- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 360 เพื่อนร่วมงาน?
บทที่ 360 เพื่อนร่วมงาน?
บทที่ 360 เพื่อนร่วมงาน?
“ได้ค่ะ” ซ่งหว่านชิงยิ้มรับ หันไปบอกน้าจ้าวว่า “คุณน้าคะ งั้นเราขอหูหมูพะโล้ที่หนึ่ง แล้วก็หมูสองไฟที่หนึ่งค่ะ แล้วก็ขอปลาไนผัดโหระพากับตับหมูผัดพริกด้วยค่ะ”
“ได้จ้ะ” น้าจ้าวยิ้มพยักหน้า “หมูสองไฟจะเอาแบบใส่ต้นกระเทียมหรือใส่ผักกาดดองดีจ๊ะ?”
“คุณอาคะ คุณอาอยากทานแบบไหนคะ?” ซ่งหว่านชิงหันไปถามโจวฮั่น
“ผักกาดดองสิ ผักกาดดองอร่อย!” โจวฮั่นตอบ ตาเป็นประกาย
“งั้นเอาหมูสองไฟใส่ผักกาดดองค่ะ ขอบคุณค่ะคุณน้า” ซ่งหว่านชิงสรุป
“ได้เลยจ้ะ” น้าจ้าวรับคำ เดินเข้าครัวไป ยิ้มหน้าบานกระซิบว่า “ครูซ่งนี่อยู่เป็นจริง ๆ ต่อไปบ้านนี้ฉันว่าเธอได้เป็นใหญ่แน่”
โจวเยี่ยนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง เขาเองก็เดาไว้แล้วเหมือนกัน
ครอบครัวซื่อ ๆ บ้านนี้ กำลังจะได้ต้อนรับผู้กุมอำนาจคนใหม่
“จะทำกับข้าวเพิ่มอีกสักหน่อยไหม เรามา...”
“ไม่ต้องหรอกแม่ เขาเพิ่งเจอกันครั้งแรก อย่าไปทำให้บรรยากาศมันกระอักกระอ่วนเลย” โจวเยี่ยนขัดน้าจ้าว
“แล้วจะเก็บเงินไหม?” น้าจ้าวถามอีก
“เก็บครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า คิดนิดนึงแล้วพูดต่อ “แถมผักพะโล้รวมมิตรกับไส้ใหญ่พะโล้ไปให้ ครูซ่งชอบกินผักพะโล้ ส่วนไส้ใหญ่พะโล้ให้ลุงสามชิมฝีมือผมหน่อย”
“ได้จ้ะ” น้าจ้าวยิ้มพยักหน้าเดินออกไป
โจวหมิงมองซ่งหว่านชิงแล้วถามว่า “ครูซ่งอยากลองชิมเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวไหมครับ ออกจากซูจีไปหากินไม่ได้นะ”
“ใช่เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวที่ขึ้นปกนิตยสารเล่มนี้ไหมคะ?” ซ่งหว่านชิงตาเป็นประกาย
“ใช่ครับ เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวฝีมือโจวเยี่ยน อร่อยที่สุดในซูจีเลยครับ” โจวหมิงพยักหน้า
“คุณพูดขนาดนี้ ฉันอยากลองเลยค่ะ” ซ่งหว่านชิงพยักหน้า
“อาสะใภ้สี่ครับ งั้นขอเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวอีกชามครับ” โจวหมิงบอกน้าจ้าว
“ได้เลยจ้ะ เดี๋ยวอาไปทำให้” น้าจ้าวรับคำ เดินไปที่หม้อใหญ่
แค่ไม่กี่อย่าง โจวเยี่ยนทำเสร็จเร็วมาก
เขาถือโอกาสทำข้าวพนักงานกินกันเองด้วยเลย
สุดท้ายเขายกปลาไนผัดโหระพาออกมาจากครัว เสิร์ฟให้โต๊ะนั้น
สหายเหล่าโจวก็ยกผักพะโล้รวมมิตรกับไส้ใหญ่พะโล้มาเสิร์ฟให้ด้วย
โจวหมิงทำหน้างง “อาสี่ครับ เราไม่ได้สั่ง...”
โจวเยี่ยนพูดแทรกขึ้นว่า “พี่หมิง ฉลองพี่ซื้อรถใหม่ ผมแถมให้สองจานครับ ครูซ่งชอบทานพะโล้เจ ส่วนไส้ใหญ่พะโล้ให้ลุงสามทานแกล้มเหล้ากำลังดี”
“ได้เลย ขอบใจนายมากนะ” โจวหมิงยิ้ม
“โจวเยี่ยน พะโล้เจคุณอร่อยมาก ฉันชอบสุด ๆ เลยค่ะ” ซ่งหว่านชิงก็ยิ้มชม
“งั้นเชิญทานตามสบายนะครับ พวกผมก็จะกินข้าวเหมือนกัน เดี๋ยวต้องเปิดร้านแล้ว” โจวเยี่ยนบอก แล้วหันหลังเดินไปที่โต๊ะข้าง ๆ
โจวฮั่นมองโจวเหมี่ยวแล้วชวนอย่างกระตือรือร้น “เจ้าสี่ นั่งดื่มด้วยกันสักแก้วสองแก้วสิ...”
“พี่สาม ไว้วันหลังเถอะ เดี๋ยวผมต้องขายพะโล้ต่อ” โจวเหมี่ยวเหลือบมองใต้โต๊ะ แล้วปฏิเสธทันควัน
“นั่นสิ เจ้าสี่เขาต้องทำงาน คุณอย่าไปกวนเวลาทำมาหากินเขาสิ” หม่าจินฮวาถลึงตาใส่สามี
“จ้ะ...” โจวฮั่นพยักหน้าหงอย ๆ
ซ่งหว่านชิงก้มลงซดน้ำซุป น้ำซุปเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวใสแจ๋ว แต่รสชาติกลับเข้มข้นกลมกล่อมจนน่าตกใจ ทำเอาเธอตาลุกวาว อุทานว่า “น้ำซุปนี่อร่อยมากเลยค่ะ! หวานหอมสุด ๆ!”
ตอนแรกเธอยังสงสัยว่าซุปเครื่องในวัวชามแค่นี้ ทำไมถึงได้ขึ้นปกนิตยสาร ‘การทำอาหารเสฉวน’ ได้
ซุปคำนี้ ไขข้อข้องใจเธอจนหมดสิ้น
ไม่มีกลิ่นคาวเลยสักนิด มีแต่ความหวานหอมถึงขีดสุด
ลบล้างความรู้และจินตนาการเกี่ยวกับซุปเครื่องในวัวที่เธอเคยมีไปจนหมดสิ้น
อร่อย!
“คุณลองชิมเนื้อกับเครื่องในดู จิ้มพริกแห้งนี่นะ” โจวหมิงเลื่อนจานน้ำจิ้มไปตรงหน้าเธอ
“ฉันขอลองหน่อยนะคะ” ซ่งหว่านชิงคีบผ้าขี้ริ้วชิ้นหนึ่ง จุ่มลงในพริกแห้ง แล้วส่งเข้าปาก
กรุบ! กรุบ ๆ!
ผ้าขี้ริ้วกรุบกรอบ เคลือบด้วยพริกป่นหอมเผ็ด เป็นการปะทะกันของความสดและความเผ็ดร้อนที่ลงตัวสุด ๆ
“ผ้าขี้ริ้วนี่ลวกได้กรอบมาก! พริกแห้งนี่ก็ปรุงได้หอมมาก! กินคู่กันแล้วสุดยอดไปเลยค่ะ!” ซ่งหว่านชิงชมเปาะ “สมกับเป็นอาหารที่ได้ขึ้นปกนิตยสารจริง ๆ อร่อยสมคำร่ำลือ!”
โจวเยี่ยนที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ มุมปากกระตุกยิ้มแก้มแทบปริ ครูซ่งนี่ช่างเอาใจเก่งจริง ๆ เล่นเอาพี่หมิงเคลิ้มจนตัวลอยแล้วมั้ง
“ครูซ่ง อร่อยก็ทานเยอะ ๆ นะจ๊ะ เดี๋ยวน้าลวกให้อีกชาม” น้าจ้าวยิ้มบอก
“พอแล้วค่ะคุณน้า กับข้าวเยอะแยะเลย วันหลังฉันจะพาเพื่อนมาทานนะคะ เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวฝีมือคุณน้าอร่อยมากค่ะ” ซ่งหว่านชิงตอบ
“จ้า~” น้าจ้าวลากเสียงยาว ฟังแล้วชื่นใจสุด ๆ สมกับเป็นคนมีการศึกษา พูดจาเหมือนหนูเซี่ยเหยาเปี๊ยบ
“คุณน้าคะ เดี๋ยวฉันตักน้ำซุปให้นะคะ ซดร้อน ๆ จะได้อุ่นสบายท้อง” ซ่งหว่านชิงหยิบชามหม่าจินฮวามาตักซุปให้
“ฉัน... ฉันตักเองก็ได้จ้ะ” หม่าจินฮวาทำตัวไม่ถูกนิดหน่อย แต่รอยยิ้มบนหน้าปิดไม่มิด
แม่สาวชาวเมืองคนนี้ใช้ได้จริง ๆ นอกจากสวยแล้ว กิริยามารยาทก็งดงาม วางตัวดี ถ้าได้ลูกสะใภ้แบบนี้ คงมีความสุขตายเลย
“โอ้โห ไส้ใหญ่นี่เด็ดจริง! ไม่แพ้ฝีมือแม่เลยนะเนี่ย” โจวฮั่นจิบเหล้าคำหนึ่ง แล้วร้องชม
“ผมขอลองหน่อย” โจวหมิงได้ยินก็คีบไส้ใหญ่ใส่ปาก เคี้ยวตุ้ย ๆ กลืนลงคอ แล้วพยักหน้าหงึก ๆ “อร่อยจริง! นุ่มหนึบ มันแต่ไม่เลี่ยน ไม่แพ้ฝีมือย่าจริง ๆ”
หม่าจินฮวามองสองพ่อลูกคู่นี้ กัดฟันกรอด
“จริงเหรอคะ? งั้นฉันขอลองบ้าง” ซ่งหว่านชิงวางชามซุปตรงหน้าหม่าจินฮวา แล้วใช้ตะเกียบคีบไส้ใหญ่เข้าปาก ตาเป็นประกาย “อืม! หอมจัง! ไม่มีกลิ่นสาบเลย มันแต่ไม่เลี่ยนจริง ๆ ด้วย ไส้ใหญ่พะโล้ร้อน ๆ นี่อร่อยสุดยอดเลยค่ะ!”
“ใช่ไหมล่ะ ฝีมือโจวเยี่ยนนี่เรียนมาจากย่าเขาเลยนะ เมื่อก่อนพวกเราจะได้กินก็ตอนตรุษจีนโน่น รอคอยหม้อพะโล้วันตรุษจีนกันใจจดใจจ่อ” โจวฮั่นหัวเราะตาม มองซ่งหว่านชิงแล้วชวน “ครูซ่ง ดื่มเหล้าหน่อยไหมครับ? กับแกล้มพะโล้นี่เข้ากับเหล้าดีนักแล”
“คุณอาคะ ฉันดื่มไม่เป็นค่ะ” ซ่งหว่านชิงรีบโบกมือปฏิเสธ ยิ้มบอกว่า “ไว้วันหลังให้คุณปู่ฉันมาดื่มเป็นเพื่อนคุณอานะคะ แกก็ชอบจิบสักเป๊กสองเป๊กเหมือนกัน”
“ได้เลย วันหลังผมจะดื่มกับท่านผู้เฒ่า” โจวฮั่นพยักหน้า ยิ้มแก้มปริ “ครูชิมหมูสองไฟใส่ผักกาดดองนี่สิครับ กินกับข้าวสวยร้อน ๆ สุดยอดมาก!”
“อื้ม อร่อย! ผักกาดดองหอมมาก ผมกินข้าวได้สามชามเลย!” โจวหมิงพยักหน้าเสริม “ให้ผมตักข้าวให้ไหมครับ?”
“จริงเหรอคะ? งั้นฉันขอข้าวสักชาม จะได้ลองชิมหมูสองไฟจานนี้” ซ่งหว่านชิงยื่นชามให้โจวหมิง ท่าทางอยากลองเต็มที่
หม่าจินฮวามองซ่งหว่านชิง อ่อนใจปนปลื้มใจ แม่หนูคนนี้ดีเกินไปจริง ๆ มาเจอสองพ่อลูกคู่นี้ ยังอุตส่าห์รับมุกได้ทุกเม็ด ไม่ปล่อยให้บรรยากาศอึดอัดเลยสักนิด
โต๊ะข้าง ๆ น้าจ้าวยิ้มแก้มแทบแตก มั่นใจว่าตรุษจีนปีนี้ได้กินเหล้ามงคลแน่
โจวเยี่ยนเกือบหลุดขำก๊าก เพิ่งรู้ว่าลุงสามก็มีมุมฮาเหมือนกันแฮะ
ความซื่อบื้อของพี่หมิง ที่แท้ก็ได้พ่อมาเต็ม ๆ นี่เอง
มื้อนี้กินกันอย่างออกรส อาหารโต๊ะนี้ได้รับคำชมจากทั้งสี่คนอย่างล้นหลาม
สมกับที่เป็นครูภาษาจีน ครูซ่งพูดจาฉะฉาน เอาใจเก่งจนโจวฮั่นกับหม่าจินฮวายิ้มแก้มปริ
สุดท้ายเหลือไส้ใหญ่กับหูหมูนิดหน่อย โจวฮั่นเลยห่อกลับบ้าน
ตอนเช็กบิล ที่ร้านก็เริ่มยุ่งแล้ว
“อาสะใภ้สี่ เท่าไหร่ครับ” โจวหมิงควักกระเป๋าตังค์
“คิดหกหยวน เลขมงคลจ้ะ” น้าจ้าวยิ้มบอก ยื่นปิ่นโตให้โจวหมิง “แล้วก็นี่ เอาพะโล้ไปฝากอาจารย์เธอด้วยสิ”
โจวหมิงตบหน้าผากฉาด ยื่นมือรับปิ่นโต “อาสี่รอบคอบจริง ๆ ครับ ค่าพะโล้เท่าไหร่ครับ”
“อันนี้อาให้ ไม่คิดเงินจ้ะ” น้าจ้าวส่ายหน้า กำชับว่า “ขี่รถดี ๆ ล่ะ ไปส่งครูซ่งให้ถึงบ้านก่อนฟ้ามืด ที่บ้านเขาจะได้ไม่เป็นห่วง”
“ครับ ขอบคุณครับอาสี่” โจวหมิงยื่นเงินหกหยวนให้ ไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจ
“คุณน้าคะ ฝากบอกโจวเยี่ยนด้วยนะคะว่ากับข้าววันนี้อร่อยมากค่ะ” ซ่งหว่านชิงยิ้มบอก
“จ้ะ เดี๋ยวน้าบอกให้ ครูซ่งวันหลังมาอีกนะจ๊ะ” น้าจ้าวบอก
“ค่า~” ซ่งหว่านชิงพยักหน้า โบกมือลาโจวโม่โม่ แล้วนั่งซ้อนท้ายจักรยานโจวหมิงออกไป
“เถี่ยอิง เธอว่าครูซ่งคนนี้เป็นไง? จะไปกันรอดไหม?” รอจนจักรยานลับสายตา หม่าจินฮวาถึงขยับไปถามจ้าวเถี่ยอิงเสียงเบา
“พี่สะใภ้สาม ถ้าได้ลูกสะใภ้แบบครูซ่ง พี่นอนยิ้มได้เลย! ยังจะมีอะไรให้ติอีก?” จ้าวเถี่ยอิงหัวเราะ
“ก็จริง ติดตรงเจ้าโจวหมิงนี่สิ หัวทึ่มชะมัด เมื่อไหร่จะรู้เรื่องรู้ราวกับเขาสักที” หม่าจินฮวายิ้มอย่างอ่อนใจ
“เถ้าแก่ สั่งอาหารหน่อย!” ลูกค้าตะโกนเรียก
“จ้า มาแล้วจ้า~” จ้าวเถี่ยอิงขานรับ แล้วหันไปบอกหม่าจินฮวาว่า “วางใจเถอะ เรื่องนี้ขอแค่ครูซ่งมีใจ ไม่หนีไปไหนหรอก”
“อืม งั้นเธอทำงานเถอะ ไม่กวนแล้ว ไว้ว่าง ๆ ค่อยมาคุยกันใหม่” หม่าจินฮวาพยักหน้า รีบเดินออกจากร้านไป
โจวฮั่นคร่อมจักรยานรออยู่แล้ว ถามด้วยความมึนเมานิด ๆ ว่า “คุยอะไรกับน้องสะใภ้น่ะ?”
“บอกว่าฉันอยากกินหมูสองไฟกับหูหมูพะโล้ไง” หม่าจินฮวาประชด
“โธ่ คุณนี่นะ...”
“ฉันทำไม?”
“ก็น่ารักดี...”
…
“ฉันว่าบรรยากาศบ้านคุณดีจังเลยค่ะ! รู้สึกว่าทุกคนน่ารัก แต่ก็มีระยะห่างที่พอดี ดูแลเอาใจใส่คุณด้วย ดูแล้วน่าจะอยู่ด้วยแล้วสบายใจ อบอุ่นมากเลยค่ะ” ซ่งหว่านชิงนั่งซ้อนท้าย จับเสื้อโจวหมิงไว้ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“เหรอครับ พวกเขาก็เป็นแบบนี้มาตลอด ผมคงชินแล้วมั้ง เลยไม่ค่อยรู้สึกอะไร” โจวหมิงตอบ
“อืม รู้สึกว่าทุกคนอยู่ด้วยกันแล้วผ่อนคลาย ดูรักใคร่กลมเกลียวกันมาก ฉันกับครอบครัวลุงใหญ่ไม่ค่อยไปมาหาสู่กันเท่าไหร่ ถึงจะเจอกันตอนตรุษจีน แต่ทุกคนก็เกรงใจกัน ดูห่างเหินนิดหน่อย” ซ่งหว่านชิงพยักหน้า ยิ้มบาง ๆ “ฉันอิจฉาความสัมพันธ์แบบพวกคุณนะ คุณกับโจวเยี่ยนเหมือนพี่น้องแท้ ๆ เลย นึกถึงกันตลอด แต่ฉันกับลูกพี่ลูกน้อง ปีนึงแทบไม่มีจดหมายหากันเลยสักฉบับ”
โจวหมิงมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “งั้นคุณต้องชอบคุณย่าผมแน่ ปู่ผมออกรบตลอด ต่อมาก็ไปเสียอยู่ที่เกาหลีใต้ พี่น้องห้าคนของพ่อผม ย่าเลี้ยงมาคนเดียว หาเมียให้ทุกคน
พี่น้องห้าคนแต่งงานแล้วก็แยกบ้าน แต่ความสัมพันธ์ยังดีมาก สะใภ้แต่ละคนไม่เคยทะเลาะกัน พวกผมพี่น้องเจ็ดคนก็เหมือนพี่น้องท้องเดียวกันเลย”
“จริงเหรอคะ คุณย่าเก่งจังเลย! มิน่าล่ะ ครอบครัวถึงได้อบอุ่นแบบนี้” ซ่งหว่านชิงตาเป็นประกาย “งั้นวันหลังคุณพาฉันไปไหว้คุณย่าบ้างนะคะ”
“ได้ครับ”
“ครูโจวคะ”
“ครับ?”
“คุณว่าตอนนี้เราเป็นอะไรกันคะ?”
“เพื่อนร่วมงาน?”
“ก็ได้ค่ะ...”