- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 320 ลมหนาวเล็กน้อย ชายเสื้อเปื้อนฝุ่นนิดหน่อย
บทที่ 320 ลมหนาวเล็กน้อย ชายเสื้อเปื้อนฝุ่นนิดหน่อย
บทที่ 320 ลมหนาวเล็กน้อย ชายเสื้อเปื้อนฝุ่นนิดหน่อย
“พี่ให้สร้อยข้อมือไป พี่เขาชอบมาก” โจวเยี่ยนยิ้มตอบ
“ดีจังเลย! พี่เขาก็ชอบรูปวาดของหนูเหมือนกันนะ~~” เจ้าตัวเล็กปรบมือแปะ ๆ อย่างดีใจ “พี่เหยาเหยามีวันเกิดที่มีความสุขมาก ๆ เลย!”
น้าจ้าวกับสหายเหล่าโจวมองตากัน ต่างก็ยิ้มออกมา
โจวเยี่ยนก็ยิ้มตาม เจ้าตัวเล็กไม่ใช่แค่น่ารัก แต่ยังรู้จักใส่ใจความรู้สึกคนอื่น มิน่าใคร ๆ ถึงได้เอ็นดูเธอนัก
“เกอเกอ แล้วระหว่างพี่เหยาเหยากับพี่อวี่เยียน พี่จะเลือกใครมาเป็นพี่สะใภ้หนูคะ?” โจวโม่โม่เอียงคอ คิ้วเล็ก ๆ ขมวดมุ่น “เลือกยากจังเลย หนูว่าพวกพี่เขาใจดีกับหนูมาก ๆ ทั้งคู่เลย พี่เลือกทั้งสองคนเลยไม่ได้เหรอ?”
“หา?” โจวเยี่ยนทำหน้างง เจ้าตัวเล็กมีเรื่องกลุ้มใจแบบนี้ด้วยเหรอ?
“วันอาทิตย์นี้เปิดร้านไหม?” น้าจ้าวมองโจวเยี่ยนแล้วถาม “มีลูกค้ามาถามจองโต๊ะอีกแล้ว หลายคนอยากจะเลี้ยงข้าววันอาทิตย์”
โจวเยี่ยนส่ายหน้า “วันอาทิตย์นี้ไม่ได้ครับ ต้องไปจัดโต๊ะจีนที่บ้านลูกค้าในเจียโจว ทหารผ่านศึกจะเลี้ยงเพื่อนร่วมรบ เขาเคยรบในสมรภูมิเดียวกับปู่ด้วยครับ”
น้าจ้าวได้ยินก็นั่งตัวตรงขึ้น กำชับว่า “งั้นลูกต้องตั้งใจทำให้ดี ๆ นะ คิดแค่ค่าวัตถุดิบก็พอ อย่าไปคิดแพงล่ะ”
“ผมรู้ครับ พี่หมิงยังอยากฝากตัวเป็นศิษย์ผู้เฒ่าซ่งอยู่ ผมไม่คิดมั่วซั่วแน่นอน” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า หยิบสมุดออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ เริ่มเขียนรายการอาหาร
หมูสามชั้นนึ่งผักกาดดองเค็มเพิ่มหนึ่งที่ ไส้หมูพะโล้เพิ่มหนึ่งที่
ทหารผ่านศึกวัยนี้ ต้องคำนึงเรื่องฟันฟาง เต้าหู้ผัดพริกเสฉวนต้องจัดให้แน่นอน
ในเมนูเขียนไว้เก้าอย่าง ไม่ได้ใส่ไก่หิมะลงไป เมนูนี้ไม่เหมาะจะกินแกล้มเหล้ารำลึกความหลัง
“ซื้อหนังสือพิมพ์มาเยอะไหม? พรุ่งนี้เอาไปให้แม่กับบ้านอื่นด้วย บ้านละฉบับ โจวเยี่ยนกับโจวหมิงทำความดีจนได้ลงหนังสือพิมพ์ ถือเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลเหมือนกัน” น้าจ้าวมองสหายเหล่าโจวแล้วบอก
สหายเหล่าโจวพยักหน้า “ซื้อมาสิบฉบับ พรุ่งนี้เช้าจะเอาไปส่งให้”
น้าจ้าวเอ่ยขึ้น “ไปส่งบ่ายพรุ่งนี้เถอะ ฉันก็ไม่ได้กลับหมู่บ้านนานแล้ว ถือโอกาสกลับไปเที่ยวหน่อย”
“ได้สิ”
“แม่จ๋า! หนูไปด้วย หนูจะกลับไปหาเจ้าลายกับเจ้าขาว!”
“ไปสิลูก”
…
ในลานบ้านเล็ก ๆ จุดเตาไฟอ่างหนึ่ง หลอดไฟไส้ทังสเตนที่ห้อยอยู่ใต้ชายคา ส่องสว่างมุมหนึ่งของลาน
ซ่งฉางเหอนั่งอยู่หน้าโต๊ะหิน ข้างมือมีเหล้าวางอยู่ ในมือถือหนังสือพิมพ์ อ่านอย่างตั้งใจ
ซ่งหว่านชิงคีบเนื้อพะโล้เข้าปาก ยิ้มตาหยีพูดว่า “ปู่ หนูบอกแล้วว่าเขาไม่เหมือนใคร อายุยี่สิบกว่าแล้ว ยังมุทะลุขนาดนี้ กล้าสู้กับโจรโหดมือเปล่า แถมยังจัดการได้หมดด้วย”
“ก็มุทะลุไปหน่อยจริง ๆ” ซ่งฉางเหอพยักหน้า วางหนังสือพิมพ์ลง ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ “แต่ความเป็นจอมยุทธ์มันก็ต้องมีความบ้าระห่ำแบบนี้แหละ คนที่คิดหน้าคิดหลัง เป็นจอมยุทธ์ไม่ได้หรอก”
“งั้นปู่ตอนหนุ่ม ๆ ก็บ้าระห่ำมากเหมือนกันใช่ไหมคะ? สิบก้าวฆ่าหนึ่งคน พันลี้ไม่ทิ้งร่องรอย” ซ่งหว่านชิงมองปู่
ซ่งฉางเหอค้อนขวับ “ปู่ว่าหลานครั่นเนื้อครั่นตัวอยากโดนตีมากกว่ามั้ง”
ซ่งหว่านชิงหัวเราะ “หนูบอกไว้ก่อนนะ หนูไม่ได้ฝึกวิชามาตั้งหลายปี ถ้าปู่กล้าตีหนู หนูร้องไห้โชว์จริง ๆ ด้วย”
นิ้วของซ่งฉางเหอเคาะลงบนหนังสือพิมพ์เบา ๆ “เจ้าหนุ่มนี่ ประวัติขาวสะอาดดีนะ”
ซ่งหว่านชิงพยักหน้า “แน่นอนสิคะ บ้านเขามีป้ายเกียรติยศวีรชนชั้นหนึ่งตั้งสองป้าย บ้านเรามีแค่ป้ายเดียวเอง”
ซ่งฉางเหอได้ยินก็หัวเราะ ไม่ได้เถียงอะไร
ซ่งหว่านชิงถามต่อ “ปู่คะ ปู่ชอบบอกว่าวิทยายุทธ์คือวิชาฆ่าคน ไม่ใช่ท่ารำโชว์ แล้วโจวหมิงที่เป็นแชมป์มวยเอ๋อเหมยระดับประเทศ จัดการโจรโหดสี่คนได้ ปู่คิดว่าไงคะ? วิชาของเขาเป็นแค่ท่ารำ หรือของจริง?”
ซ่งฉางเหอนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า “เจ้าหนุ่มนี่เรียนของจริงมา”
“งั้นปู่จะรับเขาเป็นศิษย์ไหม?” ซ่งหว่านชิงรุกถาม
“กินไปเถอะ หมั่นโถวยังอุดปากหลานไม่อยู่รึไง” ซ่งฉางเหอยกเหล้าขึ้นดื่ม
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้าเพิ่งจะสาง สหายเสี่ยวโจวกับสหายเหล่าโจวก็ขี่จักรยานออกไปจ่ายตลาด
“โจวเยี่ยน เธอกับโจวหมิงลงหนังสือพิมพ์อีกแล้วนะ! เก่งกาจมาก!”
“คนหนุ่มสาวนี่ใจกล้าจริง ๆ เห็นคนถือมีดยังกล้าบวก”
“ทำความดีแบบนี้ได้เงินเยอะไหม? มีเงินรางวัลหรือเปล่า?”
พอโจวเยี่ยนไปถึงโรงฆ่าสัตว์ ก็กลายเป็นจุดสนใจทันที คนนั้นถามทีคนนี้ถามที
“หลัก ๆ ก็พี่หมิงจัดการแหละครับ ระดับแชมป์ประเทศนี่นา ผมแค่เป็นลูกมือช่วยจัดการไปคนเดียวเอง”
“เงินรางวัลก็ได้ครับ ห้าสิบหยวนแน่ะ”
“ทำความดีเพื่อสังคม เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ควรทำอยู่แล้วครับ” โจวเยี่ยนตอบไปเรื่อยเปื่อย แต่มุมปากแอบยกยิ้ม
ข่าวไปไวเหมือนกันนะเนี่ย รู้กันทั่วหมู่บ้านโจวแล้ว
เดินไปถึงแผงของลุงสามโจวฮั่น แกมองโจวเยี่ยนแล้วสอนด้วยความหวังดี “พวกเธอนี่นะ ช่างกล้าบ้าบิ่นกันจริง ๆ วันหลังเห็นคนถือมีด ต้องรีบหนีไปให้ไกล ๆ นะรู้ไหม”
“ลุงสาม ผมรู้แล้วครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า “ลุงไปบอกพี่หมิงเยอะ ๆ ดีกว่าครับ ผมน่ะวิ่งเร็วจะตาย”
“พอไปบอกมัน มันก็บอกว่าเอาอยู่น่า คุมสถานการณ์ได้หมด อีกฝั่งไม่มีทางสู้ได้หรอก” ป้าสะใภ้สามยิ้มอย่างอ่อนใจ
โจวเยี่ยนได้ยินก็ขำ นึกหน้าโจวหมิงตอนพูดประโยคพวกนี้ออกเลย
“เจ้าหมิงบอกว่า ลมหนาวเล็กน้อย ชายเสื้อเปื้อนฝุ่นนิดหน่อย ไม่มีปัญหา” โจวเจี๋ยเดินเข้ามาสมทบ ยิ้มพูด
โจวไห่หัวเราะตาม “เจ้าหมิงเป็นแชมป์ระดับประเทศ จัดการโจรกระจอกไม่กี่คนนี่เรื่องขี้ผง โจรโหดอะไร ให้มันมาซ่าที่หมู่บ้านโจวเราดูสิ”
โจวเยี่ยนเหลือบมองหุ่นล่ำบึ้กของโจวไห่ โจรพวกนั้นมาอยู่ต่อหน้าพี่เขา ก็คงเป็นแค่โจรกระจอกจริง ๆ นั่นแหละ
“พี่เจี๋ย ช่วงนี้เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวขายเป็นไงบ้างครับ?” โจวเยี่ยนถาม
“ก็ไม่เลวนะ วันหนึ่งขายได้ร้อยยี่สิบกว่าชามแล้ว ยิ่งอากาศหนาว ยิ่งขายดี” โจวเจี๋ยพยักหน้า สีหน้าเกรงใจนิด ๆ “ลูกค้าบางคนบอกว่าเคยกินที่ร้านนายแล้วตามมา โจวเยี่ยน พวกพี่แย่งลูกค้านายมาหรือเปล่าเนี่ย?”
“ไม่หรอกครับ ลูกค้าหลายคนก็บอกว่าพี่แนะนำให้มาร้านผมเหมือนกัน” โจวเยี่ยนยิ้มอย่างไม่ถือสา “ลูกค้าเขาก็ต้องเน้นสะดวกเป็นหลัก ร้านผมตอนนี้เที่ยงกับเย็นต้องต่อคิว ถ้าไม่ใช่คนงานโรงงาน แล้วแค่อยากกินเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวสักชาม มากินที่ร้านพี่ก็ต้องสะดวกกว่าอยู่แล้ว”
โจวเจี๋ยกับโจวไห่ได้ยินก็โล่งอก เรื่องนี้กวนใจพวกเขามาหลายวันแล้ว ไม่รู้จะเริ่มพูดกับโจวเยี่ยนยังไง รู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ
“จริงสิโจวเยี่ยน หัวหมูพะโล้ตั้งแต่อาทิตย์หน้า ขอเพิ่มวันละห้าจินนะ” โจวไห่บอก “ตอนนี้ชื่อเสียงพะโล้เราเริ่มดังในท่าเรือแล้ว ลูกค้ามาซื้อเยอะขึ้น พ่อค้าแม่ค้าต่างถิ่นก็ซื้อติดมือไปเยอะ อากาศเย็นมันไม่เสียง่าย ซื้อทีละจินสองจิน เอาไปกินระหว่างทาง หรือเอาไปฝากที่บ้านก็มี”
“ได้ครับ พวกพี่กลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ผมไปแล้วนะเนี่ย” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า
จุดกระจายสินค้าพะโล้ของพวกโจวเจี๋ยทำได้ดีทีเดียว ทุกคนได้เงิน วิน-วินทั้งคู่!
โจวเจี๋ยพูดต่อ “อ้อ วันก่อนหงเหว่ยเปรย ๆ กับพี่ว่าอยากรับพะโล้ไปขายเหมือนกัน มันกะว่าจะขี่จักรยานเร่ขายตามตรอกซอกซอย ไปตามตลาดนัดต่าง ๆ นายว่าไง?”
“หงเหว่ยเหรอครับ? เขาไม่รับจ้างแบกหามแล้วเหรอ?” โจวเยี่ยนแปลกใจนิดหน่อย
“เขาเห็นพวกเราขายดี ก็เลยอยากทำบ้าง แบกหามวันหนึ่งได้แค่หยวนเดียว แถมงานก็ไม่ได้มีทุกวัน”
โจวเยี่ยนครุ่นคิด การเร่ขายพะโล้ตามตรอกซอกซอยก็น่าสนใจ โจวหงเหว่ยเป็นญาติ เป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่เด็ก นิสัยก็น่าคบหา
“งั้นพี่บอกเขาว่า ขายพะโล้ต้องใช้มีดเป็นก่อน ให้เขามาเรียนใช้มีดกับพี่สักเดือน ถ้าหั่นหัวหมูกับเนื้อวัวได้คล่องแล้ว ค่อยมาหาผม”
“ได้เลย” โจวเจี๋ยรับปาก
มีคนช่วยขายพะโล้เพิ่ม โจวเยี่ยนก็ได้เงินเพิ่ม เขาไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว
ไม่ต้องถึงกับพาคนทั้งหมู่บ้านรวยหรอก แค่ให้พี่น้องเพื่อนฝูงรอบตัวมีรายได้ มีชีวิตที่ดีขึ้น เขาก็ยินดีมากแล้ว
ซื้อเนื้อกลับมาถึงร้าน ก็เริ่มยุ่งทันที
ยอดขายบะหมี่ตอนเช้าพุ่งไปถึงร้อยสามสิบชามแล้ว ตอนนี้ค่อนข้างคงที่
ถึงเวลาโรงงานเข้างาน โจวเยี่ยนถอดผ้ากันเปื้อนเดินออกมา ก็เห็นจักรยานคันหนึ่งจอดหน้าร้าน เหยียนเฟยลงจากรถ เดินเข้ามาในร้าน ยื่นพวงกุญแจให้ “คุณหนูต้วนให้ผมเอากุญแจมาให้ครับ”
“ขอบคุณครับ ลำบากคุณแย่เลย” โจวเยี่ยนรับกุญแจมา
พวงกุญแจหนักอึ้ง มีลูกกุญแจสิบกว่าดอก แต่ละดอกติดกระดาษชิ้นเล็ก ๆ เขียนด้วยลายมือสวยงามกำกับไว้ว่าดอกไหนไขประตูไหน
หญิงชราชิวละเอียดรอบคอบจริง ๆ
พอกุญแจอยู่ในมือ ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของบ้านก็มาทันที
บ้านเก่าตระกูลชิว ตอนนี้เป็นของเขาจริง ๆ แล้ว
“ได้กุญแจแล้วเหรอ? ดีจัง!” น้าจ้าวเดินเข้ามา
“มา ลองสัมผัสความรู้สึกของนายหญิงดูหน่อยครับ” โจวเยี่ยนยื่นกุญแจใส่มือเธอ
“หนักจังเลย!” น้าจ้าวยิ้มหน้าบาน
“พี่เหยียน หญิงชราชิวกับคุณหนูต้วนกลับฮ่องกงแล้วเหรอครับ?” โจวเยี่ยนยิ้มถาม
สีหน้าเคร่งขรึมของเหยียนเฟยผ่อนคลายลงหน่อย พยักหน้าตอบ “ครับ ขึ้นเครื่องกลับไปเมื่อวานแล้ว”
“ครับ ขอให้พวกเขาเดินทางปลอดภัยนะครับ” โจวเยี่ยนยิ้ม ถามตามมารยาทว่า “กินข้าวเช้ามาหรือยังครับ? ให้ผมลวกบะหมี่ให้สักชามไหม?”
“ยังเลยครับ” เหยียนเฟยนั่งลง มองเมนูแล้วสั่ง “งั้นผมเอาบะหมี่แห้งเนื้อสับผัดพริกที่นึงครับ”
คุณหนูต้วนกลับไปแล้ว เขาเลยมองไอ้หนุ่มหัวเกรียนนี่สบายตาขึ้นเยอะ
แน่นอน หลัก ๆ คือเมื่อวานก่อนกลับ คุณหนูต้วนให้โบนัสเขามาด้วย
เงินเดือนตั้งสามเดือน
สองพันสี่เลยนะ!
โบนัสที่เจ้านายไม่จ่าย คุณหนูต้วนจ่ายชดเชยให้แล้ว
ตั้งแต่วันนี้ไป เขาคือสุนัข... เอ้ย คนของคุณหนูต้วน!
คุณหนูต้วนชอบโจวเยี่ยน เขาก็ชอบด้วย!