เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 350 ปากเสีย ไม่น่าพูดมากเลย!

บทที่ 350 ปากเสีย ไม่น่าพูดมากเลย!

บทที่ 350 ปากเสีย ไม่น่าพูดมากเลย!


จ้าวซูหลานพูดเสียงขรึมว่า “ปีหน้าโจวเยี่ยนอาจจะย้ายร้านมาที่เจียโจวก็ได้ ตอนนี้เขาได้ลงนิตยสารลงหนังสือพิมพ์แทบจะทุกสามวันเจ็ดวัน ถึงตอนนั้นชื่อเสียงต้องยิ่งโด่งดังขึ้นเรื่อย ๆ แน่

พวกเราต้องยอมรับความแตกต่าง พยายามรักษาจุดเด่นของเราไว้ พร้อมกับยกระดับเมนูอื่น ๆ ให้ได้มากที่สุด ต่อให้ทำไม่ได้ถึงขั้นเขา ก็ต้องพยายามเข้าใกล้ให้ได้มากที่สุด ถึงจะรั้งลูกค้าไว้ได้”

หลี่เหล่าซานยืนยืดตัวตรงขึ้น พยักหน้า “เถ้าแก่เนี้ยพูดถูกครับ ผมกลับไปแล้วจะตั้งใจศึกษาดู”

“เดี๋ยวโจวเยี่ยนมา ผมก็จะลองขอคำชี้แนะจากเขาสักหน่อย” หวงเฮ่อยิ้มพูด

“คำนี้คุณกล้าพูดออกมาได้ยังไง?” จ้าวซูหลานมองค้อนเขา

“จะมีอะไรเล่า เรามีความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดีต่อกันนี่นา” หวงเฮ่อโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ หยิบตะเกียบขึ้นมากินข้าวต่อ

หลี่เหล่าซานไปเรียกตัวหลัก ๆ ในครัวมา แจกตะเกียบคนละคู่ แล้วเริ่มศึกษาหมูสามชั้นนึ่งผักกาดดองจานนี้กันอย่างจริงจัง

“พระเจ้าช่วย ก็หมูสามชั้นนึ่งผักกาดดองเหมือนกันแท้ ๆ เขาทำรสชาตินี้ออกมาได้ยังไงเนี่ย?”

“ฉันกินดูแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรแปลกเลย เกลือ ซีอิ๊วดำหวาน ซีอิ๊วดำเค็ม ก็ทำออกมาอร่อยขนาดนี้ได้เลยเหรอ!”

“เหนือฟ้ายังมีฟ้า คำนี้ไม่เกินจริงเลย! ฉันนึกว่าหมูสามชั้นนึ่งผักกาดดองของอาจารย์กับอาจารย์ปู่เป็นที่หนึ่งในเจียโจวแล้วซะอีก”

เหล่าพ่อครัวกินเสร็จ ต่างก็ตื่นตะลึงราวกับเจอของวิเศษจากสวรรค์

ถ้าคุณไม่ได้เรียนทำอาหาร ก็คงจะรู้สึกแค่ว่าหมูสามชั้นนึ่งจานนี้รสชาติดี

แต่ถ้าคุณเรียนทำอาหาร คุณจะเข้าใจว่าหมูสามชั้นนึ่งที่ดูธรรมดาจานนี้ แฝงไปด้วยเคล็ดลับและความซับซ้อนที่ชวนให้ฉงนมากมายขนาดไหน

หลี่เหลียงไฉเป็นหัวหอก หลี่เหล่าซานเป็นหัวหน้าทีมวิจัย เหล่าพ่อครัวร้านเฟยเยี่ยนล้อมวงรอบโต๊ะ เริ่มวิเคราะห์หมูสามชั้นนึ่งผักกาดดองเสฉวนจานนี้อย่างละเอียด ตั้งแต่ทักษะมีด เครื่องปรุง และการใช้ไฟ

“ทำขนาดนี้เลยเหรอ?” หวงปิงยืนมองตาค้าง ทีแรกเขายังกลัวว่าพวกหลี่เหล่าซานจะไม่พอใจซะอีก

“อิงอิง ลูกยังมีความตื่นตัว รู้จักมองเห็นข้อแตกต่าง แล้วพยายามไล่ตาม” จ้าวซูหลานมองหวงอิง พูดด้วยความปลาบปลื้มใจ

หวงเฮ่อคลุกผักกาดดองกินข้าวจนหมดชาม ก็พูดด้วยความปลาบปลื้มเช่นกันว่า “นั่นสิ ต่อให้ทำไม่ได้ดีเท่าโจวเยี่ยน ขอแค่ได้สักแปดเก้าส่วน ร้านเฟยเยี่ยนของเราก็จะมีเมนูเด็ดเพิ่มขึ้นอีกจาน รับรองว่าดีกว่าร้านอื่นแน่นอน”

“เอ้า ให้ค่าขนมยี่สิบหยวนเป็นรางวัล” จ้าวซูหลานหยิบกระเป๋าตังค์ ดึงธนบัตรใบละสิบหยวนสองใบส่งให้เธอ

หวงอิงรับมาด้วยความดีใจ รีบพูดว่า “ขอบคุณค่ะแม่”

“แม่ครับ ผมด้วย...” หวงปิงถูมือเดินเข้ามา

จ้าวซูหลานมองเขา “แกไม่ต้องมาฝันเลย ฉันจะไม่รู้ไส้รู้พุงแกหรือไง ถ้าแกคิดเรื่องพวกนี้ได้ก็ไม่ใช่หวงปิงแล้ว ยังจะมาหลอกเอาค่าขนมจากฉันอีกเหรอ?”

หวงปิง: ...

แม่ย่อมรู้ใจลูกจริง ๆ

ค่าขนมที่หวงอิงได้ไป เขาอิจฉา แต่ก็ยอมรับ

หวงปิงเปลี่ยนเรื่อง มองจ้าวซูหลานแล้วพูดว่า “จริงสิแม่ ฝีมือมีดผมฝึกจนเข้าฝักแล้ว ตอนนี้พะโล้ในร้านผมก็หั่นได้สวยแล้ว ผมอยากขี่มอเตอร์ไซค์ไปขายพะโล้ แม่ว่าได้ไหม?”

จ้าวซูหลานกับหวงเฮ่อสบตากัน แล้วเดินออกไปนอกประตู “แกตามมานี่”

หวงปิงรีบเดินตามต้อย ๆ เข้าไปในห้องส่วนตัวข้าง ๆ

หวงเฮ่อรอให้หวงอิงเข้ามาแล้วก็ปิดประตู มองหวงปิงแล้วถามด้วยสีหน้าจริงจังว่า “แกอยากขายจริงเหรอ? การทำธุรกิจไม่ได้ง่ายอย่างที่แกคิดนะ ขี่มอเตอร์ไซค์ขายพะโล้ ต้องตากแดดตากฝน แกจะทนไหวเหรอ?”

หวงปิงพยักหน้า “ผมคิดดีแล้วครับ! ต่อให้ลำบากแค่ไหนผมก็จะทน ผมจะแบมือขอเงินพ่อแม่ไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอก”

หวงอิงล้วงเมล็ดฟักทองออกมาหนึ่งกำมือ นั่งแทะอยู่ข้าง ๆ

จ้าวซูหลานครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถาม “แล้วแกจะไปขายพะโล้ในฐานะอะไร? นายน้อยร้านเฟยเยี่ยน? หรือตัวแทนจำหน่ายพะโล้ร้านโจวเอ้อร์หวา?”

หวงปิงเกาหัว “แม่ครับ มันต่างกันตรงไหนเหรอ?”

“อิงอิง แปลให้ฟังหน่อยซิ” จ้าวซูหลานบอก

หวงอิงคายเปลือกเมล็ดฟักทองออกจากปาก ยิ้มพูดว่า “ต่างกันเยอะเลยแหละ ถ้านายขายในนามร้านเฟยเยี่ยน ราคาก็ต้องอิงตามราคาพะโล้ของร้านเฟยเยี่ยน ซึ่งราคานี้ในตลาดพะโล้เจียโจวถือว่าแข่งขันยาก ต่อให้อร่อยก็ขายออกยาก

แต่ถ้านายขายในนามตัวแทนจำหน่ายพะโล้ร้านโจวเอ้อร์หวา ตั้งราคาตามร้านโจวเยี่ยน พอปากต่อปากแล้ว รับรองกำไรเห็น ๆ แต่ทั้งเจียโจวมีรถเจียหลิง 70 อยู่กี่คันกันเชียว ปกตินายทำตัวเด่นซะขนาดนั้น ใครบ้างจะไม่รู้ว่านายมาจากร้านเฟยเยี่ยน?

ถ้าทำแบบนั้น ก็เท่ากับบอกทุกคนโต้ง ๆ ว่าพะโล้ร้านเฟยเยี่ยนของเรารับมาจากโจวเยี่ยนไม่ใช่หรือไง? แบบนี้พะโล้ร้านเราก็ขายไม่ออก แถมยังตอบคำถามลูกค้าไม่ได้ กระทบธุรกิจร้านเราไปด้วย”

หวงปิงฟังจนมึน ฟังจบก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับ “งั้น... งั้นก็ขายไม่ได้น่ะสิ?”

หวงอิงส่ายหน้ายิ้ม ๆ “ก็ไม่ใช่ว่าขายไม่ได้ ถ้านายอยากขายจริง นายก็ติดป้ายร้านเฟยเยี่ยน ขี่มอเตอร์ไซค์ไปขายในย่านที่คนเยอะที่สุดในเจียโจวทุกวัน

ขายได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น แต่ละวันเอาหัวหมูพะโล้สักสองจินมาให้ลูกค้าลองชิม ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ป๊าเบิกให้ แถมจ่ายค่าแรงนายวันละสองหยวนด้วย นายว่าไง?”

หวงปิงลองตรึกตรองดู พยักหน้า “มีเรื่องดีขนาดนี้ด้วยเหรอ? เธอพูดแล้วคืนคำไม่ได้นะ?”

“นี่เล่นมุกไหนกันอีกล่ะ?” หวงเฮ่อเองก็งง

จ้าวซูหลานส่ายหน้า พูดอย่างอ่อนใจ “สมองคุณนี่ยังสู้ลูกอิงอิงไม่ได้เลย ลูกอยากให้หวงปิงขี่มอเตอร์ไซค์ไปโฆษณาร้านเฟยเยี่ยน เรียกลูกค้าทุกวันต่างหาก

ใช้มอเตอร์ไซค์ดึงดูดลูกค้า ขายพะโล้ได้เท่าไหร่ไม่สำคัญ แต่ใช้การลองชิมเพื่อดึงลูกค้าให้มาที่ร้านเฟยเยี่ยนต่างหากคือเป้าหมาย การให้ชิมเป็นวิธีที่จูงใจได้ดีที่สุด พอลูกค้าเข้ามานั่งในร้านเฟยเยี่ยนแล้ว ก็จะไม่รู้สึกว่าราคาพะโล้มันแพงเกินไป”

“อ้อ! วิธีนี้เข้าท่า!” หวงเฮ่อฟังจบก็อดปรบมือชมไม่ได้

ทุกคนตกลงกันได้อย่างรวดเร็ว

จ้าวซูหลานมองหวงปิงแล้วพูดว่า “งั้นพรุ่งนี้แกก็เริ่มไปขายเลย เริ่มจากหัวหมูพะโล้ก่อน เอาไปสักห้าจิน ทุนงวดแรกแม่จะออกให้ แต่พอแกได้กำไรแล้วต้องเอามาคืนแม่นะ”

“จัดไปครับ!” หวงปิงพยักหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว ยอมรับข้อเสนอ

ครอบครัวปรึกษากันอยู่ครู่หนึ่ง พอเดินออกจากห้องส่วนตัว ก็เห็นจักรยานคันหนึ่งจอดอยู่หน้าร้าน โจวเยี่ยนลงจากรถเดินเข้ามา

“โจวเยี่ยน มาเร็วนะเนี่ย” หวงเฮ่อทักทายยิ้มแย้ม

“เคลียร์งานที่ร้านเสร็จก็รีบมาเลยครับ กลัวบ่ายจะเสียเวลาเยอะ เดี๋ยวตอนเย็นกลับไปผัดกับข้าวไม่ทัน” โจวเยี่ยนยิ้มตอบ ทักทายทั้งสองคน “เถ้าแก่หวง น้าจ้าว”

“พี่เยี่ยน” หวงปิงทักทาย รีบเดินเข้าไปหา กระซิบเสียงเบาว่า “พ่อฉันยอมให้ฉันไปขายพะโล้แล้ว พรุ่งนี้ขอรับหัวหมูพะโล้สักห้าจินไปลองตลาดก่อนนะ”

“ได้เลย เดี๋ยวพรุ่งนี้จัดให้” โจวเยี่ยนพยักหน้า เริ่มต้นที่หัวหมูห้าจิน ก็ถือว่าดูตามความเป็นจริงดี

ตอนนั้นเอง ประตูห้องส่วนตัวข้าง ๆ ก็เปิดออก หลี่เหลียงไฉกับหลี่เหล่าซานเดินออกมา พร้อมใจกันหันไปมองโจวเยี่ยน

“โจวเยี่ยน ไม่เจอกันนานนะ” หลี่เหลียงไฉเอ่ยทัก

“ปู่หลี่นี่เอง ไม่เจอกันนานเลยครับ” โจวเยี่ยนยิ้มบาง ๆ เหลือบมองพ่อครัวห้าหกคนที่นั่งอยู่ในห้องด้านหลังทั้งสอง บนโต๊ะมีกับข้าววางอยู่แค่จานเดียว แถมยังเหลือเศษผักกาดดองอยู่นิดหน่อย

ให้ตายสิ นี่กำลังประชุมสัมมนาวิชาการหมูสามชั้นนึ่งผักกาดดองเสฉวนกันอยู่เหรอเนี่ย?

หวงอิงนี่สมกับเป็นทายาทร้านอาหารจริง ๆ จมูกไวชะมัด

เรื่องนี้โจวเยี่ยนไม่ได้ใส่ใจ หมูสามชั้นนึ่งผักกาดดองไม่ใช่เมนูที่เขาคิดค้นขึ้นเอง ในตำราอาหารเสฉวนมีบันทึกสูตรไว้อย่างละเอียด บอกกระทั่งปริมาณซีอิ๊วเป็นหน่วยเฉียน

ขนาดทำตามตำรายังใช่ว่าจะออกมาดี นับประสาอะไรกับแกะสูตรจากอาหารสำเร็จรูปจานเดียว

“เมื่อกี้พวกเราเพิ่งชิมหมูสามชั้นนึ่งฝีมือนาย รสชาติเด็ดขาดบาดใจ ทำได้ดีมาก” หลี่เหลียงไฉยกนิ้วโป้งให้โจวเยี่ยน แสดงความชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง

“ฝีมือสูงส่งมาก” หลี่เหล่าซานก็พยักหน้าเห็นด้วย เขาเพิ่งเจอโจวเยี่ยนครั้งแรก ตัวจริงดูเด็กกว่าในรูปเสียอีก

ยากจะจินตนาการได้ว่า พ่อครัวอายุแค่ยี่สิบ จะสามารถขึ้นปกนิตยสาร ‘การทำอาหารเสฉวน’ ได้ แถมยังทำหมูสามชั้นนึ่งผักกาดดองได้อร่อยเหาะขนาดนี้

ร้านเฟยเยี่ยนกับร้านเล่อหมิงถือเป็นคู่กัดกัน แต่ความสัมพันธ์ของพ่อครัวจริง ๆ แล้วถือว่าดีทีเดียว

อย่างเช่นหลี่เหลียงไฉกับข่งชิ่งเฟิงก็สนิทกันเป็นการส่วนตัว มักจะไปดื่มชา กินข้าวด้วยกันบ่อย ๆ เวลาต้องรับรองแขกคนสำคัญ ก็ยังเชิญมาทำเมนูเด็ดให้ด้วย

อิจฉาก็ส่วนอิจฉา แต่ไม่มีเจตนาร้ายอะไรมากมาย

“ปรมาจารย์ทั้งสองชมเกินไปแล้วครับ” โจวเยี่ยนประสานมือคารวะ มุมปากยกยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่

เหล่าพ่อครัวในห้องส่วนตัวก็พากันมามุงดูที่หน้าประตู พอเห็นโจวเยี่ยนอายุน้อยขนาดนั้น สีหน้าก็ซับซ้อนกันไปหมด

นี่แหละที่เขาเรียกว่าอายุน้อยร้อยล้าน... เอ้ย อายุน้อยแต่เก่งกาจ

“หมูสามชั้นนึ่งผักกาดดองของสำนักข่ง ก็ไม่ได้ทำอร่อยขนาดนี้นี่นา?” หลี่เหลียงไฉมองโจวเยี่ยน อดถามไม่ได้ “นายคิดสูตรเองเหรอ?”

โจวเยี่ยนยิ้มตอบ “อาจารย์ผมสอนมาครับ ผมแค่ปรับนิดหน่อยตามความชอบส่วนตัว แต่หลัก ๆ ก็ยังเป็นสูตรของอาจารย์นั่นแหละครับ”

“อาจารย์นายนี่วาสนาดีจริง ๆ” หลี่เหล่าซานเปรยออกมา

“นั่นสิ อาจารย์นายวาสนาดีจริง ๆ” หลี่เหลียงไฉก็พูดสมทบ

หลี่เหล่าซานเม้มปาก ปากเสีย ไม่น่าพูดมากเลย!

คุยกันไม่กี่คำ หลี่เหลียงไฉก็กลับบ้านไป พวกหลี่เหล่าซานก็แยกย้ายกันไป ถือว่ารู้มารยาทดีทีเดียว ไม่ได้ถามเซ้าซี้เรื่องวิธีทำ

“เอกสารฉันเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว นายเซ็นชื่อซะ แล้วฉันจะพาไปโอน ไม่เสียเวลามากหรอก” หวงเฮ่อเดินไปหลังเคาน์เตอร์ เปิดลิ้นชักหยิบกระดาษสองแผ่นกับโฉนดที่ดินออกมา เรียกโจวเยี่ยนมาเซ็นชื่อ

โจวเยี่ยนอ่านรายละเอียดในสัญญาดูรอบหนึ่ง พอแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็เซ็นชื่อตัวเองลงไป แล้วประทับลายนิ้วมือ

ครั้งแรกไม่เป็น ครั้งสองก็ชำนาญ คำนี้มีเหตุผลจริง ๆ

ตอนนี้โจวเยี่ยนปั๊มลายนิ้วมือได้ทั้งเร็วทั้งแม่น

เรื่องซื้อบ้านนี่ ยังไงก็ทำให้มีความสุขได้เสมอ

รู้สึกเหมือนได้วางแผนอนาคตที่สดใส

แน่นอน ภายใต้เงื่อนไขว่าที่ดินแปลงละหกร้อย

หวงเฮ่อพาโจวเยี่ยนไปโอนชื่อ แถมยังจ่ายค่าธรรมเนียมให้ด้วย เบ็ดเสร็จไม่ถึงชั่วโมงก็เรียบร้อย

ดูออกเลยว่า หวงเสี่ยวจีก็ชำนาญไม่เบา

ก็บ้านหลังนี้เพิ่งโอนมาเป็นชื่อเขาได้ไม่ถึงเดือน ขาดทุนไปสองร้อยกว่าโอนต่อให้โจวเยี่ยน

พ่อพระผู้เสียสละชัด ๆ

พอกลับมาถึงร้านเฟยเยี่ยน หวงเฮ่อชงชาให้โจวเยี่ยนแก้วหนึ่ง ถูมือไปมาพูดว่า “โจวเยี่ยน มีเรื่องนึงฉันอยากขอคำชี้แนะจากนายหน่อย แต่ไม่รู้ว่าควรพูดไหม”

งั้นก็อย่าพูดเลยครับ จะได้ไม่กระอักกระอ่วนกันเปล่า ๆ โจวเยี่ยนยิ้มบาง ๆ “คุณอยากถามเรื่องหมูสามชั้นนึ่งผักกาดดองเหรอครับ?”

“ธรรมเนียมฉันรู้ดี วิธีทำฉันไม่ถามแน่นอน นั่นมันเรื่องของพ่อครัว” หวงเฮ่อยิ้มพูด “แต่ฉันอยากถามว่าผักกาดดองของนายน่ะซื้อที่ไหน? ผักกาดดองที่ฉันซื้อมันไม่หอมเท่านายเลย”

จบบทที่ บทที่ 350 ปากเสีย ไม่น่าพูดมากเลย!

คัดลอกลิงก์แล้ว