- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 420 ฉันควรไปไหม?
บทที่ 420 ฉันควรไปไหม?
บทที่ 420 ฉันควรไปไหม?
กินดื่มจนอิ่มหนำสำราญ จวงหวาอวี่และเหยาลี่เฉิงก็ตามหลินจื้อเฉียงไปที่บ้าน เพื่อชื่นชมผลงานภาพวาดของพ่อตาเขา
จวงหวาอวี่ดูอยู่นานนับชั่วโมง ชอบอกชอบใจจนวางไม่ลง
น่าเสียดายที่หลินจื้อเฉียงตัดสินใจเองไม่ได้ ทำได้แค่ทิ้งราคาเสนอไว้ แล้วจำใจต้องกลับไป
ที่หน้าประตูบ้านพักพนักงาน จวงหวาอวี่จับมือหลินจื้อเฉียงกำชับแล้วกำชับอีก “พี่หลิน พี่สะใภ้กลับมาเมื่อไหร่ต้องรีบโทรหาผมทันทีนะ เบอร์โทรเกสต์เฮาส์พี่ก็รู้ ถ้าผมไม่อยู่ก็ฝากข้อความไว้ ให้คนมาตามผมได้เลย”
“ได้เลย เหล่าจวงวางใจได้ รอภรรยาผมกลับมา ผมจะรีบบอกเธอทันที จะขายไม่ขายยังไงผมจะให้คำตอบที่แน่นอนกับคุณ” หลินจื้อเฉียงพยักหน้ายิ้ม มองส่งรถของพวกเขาแล่นจากไป แล้วยื่นมือไปเกาะขอบประตูข้าง ๆ พยุงตัวเองให้ยืนมั่น
เถ้าแก่ฮ่องกงมือเติบจริง ๆ
ภาพวาดสามภาพ ขนาดเล็กที่สุดยังให้ราคาตั้งห้าหมื่น
ห้าหมื่นเชียวนะ!
เขาต้องทำงานตั้งยี่สิบปีถึงจะหาเงินได้เยอะขนาดนั้น!
ความคิดที่จะลาออกไปทำธุรกิจ พลันลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
ทุกวันนี้วงการเสื้อผ้าเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เจริญรุ่งเรือง เพื่อนร่วมงานเก่าของเขาที่ซูโจวหลายคน ลาออกไปเปิดโรงงานกันหมดแล้ว ทำกิจการรุ่งเรืองกันถ้วนหน้า
ตลาดตอนนี้ อุปสงค์มากกว่าอุปทาน ขอแค่ผลิตเสื้อผ้าออกมาได้ แบบทันสมัยหน่อย ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ได้
เมื่อก่อนที่กังวลคือไม่มีเงินทุนเริ่มต้น จะกู้ธนาคารก็กลัวรับความเสี่ยงไม่ไหว เพราะยังมีลูกชายอีกสองคนต้องเลี้ยงดู
รอพรุ่งนี้อันเหอกลับมา ลองถามความเห็นเธอดู ถ้าเธอยอมขายภาพสักใบ เรื่องนี้ก็สำเร็จไปครึ่งทางแล้ว
…
“เหล่าจวง เรื่องซื้อภาพวาดนี่นายใจป้ำกว่าซื้อสูตรเยอะเลยนะ เปิดราคาห้าหมื่นแปดหมื่นตาไม่กะพริบเลย” บนรถ เหยาลี่เฉิงหัวเราะร่า
“ผลงานของปรมาจารย์เมิ่งฮั่นเหวิน ราคามันก็อยู่ตรงนี้แหละ ภาพชุดนี้หัวข้อดีมาก เป็นภาพที่มอบให้ลูกสาว ในตลาดหาดูยากมาก ภาพยุคทศวรรษที่เจ็ดสิบของท่านคุ้มค่ากับราคานี้แน่นอน” จวงหวาอวี่เก็บอาการดีใจไว้ไม่อยู่ “เหล่าหลินก็เป็นคนดี ไม่แน่เดือนหน้าฉันอาจจะได้ไปเยี่ยมท่านปรมาจารย์กับเขาด้วย จะให้กดราคามั่วซั่วฉันทำไม่ลงหรอก”
“เหล่าหลินคนนี้ดีจริง เป็นคนทำงานจริงจัง เคยไปเรียนต่อนอก รู้เทคนิค มีวิสัยทัศน์” เหยาลี่เฉิงพยักหน้าเห็นด้วย แล้วพูดต่อว่า “ฉันกะว่าจะอยู่เจียโจวต่ออีกสักอาทิตย์ ลองศึกษาอุตสาหกรรมไหมของเจียโจวให้ลึกซึ้งอีกหน่อย ถ้านโยบายเอื้ออำนวย ฉันอาจจะตั้งโรงงานที่นี่สักแห่ง รับผิดชอบเรื่องแปรรูปวัตถุดิบไหมเบื้องต้นกับการพิมพ์ย้อม”
“กะทันหันขนาดนี้เลย?” จวงหวาอวี่แปลกใจ แล้วก็ร้องอ๋อ “มิน่าล่ะวันนี้หลังเซ็นสัญญานายถึงไปดูสายการผลิตอีกรอบ แถมยังถามข้อมูลอุตสาหกรรมไหมของเจียโจวจากหลินจื้อเฉียงตั้งเยอะ”
เหยาลี่เฉิงพูดเนิบ ๆ “แผ่นดินใหญ่พัฒนาเร็วมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ สินค้าของลี่เฉิงกรุ๊ป โรงงานที่ฮ่องกงตอนนี้ทำแค่สองซีรีส์ระดับท็อปเท่านั้น ไม่ใช่เพราะโรงงานที่หยางเฉิงผลิตไม่ได้ แต่เพื่อตอบสนองความรู้สึกเหนือกว่าของคนบางกลุ่มที่มีต่อฮ่องกง
กำลังการผลิตกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเครือบริษัทเรา ตอนนี้ย้ายไปที่โรงงานหยางเฉิงหมดแล้ว คนงานในแผ่นดินใหญ่ค่าแรงถูก อดทน สู้งาน เวลาเร่งงานขอแค่จ่ายโอทีให้พอ ก็ทำงานให้เสร็จได้ทั้งคุณภาพและปริมาณโดยไม่บ่นสักคำ ทั้งหมดนี้คือข้อได้เปรียบ การย้ายฐานการผลิตเป็นกระแสที่ไม่อาจต้านทานได้
จริง ๆ แล้วตั้งแต่ปีก่อน ฉันตระเวนดูสถานที่ตั้งโรงงานต้นน้ำผลิตภัณฑ์ไหมมาตลอด เพื่อให้กระบวนการผลิตครบวงจร ตอนแรกเล็งเมืองกั่วเฉิงไว้ แต่มาซูจีวันนี้ ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ตัดสินใจจะตั้งโรงงานที่เจียโจว”
“คงไม่ใช่เพราะอาหารสองมื้อของโจวเยี่ยนหรอกนะ?” จวงหวาอวี่ทำหน้าแปลก ๆ
เหยาลี่เฉิงส่ายหน้า “เพราะหลินจื้อเฉียงต่างหาก”
“นายอยากดึงตัวเขาเหรอ?”
“ใช่ ฉันต้องการผู้บริหารที่รู้เทคนิคและเข้าใจอุตสาหกรรมสิ่งทอในซูจีอย่างถ่องแท้มาดูแลโรงงานที่เจียโจว วันนี้ที่ฉันไปดูสายการผลิตโรงงานทอผ้า จริง ๆ แล้วไปดูความสามารถของหลินจื้อเฉียงนี่แหละ” เหยาลี่เฉิงยิ้มแล้วว่าต่อ “เขาเป็นคนเก่ง เครื่องจักรทุกเครื่องในโรงงานเขาอธิบายได้เป็นฉาก ๆ รู้กระบวนการผลิตทะลุปรุโปร่ง กระทั่งช่างซ่อมบำรุงในโรงงานเขาก็เป็นคนอบรมเอง จะบอกว่าโรงงานทอผ้าขาดผู้จัดการได้ แต่ขาดรองผู้จัดการอย่างเขาไม่ได้ก็ว่าได้”
จวงหวาอวี่พยักหน้า แล้วแย้งว่า “แต่เขาเป็นถึงรองผู้จัดการ ตำแหน่งทางราชการไม่ต่ำนะ นายจะดึงตัวเขา ค่าตัวคงไม่ถูก แล้วเขาก็อาจจะไม่ยอมด้วย”
“ใช่ ผู้จัดการโรงงานทอผ้าใกล้เกษียณแล้ว ด้วยผลงานของหลินจื้อเฉียงตลอดหลายปีมานี้ เขามีโอกาสสูงมากที่จะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการ” เหยาลี่เฉิงพยักหน้า “รอฉันยืนยันเรื่องลงทุนตั้งโรงงานแน่นอนแล้ว ค่อยนัดคุยกับเขาแบบเจาะลึกอีกที”
จวงหวาอวี่หัวเราะ “ถ้านายจะตั้งโรงงานที่เจียโจว งั้นเซี่ยเหยาก็มีตัวเลือกที่ทำงานแห่งที่สามเพิ่มมาน่ะสิ?”
“ถ้าเธอเข้ามาทำงาน คงต้องไปฝึกงานที่สำนักงานใหญ่สักพัก ให้รู้งานบริษัทก่อน แล้วค่อยดูว่าเธอเลือกทางไหน ก็มีความเป็นไปได้ที่จะส่งเธอมาประจำที่ซูจีนะ” เหยาลี่เฉิงหัวเราะบ้าง “บางที นี่อาจใช้เป็นเงื่อนไขในการเจรจากับเธอ แล้วให้เธอช่วยกล่อมหลินจื้อเฉียงอีกแรงก็ได้”
“ร้ายจริง ๆ นะ เหล่าเหยา”
…
“เซี่ยเหยา”
“โจวเยี่ยน”
“คุณพูดก่อนสิ”
ใต้หอพักหญิง ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน แล้วก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน
“คุณพูดก่อนเถอะ” โจวเยี่ยนผายมือ
“งั้นเราเดินไปคุยไปดีกว่า” เซี่ยเหยาเหลือบเห็นเพื่อนร่วมงานรอบ ๆ เริ่มชะลอฝีเท้าและหันมามอง นึกถึงคำพูดของหวังเวยเมื่อกลางวัน ก็รีบอยากจะหนีไปจากตรงนี้
“ได้ครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า ทั้งสองเดินเลียบไปตามริมเขื่อนแม่น้ำช้า ๆ
“รู้ไหม เถ้าแก่ฮ่องกงที่ไปกินข้าวร้านคุณวันนี้ พอเห็นซีรีส์ผ้าไหมเจียติ้งที่ฉันออกแบบ ก็สั่งออเดอร์ทันทีเลยนะ” น้ำเสียงเซี่ยเหยาตื่นเต้น รอยยิ้มแฝงความภาคภูมิใจเล็กน้อย
“จริงเหรอครับ?” โจวเยี่ยนชะงักฝีเท้า มองเธออย่างทึ่ง ๆ “คุณนี่เก่งจริง! เพิ่งมาได้แค่ครึ่งเดือน ก็เปิดบิลให้โรงงานทอผ้าได้แล้ว!”
เซี่ยเหยาเม้มปาก “ความจริงแล้ว หลัก ๆ เป็นเพราะสินค้าของโรงงานคุณภาพดีน่ะ”
“ไม่หรอก ถ้าไม่มีถุงเครื่องหอมที่คุณทำ มื้อเที่ยงกินเสร็จเขาก็คงกลับไปแล้ว คงไม่มีการไปดูงานโรงงานทอผ้าเป็นรอบที่สองหรอก” โจวเยี่ยนส่ายหน้า มองเธออย่างจริงจัง “ถ้าไม่มีผลงานซีรีส์ผ้าไหมเจียติ้งของคุณ คุณเหยาคงไม่สั่งออเดอร์หรอก เมื่อวานพวกเขาก็มาดูงานแล้ว แถมการต้อนรับยังหรูหรากว่าวันนี้อีก”
เซี่ยเหยามองเขา มุมปากยกยิ้ม
พูดจาเข้าหู ชอบจัง
รอจนเขาพูดจบ เซี่ยเหยาถึงพูดต่อว่า “นอกจากเซ็นสัญญาออเดอร์แล้ว คุณเหยายังชวนฉันเข้าทำงานเป็นการส่วนตัวด้วย ให้ฉันไปทำงานที่ลี่เฉิงกรุ๊ปหลังเรียนจบ เลือกได้ทั้งสายออกแบบเสื้อผ้าและออกแบบโฆษณา สถานที่ทำงานก็เลือกได้ว่าจะทำที่ฮ่องกงหรือหยางเฉิง”
“คราวนี้นอกจากได้ออเดอร์ ยังได้งานทำด้วยแฮะ” โจวเยี่ยนยิ้ม ถามด้วยความอยากรู้ “ลี่เฉิงกรุ๊ปนี่คุณรู้จักไหมครับ? บริษัทเป็นยังไงบ้าง?”
เซี่ยเหยาตอบว่า “ลี่เฉิงกรุ๊ปเป็นบริษัทแถวหน้าในวงการเสื้อผ้าฮ่องกง มีโรงงานที่หยางเฉิง ส่งออกไปขายถึงญี่ปุ่น เกาหลี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแบรนด์ดังหลายแบรนด์ อาจารย์เรายังเคยยกเคสลี่เฉิงกรุ๊ปมาสอนในชั้นเรียนเลย ในวงการสิ่งทอและเสื้อผ้าถือว่ามีอิทธิพลมาก”
“งั้นก็ดีเลยสิ เรียนจบได้เข้าบริษัทใหญ่ เป็นทางเลือกที่ดีนะครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า มองเธอแล้วถาม “แล้วคุณคิดยังไงล่ะ?”
“ฉันยังไม่ได้ตอบตกลงไปทันที งานแรกหลังเรียนจบ ฉันอยากคิดให้ดีก่อนค่อยตัดสินใจ” เซี่ยเหยาพูด “แต่ข้อเสนอที่เขาให้ก็ดีมากจริง ๆ เงินเดือนหนึ่งหมื่น ถ้าไปยื่นใบสมัครเอง คงยากที่จะได้เงินเดือนขนาดนี้”
“หนึ่งหมื่น? นั่นมันเงินเดือนที่จริงใจสุด ๆ เลยนะ” โจวเยี่ยนได้ยินก็แปลกใจ มองเซี่ยเหยา “แต่ด้วยฝีมือคุณ เงินเดือนเท่านี้ก็สมเหตุสมผลอยู่ ขนาดคุณจวงชวนผมไปเป็นพ่อครัวที่ฮ่องกง ยังให้เงินเดือนหมื่นนึงเลย”
“จริงเหรอ?” เซี่ยเหยาตาลุกวาว มองเขาด้วยความคาดหวัง “แล้ว...คุณจะไปไหม?”
โจวเยี่ยนส่ายหน้า “ผมปฏิเสธไปแล้ว ผมตัดสินใจจะเปิดร้านอาหารที่เจียโจวต่อ อุตส่าห์ซื้อบ้านได้แล้ว วางแผนไว้หมดแล้ว ไปฮ่องกงก็ไม่แน่ว่าจะไปได้ดีกว่านี้”
นั่นสินะ... เซี่ยเหยาแววตาหม่นลง แวบหนึ่งเมื่อกี้ เธอยังแอบหวังว่าทั้งสองคนจะได้กลับมาเจอกันที่ฮ่องกง ได้พยายามและสู้ไปด้วยกัน
“ก็ถูกของคุณ คุณเป็นพ่อครัวและเจ้าของร้านที่เก่งขนาดนี้ ไปเป็นลูกจ้างในครัวร้านคนอื่น เสียดายความสามารถแย่” เซี่ยเหยามองเขา แววตาฉายแววภูมิใจ แต่ไม่นานก็แฝงความสับสน “คุณว่า ฉันควรไปไหมคะ?”
โจวเยี่ยนหลุบตามองเธอ ใบหน้าประดับรอยยิ้ม พูดเสียงอ่อนโยน “คุณเลือกทางที่คุณคิดว่าถูกต้องเถอะ เรื่องอื่นไม่ต้องกังวลไป พวกเรายังหนุ่มยังสาวกันอยู่”
“ยังเด็กสินะ” เซี่ยเหยายิ้มตาม
นั่นสิ เธอเพิ่งจะยี่สิบเอ็ด เป็นวัยยี่สิบเอ็ดที่ควรเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ