- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 310 ผมก็แค่ถามไปงั้นเอง...
บทที่ 310 ผมก็แค่ถามไปงั้นเอง...
บทที่ 310 ผมก็แค่ถามไปงั้นเอง...
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ให้แกด่าไปเถอะ ใครเปิดร้านพะโล้ตรงนี้มาตั้งสามปี จู่ ๆ โดนคนอาชีพเดียวกันซื้อตึกไล่ที่ แล้วมาเปิดร้านอาหารแข่ง ก็ต้องมีเคืองกันบ้างเป็นธรรมดา” โจวเยี่ยนหัวเราะอย่างเปิดเผย ไม่ถือสา
เซี่ยวเหล่ยกับเจิ้งเฉียงได้ยินก็หัวเราะ โดนแย่งชิ้นปลาไปแบบนี้ คงเจ็บใจน่าดู
เซี่ยวเหล่ยถามอย่างสงสัย “ทำไมนายถึงจู่ ๆ มาซื้อบ้านที่เจียโจวล่ะ?”
เจิ้งเฉียงก็หันมามองโจวเยี่ยนเหมือนกัน
โจวเยี่ยนชะลอความเร็วลง ยิ้มตอบว่า “เพื่ออนาคตครับ คนเราต้องก้าวไปข้างหน้า ตอนนี้ร้านที่ซูจีก็ทำเงินได้ แต่เพดานรายได้มันตันแล้ว ถ้าไม่มีลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามา ก็ยากที่จะเติบโตไปกว่านี้
ทำเลตรงนี้ดีมาก ตรงข้ามท่าเรือเจียโจวพอดี นักท่องเที่ยวเยอะทุกวัน ถนนตงต้าเจียก็เต็มไปด้วยร้านอาหารร้านของกิน มันกลายเป็นย่านของกินไปแล้ว คนเจียโจวเองก็นิยมมากินข้าวแถวนี้
รอปีหน้าผมเก็บเงินได้ ผมจะทุบบ้านหลังนี้ทิ้งแล้วสร้างใหม่ ทำเป็นร้านอาหารขนาดใหญ่สองชั้น”
“ทำเป็นร้านอาหารขนาดใหญ่?” เซี่ยวเหล่ยกับเจิ้งเฉียงได้ยินก็ตกใจ
ซื้อบ้านก็เรื่องหนึ่ง แต่นี่จะทุบสร้างร้านอาหารใหญ่โตเลยเหรอ?
เจิ้งเฉียงถามอย่างอยากรู้ “นายจะรับจัดงานเลี้ยงเหรอ? พวกงานแต่งงาน งานวันเกิดอะไรพวกนั้น?”
โจวเยี่ยนส่ายหน้า “งานจัดเลี้ยงทำไม่ไหวครับ คนไม่พอ สถานที่ก็จำกัด ทำร้านอาหารมั่นคงกว่า”
เซี่ยวเหล่ยครุ่นคิดแล้วพูดว่า “งั้นนายต้องจ้างคนเพิ่มอีกเยอะเลย ร้านเล็ก ๆ ของนายตอนนี้ นายก็ทำจนสุดกำลังแล้ว เมนูยังไม่กล้าเพิ่มซี้ซั้วเลย
จะเปิดร้านใหญ่ เมนูต้องหลากหลาย ลูกค้าเยอะ ถ้าไม่จ้างคน นายทำไม่ทันแน่ คนเตรียมของ ลูกมือ พ่อครัว ขาดไม่ได้เลย”
โจวเยี่ยนมองทั้งสองคนแล้วยิ้มถาม “อาจารย์ ศิษย์พี่เจิ้ง สนใจจะมาร่วมงานกันไหมครับ?”
“ฉัน...” เจิ้งเฉียงหันไปมองเซี่ยวเหล่ย สีหน้าลังเล
“ไม่ไป นายจ้างพวกเราไม่คุ้มหรอก” เซี่ยวเหล่ยส่ายหน้า ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “เดือนที่แล้วพวกเราทำโต๊ะจีน ได้เงินมาพันหยวน ฉันแบ่งไปหกร้อย เจิ้งเฉียงแบ่งไปสี่ร้อย
ดูจากแนวโน้มตอนนี้ เดือนต่อ ๆ ไปไม่น่าจะแย่กว่าเดือนที่แล้ว โดยเฉพาะสองเดือนช่วงตรุษจีน แทบจะยุ่งตั้งแต่ต้นเดือนยันท้ายเดือน ถ้าพวกเราแยกสายกันทำ เดือนหนึ่งหาได้เป็นพันก็เป็นไปได้
นายเรียกเราไปเป็นพ่อครัวที่ร้าน นายจะให้เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม? ต่อให้นายจะให้หุ้นส่วนแบ่ง แล้ววันหน้าเรื่องในร้านใครจะเป็นคนตัดสินใจ? เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความเห็นไม่ตรงกัน”
“อาจารย์อาพูดถูกครับ” เจิ้งเฉียงพยักหน้าเห็นด้วย
“งั้นผมก็คงไม่คู่ควรสินะครับ” เป็นครั้งแรกที่โจวเยี่ยนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกหดหู่และจนปัญญาแบบเดียวกับที่หวงเฮ่อเคยเจอตอนพยายามจะซื้อตัวเขา แต่โดนปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
แต่เขากลับรู้สึกดีใจ
อาจารย์ลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวก็เพราะเขาเกลี้ยกล่อม สองคนนี้มาร่วมหุ้นทำโต๊ะจีนก็เพราะเขาเป็นพ่อสื่อให้
ตอนนี้พวกเขาหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ เขาดีใจแทนจริง ๆ
อาจารย์เป็นคนตรงไปตรงมา พูดจาชัดเจน
ด้วยรายได้ขนาดนี้ จะจ้างด้วยเงินเดือนเท่าไหร่มันก็พูดยาก
แถมตอนนี้กิจการกำลังขาขึ้น อาจารย์เขาก็เป็นคนมีความคิดและมีความสามารถ วางแผนจะขยายงานแยกสายกันทำแล้ว รายได้ที่คาดหวังน่าจะสูงลิ่ว
ส่วนเรื่องให้หุ้นและส่วนแบ่ง โจวเยี่ยนรับได้ แต่ก็อย่างที่อาจารย์ว่า วันหลังถ้ามีปัญหาเรื่องอำนาจการตัดสินใจ อาจจะผิดใจกันเปล่า ๆ
เซี่ยวเหล่ยยิ้มบอก “พวกฉันไม่ได้ แต่ในสำนักข่งยังมีอาจารย์ลุงอาจารย์อา ศิษย์พี่ศิษย์น้องอีกตั้งหลายคนที่นายลองพิจารณาดูได้ เดี๋ยวนี้เงินเดือนตามภัตตาคารใหญ่ ๆ ก็ไม่ได้สูงมาก แถมกระแสการลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวกำลังมาแรง ขนาดเหล่าหลัวที่หัวโบราณยังเริ่มหวั่นไหวแล้ว ขอแค่นายให้เงินเดือนสมน้ำสมเนื้อ พูดจาหว่านล้อมดี ๆ เดี๋ยวก็มีคนมา”
โจวเยี่ยนทำหน้าแปลก ๆ “งั้น... มันจะไม่ใช่การไปขุดกำแพงร้านเล่อหมิงเหรอครับ?”
เซี่ยวเหล่ยโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ขุดกำแพงอะไรกัน ร้านเล่อหมิงมันก็เหมือนโรงเรียนนายร้อยหวงผู่ของวงการเชฟเจียโจวนั่นแหละ ปั้นเชฟเก่ง ๆ ออกมารุ่นแล้วรุ่นเล่า เรียนจบแล้วก็ไป
อาจารย์ลุงทั้งสามคนของนาย ไปไกลกว่ากันทุกคน ขนาดอาจารย์ลุงใหญ่ฝีมือระดับนั้นยังหนีไปเฉิงตู ตอนนั้นผู้จัดการว่าจะให้แกเป็นหัวหน้าเชฟ ยื่นเรื่องไปแล้ว พอได้หนังสือเชิญจากภัตตาคารเฉิงตู วันรุ่งขึ้นแกก็ตบก้นหนีไปเลย
เรื่องนี้เล่ากันว่าทำเอาผู้จัดการร้านเล่อหมิงโกรธจนควันออกหู แอบด่าแกอยู่ครึ่งเดือน เที่ยวป่าวประกาศไปทั่วว่าแกนกเขาไม่ขัน หลั่งเร็ว แถมยังเป็นริดสีดวงอีกต่างหาก”
“จริงเหรอครับ?” เจิ้งเฉียงทำหน้าอยากรู้อยากเห็น
เซี่ยวเหล่ยกับโจวเยี่ยนมองหน้าเขา สมเป็นศิษย์กตัญญูจริง ๆ
“ผมก็แค่ถามไปงั้นเอง...” เจิ้งเฉียงตอบเสียงอ่อย
“ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้หรอก” เซี่ยวเหล่ยพูดทิ้งท้ายอย่างมีนัย
เจิ้งเฉียงกับโจวเยี่ยนทำท่าครุ่นคิด
“แล้วผู้จัดการไปรู้เรื่องริดสีดวงที่เป็นความลับสุดยอดของอาจารย์ลุงได้ยังไงครับ?” โจวเยี่ยนถามต่อ
คราวนี้ถึงตาเซี่ยวเหล่ยกับเจิ้งเฉียงหันขวับมามองโจวเยี่ยน ตาโตเท่าไข่ห่าน ราวกับค้นพบเรื่องราวสะเทือนโลก
“ผมก็แค่ถามไปงั้นเอง...” โจวเยี่ยนตอบเสียงอ่อย
ทั้งสามคนสบตากัน แล้วก็ระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกัน
โจวเยี่ยนสาบานกับตัวเองในใจ วันหลังถ้ามีวงนินทาแบบนี้ เขาต้องอยู่ด้วยให้ได้
กฎเหล็กที่ว่าใครไม่อยู่คนนั้นโดนนินทา มันมีอยู่จริงเสมอ
เซี่ยวเหล่ยพูดต่อ “เหล่าหลัว หวังเหมี่ยน... พวกนี้นายลองพิจารณาดูได้ เป็นคนขยันขันแข็ง ฝีมือดี นิสัยสุขุม
ที่สำคัญคือ เงินเดือนไม่สูง เดือนละร้อยหยวน ไม่ค่อยได้รับความสำคัญ ประจบสอพลอไม่เป็น อนาคตตัน เงินเดือนแทบไม่ขยับ ปีนึงขึ้นค่าอายุงานไม่กี่หยวน
พวกเขามีลูกศิษย์กันทั้งนั้น ถ้าพวกเขามา แล้วหนีบลูกศิษย์ที่ไว้ใจได้มาด้วยสักสองคน คนเตรียมของ ลูกมือ พ่อครัวรุ่นใหม่ ก็ครบทีม ตั้งทีมพื้นฐานได้เลย”
โจวเยี่ยนพยักหน้าหงึกหงัก จดจำชื่อเหล่านี้ไว้ก่อน
อาจารย์เขาเป็นหัวหน้าเชฟโรงอาหารมาสิบกว่าปี ผ่านคนผ่านเรื่องราวมาเยอะ มองคนขาด
แกบอกว่านิสัยดี ก็ต้องดีแน่นอน
โจวเยี่ยนถาม “อาจารย์อาเหล่าหลัวบอกว่าอยากเปิดร้านอาหารไม่ใช่เหรอครับ? ถ้าใจลอยไปทางนั้นแล้ว จะยอมมาเป็นลูกจ้างเหรอครับ?”
“ถึงเวลาลองถามแกดู ถ้าแกยอมมาก็มา ถ้าอยากทำเองก็ปล่อยแกไป ของแบบนี้แล้วแต่วาสนา” เซี่ยวเหล่ยยิ้ม “ถ้าวันนี้นายไม่พูด ฉันก็กะว่าหลังปีใหม่จะเริ่มตั้งทีม ขยายขนาดทีมโต๊ะจีนให้ใหญ่ขึ้น และทำให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น”
โจวเยี่ยนฟังจบก็อึ้งนิด ๆ “อาจารย์ครับ อาจารย์นี่สุดยอดจริง ๆ”
การลาออกมาทำธุรกิจครั้งนี้ เหมือนเปิดจุดชีพจรให้อาจารย์จริง ๆ มองการณ์ไกลไปข้างหน้าสองก้าว เผลอ ๆ วางแผนระยะยาวไว้หมดแล้ว
“ตลาดโต๊ะจีนไม่เล็ก แต่ทำกันสะเปะสะปะ ฝีมือก็ดีบ้างแย่บ้าง ฉันกะว่าจะทำไปศึกษาไป สร้างมาตรฐานขึ้นมา แล้วขยายขนาดสร้างชื่อเสียงให้โด่งดัง” เซี่ยวเหล่ยมองโจวเยี่ยน “นายหัวไว นายว่าแบบนี้เป็นไปได้ไหม?”
“ผมว่ามีโอกาสสำเร็จสูงมากครับ อาจารย์ อาจารย์ต่างหากที่หัวไว กล้าคิดกล้าทำ” โจวเยี่ยนพยักหน้า
ตอนนี้พวกงานแต่งงานและงานวันเกิดที่จัดในโรงแรมภัตตาคารยังเป็นทางเลือกของคนรวยส่วนน้อย ตามตำบล หรือแม้แต่ในเมืองเจียโจว คนส่วนใหญ่ยังนิยมจ้างพ่อครัวโต๊ะจีนมาทำอาหารเลี้ยงที่บ้าน ซื้อของสดเอง เพื่อประหยัดต้นทุนให้ได้มากที่สุด
ตลาดนี้กว้างใหญ่และน่าลงทุน อย่างน้อยในอีกหลายปีข้างหน้า ก็ยังไม่มีใครมาแทนที่ได้
อาจารย์เขาอยากสร้างชื่อเสียงให้ติดตลาดก่อน แล้วค่อยรวบรวมทรัพยากร รับงานโต๊ะจีนให้มากขึ้น เพื่อโกยเงินให้ได้เยอะ ๆ
แต่ว่า พ่อครัวโต๊ะจีนคิดค่าแรงตามจำนวนโต๊ะ กำไรมันค่อนข้างจำกัด
สู้เปิดภัตตาคารรับจัดเลี้ยงไม่ได้หรอก รายได้ต่างกันลิบลับ
แต่เปิดภัตตาคารเป็นการลงทุนหนัก ค่าตกแต่งห้องจัดเลี้ยงอะไรพวกนั้นต้องใช้เงินก้อนโต
ถ้าไม่หรูหรา ใครจะยอมควักเงินแพง ๆ มาจัดเลี้ยงที่ร้านคุณ มันเป็นเรื่องหน้าตาของเจ้าภาพ
ทรัพย์สินชิ้นใหญ่สุดของโต๊ะจีนก็คือพวกซึ้งนึ่ง หม้อ ไห อุปกรณ์ทำครัว เป็นการลงทุนเบา ๆ เหมาะกับสถานการณ์ของพวกเขาตอนนี้ที่สุด
โจวเยี่ยนยิ้มพูดว่า “อีกสักสองสามปี พอพวกเรามีเงิน ค่อยมาหุ้นกันเปิดภัตตาคารจัดเลี้ยงก็ได้ครับ ถึงตอนนั้นผมลงแค่เงิน ไม่ยุ่งเรื่องบริหาร พวกอาจารย์หาเงินได้ก็แบ่งกำไรให้ผมก็พอ”
เซี่ยวเหล่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง พยักหน้า “เข้าท่า เปิดภัตตาคารใช้เงินเยอะ รอเราเก็บเงินก้อนใหญ่ได้ค่อยว่ากัน”
“ได้ครับ” โจวเยี่ยนยิ้มรับ
อาจารย์เป็นคนคุมลูกน้องเก่ง แต่ดูจากแนวโน้มยุคสมัย ภัตตาคารจัดเลี้ยงคือเป้าหมายสุดท้าย
วันหน้าไม่แน่พวกเขาอาจจะได้ร่วมงานกันอีก
ต่างคนต่างเติบโตในเส้นทางของตัวเอง แล้วไปเจอกันที่จุดสูงสุด ก็ดีเหมือนกัน
เจิ้งเฉียงนั่งยิ้มแป้นอยู่ข้าง ๆ ยังไงเขาก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว
เขาค้นพบแล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์อาหรือโจวเยี่ยน ล้วนหัวสมองดีกว่าเขาเยอะ
เขาไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่ทำงานของตัวเองให้ดีก็พอ
ทำโต๊ะจีนเดือนแรกฟันไปสี่ร้อยหยวน เท่ากับเงินเดือนครึ่งปีที่ภัตตาคารเฉิงตู
เดือนนี้อยู่บ้าน เขาไม่ต้องเทน้ำล้างเท้าเองแล้ว
สถานะในบ้านพุ่งกระฉูด ถึงขนาดได้อยู่ข้างบนแล้ว
“อาจารย์ครับ ลูกชายตาเฒ่าหวงเป็นอะไรเหรอครับ?” โจวเยี่ยนถามขึ้นลอย ๆ เมื่อกี้ได้ยินตาแก่หวงพูดถึงดูทุกข์ใจน่าดู
“หวงเอ้อร์หวาเหรอ เขาเคยเป็นทหาร หน่วยหน้ากล้าตายในสงครามสั่งสอนเวียดนาม ทั้งหมู่รอดกลับมาแค่เขาคนเดียว จิตใจเลยไม่ค่อยปกติ ทุกคืนต้องเปิดไฟนอนแต่ก็นอนไม่ค่อยหลับ กลางวันต้องเปิดหน้าต่างประตูถึงจะงีบได้ ใช้ชีวิตปกติไม่ได้เลย” เซี่ยวเหล่ยถอนหายใจ
“ตอนเด็ก ๆ เป็นเด็กร่าเริงสดใสมาก เดี๋ยวนี้เจอหน้าฉันยังไม่ค่อยจะทักเลย เห็นเขาว่าเป็นโรคเครียดหลังผ่านสงครามอะไรเนี่ยแหละ... ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจ”
“เป็นอย่างนี้นี่เอง...” โจวเยี่ยนฟังแล้วก็เงียบไป
อาการคล้ายกับอาเล็กของเขา แต่อาเล็กอาการดีกว่าหน่อย ปฏิกิริยาตอบสนองไม่รุนแรงเท่า ปรับตัวได้แล้ว ยิ่งตอนนี้ได้ไปทำงานที่กองกำลังติดอาวุธ ดูท่าทางดีขึ้นเยอะ พลังชีวิตกลับมาเต็มเปี่ยม
เซี่ยวเหล่ยส่ายหน้า สีหน้าเวทนา “ตาเฒ่าหวงก็น่าสงสาร มีลูกสาวคนหนึ่ง ลูกชายสองคน ลูกชายคนโตตายแต่เด็ก คนรองก็มาเป็นแบบนี้ สองผัวเมียก็ได้แต่ปลูกผักทำผักกาดดอง สานตะกร้าขายไปวัน ๆ ปีหนึ่งหาเงินได้ไม่เท่าไหร่หรอก
ยังดีที่ลูกชายมีเงินบำนาญทหารผ่านศึก ต่อไปถ้าแกสองคนตายไป อย่างน้อยรัฐบาลก็เลี้ยงดู ไม่ถึงกับอดตาย
ผักกาดดองที่ตาเฒ่าหวงทำดีจริง ๆ วันหลังถ้านายต้องใช้ก็ไปซื้อกับแกโดยตรง ถือว่าช่วยอุดหนุนแกหน่อย”
“ได้ครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า ผักกาดดองคุณภาพระดับนี้ ในเจียโจวคงหาเจ้าที่สองยาก
“เสียดายที่ฝีมือแกไม่มีคนสืบทอด คงจะสูญหายไป ถ้าตาเฒ่าหวงตายไป วันหน้าอาจจะต้องถ่อไปซื้อผักกาดดองถึงอี้ปิน” เซี่ยวเหล่ยพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าเศร้าหมองลง
“แกยังมีลูกสาวอีกคนไม่ใช่เหรอครับ?” โจวเยี่ยนถาม
เซี่ยวเหล่ยตอบอย่างจนใจ “ลูกสาวเรียนวิชาไปแล้ว แต่ดันแต่งงานกลับไปอยู่อี้ปิน เอาวิชากลับไปบ้านเกิดซะงั้น”
โจวเยี่ยน: ...
บทจะพูดไม่ออก คนเราก็ดันขำออกมาซะงั้น
ทั้งสามคุยสัพเพเหระจนกลับถึงซูจี แยกย้ายกันที่หัวสะพานหิน
“ซื้อของแห้งมาเยอะแยะเชียว!” น้าจ้าวกับคนอื่น ๆ มาช่วยขนของลง พอเห็นผักกาดดองถุงใหญ่ ก็ถามอย่างแปลกใจ “ลูกซื้อผักกาดดองถุงเบ้อเริ่มมาทำไม?”
โจวเยี่ยนยิ้มอธิบาย “ผมกะว่าจะทำหมูสามชั้นนึ่งผักกาดดองเค็ม แล้วก็ลองทำหมูสองไฟผัดผักกาดดองดูครับ”