่เจตนาท้าทายชัดเจน เหมือนจงใจหยามหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย
หลัวเว่ยตงไม่ได้กลับบ้านไปนอนมาครึ่งเดือนแล้ว เมื่อเช้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยกินซาลาเปาเพิ่มกันคนละลูก ดูออกเลยว่าโมโหกันน่าดู
โจวเยี่ยนเดาว่า ไอ้หัวขโมยคนนี้ถ้าไม่ใจกล้าบ้าบิ่น ก็คงจะเป็นพวกโรคจิต
ขโมยเล็กขโมยน้อยไม่ทำ แต่อยากเห็นฝ่ายรักษาความปลอดภัยโดนปั่นหัวจนวุ่นวาย
ปกติขโมยแบบนี้มักจะมีฝีมือ ร้านอาหารของโจวเยี่ยนขายดีขนาดนี้ ใครดูก็รู้ว่ากำไรดี ไม่แน่ว่าวันไหนอาจจะตกเป็นเป้าสายตาเข้า
ถ้าเป็นขโมยในพื้นที่ก็ยังพอว่า อาจจะเคยได้ยินกิตติศัพท์ตระกูลโจว รู้ว่าพ่อเขาเป็นมือเชือดวัวเลื่องชื่อในละแวกนี้ แม่เขาเป็นราชินีปืนโหด คงไม่กล้าแหยม
กลัวก็แต่พวกมาจากต่างถิ่น ฉกแล้วหนี ไม่สนกฎเกณฑ์ยุทธภพ
ใกล้ตรุษจีนแล้ว พวกหัวขโมยก็คงอยากหาเงินกลับไปฉลองปีใหม่เหมือนกัน
แน่นอนว่า อยู่ใกล้ป้อมยามฝ่ายรักษาความปลอดภัย ก็ยังพออุ่นใจได้บ้าง
ต่อให้หัวขโมยฝีมือดีแค่ไหน ก็คงไม่เร็วกว่าลูกปืนหรอกจริงไหม
โจวเยี่ยนเปลี่ยนเสื้อผ้าลงมา เห็นโจวโม่โม่กำลังจ้องถังหูลู่ลูกสุดท้ายบนไม้ตาละห้อย มุมปากมีคราบน้ำตาลใส ๆ ติดอยู่ เธอแลบลิ้นเล็ก ๆ ออกมาเลียจนเกลี้ยง
“ลูกสุดท้ายแล้ว ทำไมไม่กินล่ะ? เก็บไว้ให้พี่เหรอ?” โจวเยี่ยนยิ้มเดินเข้าไปหา อ้าปากก้มตัวทำท่าจะกิน
“อ๊ะ! เกอเกอกินไปลูกนึงแล้วนะ!” โจวโม่โม่รีบขยับถังหูลู่หนี หลบปากกว้าง ๆ ของโจวเยี่ยน ทำปากยื่นบอกว่า “นี่หนูเก็บไว้ให้พี่เหยาเหยา! ห้ามแย่งนะ!”
“แหม ๆ หนูดีกับพี่เหยาเหยาจังเลยนะ” โจวเยี่ยนหัวเราะ
โจวโม่โม่ผงกหัวน้อย ๆ “แน่นอน! พี่เหยาเหยาดีกับหนูจะตาย~~”
“พี่เก็บไว้ให้พี่เหยาเหยาไม้นึงแล้ว หนูกินเถอะ จ้องจนน้ำลายจะไหลอยู่แล้วเนี่ย” โจวเยี่ยนลูบหัวเจ้าตัวเล็กอย่างเอ็นดู
“จริงเหรอ?” โจวโม่โม่ทำหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“ดูสิ นี่อะไร?” โจวเยี่ยนเดินไปที่เคาน์เตอร์ หยิบถังหูลู่ไม้ที่เก็บไว้ขึ้นมา
“อา! มีจริง ๆ ด้วย!” โจวโม่โม่ตาลุกวาว แล้วงับถังหูลู่ลูกที่จ้องมานานเข้าปากทันทีโดยไม่ลังเล กัดลูกเคลือบน้ำตาลเข้าปาก อมไว้แล้วยิ้มให้โจวเยี่ยน “เกอเกอ! หนูงับแล้ว เป็นของหนูแล้วนะ~”
“พี่ไม่ถือหรอก” โจวเยี่ยนยิงฟันยิ้ม “ขอพี่กินคำนึงสิ”
“มาสิ ๆ ~ หนูเองก็ไม่รังเกียจเกอเกอหรอก” โจวโม่โม่ยื่นถังหูลู่ให้โจวเยี่ยนจริง ๆ แต่กำชับอย่างจริงจังว่า “คำเดียวนะ! เอาคำเล็ก ๆ นะ”
“ช่างเถอะ พี่ไม่กินหรอก หนูกินเถอะ” โจวเยี่ยนยิ้มลูบหัวเธอ แล้วหันหลังเดินเข้าครัว ต้องเตรียมของสำหรับเปิดร้านตอนเย็นแล้ว
เดิมทีสองวันนี้กะว่าจะจัดการห้องแถวข้าง ๆ สักหน่อย แต่จวงหวาอวี่มาทำให้แผนรวนไปหมด ต้องรอพรุ่งนี้ค่อยไปถามพี่เจี๋ยเรื่องโต๊ะ แล้วค่อยตามช่างจางมาช่วยเจาะประตูสองบาน เชื่อมห้องแถวสองห้องเข้าด้วยกัน
ไฟฟ้าก็ต้องเดินใหม่ แสงสว่างมีผลต่อหน้าตาอาหารอย่างมาก เรื่องนี้สำคัญทีเดียว เลยต้องหาช่างไฟด้วย
ได้เงินสี่หมื่นมา โจวเยี่ยนก็สภาพคล่องดีขึ้นทันตาเห็น
รอพี่เมิ่งวาดแบบแปลนเสร็จ เขาก็เริ่มเตรียมการสร้างบ้านได้เลย พอผ่านปีใหม่ปุ๊บ ก็ลงมือทันที
สองโครงการนี้ไม่เล็กเลย ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า รื้อสร้างใหม่น่าจะต้องวิ่งเต้นเรื่องใบอนุญาตด้วย งานคงไม่น้อย
แต่ตอนนี้เขาในเจียโจวก็ใช่ว่าจะไม่มีเส้นสายเลย ทางหลินชิงอย่างน้อยก็คุ้นหน้าคุ้นตา ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ไปหาหวงเสี่ยวจี ร้านอาหารเฟยเยี่ยนยังไงก็เป็นร้านเก่าแก่อายุร้อยปี เส้นสายกว้างขวางอยู่แล้ว
หลายครั้ง การหาเส้นสายหน่อย ก็ช่วยลดความยุ่งยากไปได้เยอะ
พอเสียงกริ่งเลิกงานดังขึ้น เซี่ยเหยาก็เป็นลูกค้าสามคนแรกที่เดินเข้าร้านเหมือนเคย
ที่วิ่งออกกำลังกายทุกเย็นนี่ไม่เสียเปล่าจริง ๆ เรื่องกินข้าวนี่ยืนหนึ่ง
โจวเยี่ยนยังไม่ทันพูดอะไร โจวโม่โม่ก็วิ่งไปหลังเคาน์เตอร์หยิบถังหูลู่ไม้นั้น แล้ววิ่งเหยาะ ๆ ไปหาเซี่ยเหยา “พี่เหยาเหยา! ถังหูลู่! เกอเกอซื้อถังหูลู่มาฝากพี่!”
“จริงเหรอ?” เซี่ยเหยาตาลุกวาว ยื่นมือรับมา แกะกระดาษไขที่ห่ออยู่ออก ข้างในเป็นพุทราเคลือบน้ำตาลใสแวววาวหกลูก เหมือนโคมไฟดวงเล็ก ๆ พวงหนึ่ง ทั้งใหญ่ทั้งกลม
“ว้าว~ ใหญ่กว่าถังหูลู่คราวที่แล้วอีกนะเนี่ย” เซี่ยเหยากัดไปคำหนึ่ง น้ำตาลเคลือบพุทราเคี้ยวกรุบกรับ เงยหน้ายิ้มให้โจวเยี่ยน “เปรี้ยว ๆ หวาน ๆ อร่อยจัง! ขอบคุณนะคะ~~”
“ไม่เป็นไรครับ” โจวเยี่ยนยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของเธอหวานกว่าถังหูลู่ซะอีก
“ฉันขอจองโต๊ะตัวนึงนะ วันนี้น้ากลับมาแล้ว รับจิ่งสิงกับปิ่งเหวินแล้วกำลังจะมา” เซี่ยเหยานั่งลงที่โต๊ะหน้าประตูครัว จองที่ไว้ก่อน
“ดูคุณอารมณ์ดีจัง มีเรื่องอะไรดี ๆ เหรอครับ?” โจวเยี่ยนมองเธอ
“วันนี้ตอนประชุม หัวหน้าชมฉันต่อหน้าทุกคนเลย” เซี่ยเหยายกมือขวาป้องปาก กระซิบเสียงเบา ตายิ้มเป็นสระอิ เก็บความภาคภูมิใจไว้ไม่อยู่
“เก่งมากครับ” โจวเยี่ยนยิ้มตาม
“เถ้าแก่ ขอหมูสองไฟที่นึง! หมูเส้นกลิ่นปลาที่นึง...” ลูกค้าเริ่มสั่งอาหาร โจวเยี่ยนจดเมนูอย่างรวดเร็ว แล้วหันหลังกลับเข้าครัวไปทำงานต่อ
“โม่โม่ กินมั้ยจ๊ะ?” เซี่ยเหยากินถังหูลู่ไปลูกหนึ่ง แล้วยื่นให้โจวโม่โม่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
เจ้าตัวเล็กกลืนน้ำลาย แต่ก็ยังส่ายหน้า “พี่เหยาเหยากินเถอะค่ะ หนูไม่กินแล้ว หนูกินไปไม้นึงแล้ว เกอเกอบอกว่าห้ามกินเยอะ”
“หนูเป็นเด็กดีจัง บอกไม่กินก็ไม่กิน” เซี่ยเหยาลูบหัวเธอด้วยรอยยิ้ม
ไม่นาน หลินจื้อเฉียงกับเมิ่งอันเหอ แล้วก็หลินปิ่งเหวินกับหลินจิ่งสิงก็มาถึง
“น้าคะ ทางนี้ค่ะ” เซี่ยเหยากวักมือเรียก
“พี่เหยาเหยา! น้องโม่โม่~” เด็กน้อยสองคนวิ่งเข้ามาก่อน ทักทายเสร็จ สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ถังหูลู่ในมือเซี่ยเหยา กลืนน้ำลายพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“อยากกินเหรอ?” เซี่ยเหยายิ้มให้ทั้งคู่
“อยากครับ!” ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน
“ไปซื้อถังหูลู่มาจากไหนเนี่ย?” เมิ่งอันเหอเดินมานั่งลง มองถังหูลู่ที่เหลือครึ่งไม้ในมือเซี่ยเหยาแล้วถามยิ้ม ๆ
“โจวเยี่ยนไปในเมืองซื้อมาฝากค่ะ” เซี่ยเหยายิ้มตอบ ส่งถังหูลู่ให้เมิ่งอันเหอ “น้าคะ ชิมลูกนึงสิคะ เปรี้ยว ๆ หวาน ๆ อร่อยมากเลย เรียกน้ำย่อยดี ที่เหลือสองลูกค่อยให้สองแสบ”
“โจวเยี่ยนนี่ดีกับเธอจริง ๆ พุทรานี่ดูสดเชียว ลูกใหญ่ด้วย” เมิ่งอันเหอยื่นมือรับไป กัดคำหนึ่ง แล้วพยักหน้า “อืม อร่อยจริง! เปรี้ยวนิด ๆ หวานกำลังดี น้ำตาลเคลือบก็กรอบ ไม่ติดฟัน ใช้ได้เลย โจวเยี่ยนนี่ตาถึงนะ”
เซี่ยเหยาหลุบตาลงอมยิ้ม
“น้าของหลานเมื่อก่อนชอบกินถังหูลู่มาก แต่พอฟันผุไปซี่นึง ก็เลยเพลา ๆ ลง” หลินจื้อเฉียงยิ้มบอก
“ถังหูลู่เปรี้ยวหวานใครบ้างจะไม่ชอบ รสชาติที่มีแค่หน้าหนาวถึงจะได้กิน” เมิ่งอันเหอยื่นถังหูลู่สองลูกที่เหลือให้ลูกชายทั้งสอง มองโจวโม่โม่แล้วยิ้มตาหยี “โม่โม่ วันนี้มัดผมจุกคู่น่ารักจังเลยลูก”
“พี่เหยาเหยามัดให้หนูค่ะ!” โจวโม่โม่ส่ายหัวไปมาอย่างภูมิใจ มองเมิ่งอันเหอแล้วพูดว่า “คุณน้าคะ เสื้อคุณน้าวันนี้ก็สวยมากเลย ดอกไม้ดอกนั้นมีแสงวิบวับด้วย!”
“นี่เขาเอาเลื่อมเล็ก ๆ มาปักต่อกันจ้ะ หนูตาถึงนะเนี่ย” เมิ่งอันเหอก้มลงมองดอกไม้เลื่อมบนอกเสื้อโค้ทผ้าสักหลาด รอยยิ้มยิ่งสดใสขึ้น
พวกเด็ก ๆ กินถังหูลู่เสร็จ ก็วิ่งไปเล่นชิงช้าที่หน้าประตู
เมิ่งอันเหอมองเซี่ยเหยาแล้วพูดว่า “เหยาเหยา ฟังเหล่าหลินบอกว่า หลานคุยออเดอร์ใหญ่ให้โรงงานทอผ้าได้เหรอ? เก่งไม่เบาเลยนะ”
“คุณเหยาเขาสนใจซีรีส์ผ้าไหมเจียติ้งที่หนูทำน่ะค่ะ พอดูแบบร่างแล้วก็ตัดสินใจสั่งเลย หนูเองก็แปลกใจเหมือนกัน” เซี่ยเหยายิ้มน้อย ๆ “น้าคะ ที่เรียนวาดภาพพู่กันจีนมาตั้งแต่เด็ก ไม่เสียเปล่าจริง ๆ ค่ะ กลับได้เอามาใช้กับงานออกแบบซะงั้น”
“แน่นอนสิ มันเป็นแต้มต่อในการทำงานเลยนะ ทุกก้าวย่างที่เราเดินผ่านมาล้วนมีความหมาย เป็นการสั่งสมประสบการณ์ทั้งนั้น” เมิ่งอันเหอพยักหน้ายิ้ม มองเซี่ยเหยาด้วยสายตาชื่นชม
กินมื้อเย็นเสร็จ เซี่ยเหยาก็เดินกลับหอพักพร้อมกับพวกน้า
“อันเหอ ผมมีเรื่องจะปรึกษาหน่อย” พอกลับถึงบ้าน ลูกสองคนกลับเข้าห้องไปทำการบ้าน หลินจื้อเฉียงถูมือไปมา มองเมิ่งอันเหอด้วยท่าทีประหม่าเล็กน้อย
เมิ่งอันเหอยื่นมือไปปิดประตูห้องนอนเล็ก ดึงเสื้อหลินจื้อเฉียงไว้ มุมปากยกยิ้ม “ไปสิ เข้าห้องนอนไปค่อย ๆ ปรึกษากัน”
“ไม่ใช่... เดี๋ยวสิ... ผมจะคุยเรื่องงานการ”