เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 300 น้าว่าอีกไม่นานแม่ของเธอต้องบุกมาแน่

บทที่ 300 น้าว่าอีกไม่นานแม่ของเธอต้องบุกมาแน่

บทที่ 300 น้าว่าอีกไม่นานแม่ของเธอต้องบุกมาแน่


“คุณไม่รู้หรอก ยัยหนูนี่กลับมาก็ไม่บอกผมสักคำ ไม่รอผมด้วย ตรงดิ่งไปกินข้าวที่ร้านโจวเยี่ยนเลย แถมยังได้เพื่อนใหม่มาอีกกลุ่ม เด็ก ๆ นั่งกันเต็มโต๊ะ ผมก็เลยต้องจ่ายเงินให้...” หลินจื้อเฉียงเดินตามข้างกายเมิ่งอันเหอ บ่นกระปอดกระแปดไปตลอดทาง

“พอได้แล้ว บอกมาเถอะว่าจะเบิกเท่าไหร่” เมิ่งอันเหอพูดขัดจังหวะ

“สิบหยวนสองเหมา”

เมิ่งอันเหอหยิบกระเป๋าเงินสีแดงออกมาจากกระเป๋าสะพาย ดึงธนบัตรใบละสิบหยวนออกมาสองใบยื่นให้ “มื้อเย็นคุณก็จ่ายด้วยนะ”

“ได้เลยจ้ะเมียจ๋า คุณว่าไงก็ว่าตามนั้น” หลินจื้อเฉียงรับเงินมาหน้าบาน ถือโอกาสคว้ากระเป๋าของเมิ่งอันเหอมาช่วยถือด้วย

“พี่เหยาเหยามาแล้ว! แม่ครับ ต่อไปเราจะได้ไปกินข้าวที่ร้านอาหารทุกวันเลยหรือเปล่า?” หลินจิ่งสิงถามอย่างคาดหวังสุด ๆ

“จริงเหรอครับ?” หลินปิ่งเหวินตาลุกวาว “ผมรักพี่เหยาเหยา! ผมอยากไปอยู่บ้านเดียวกับพี่เขาจัง!”

“ฝันไปเถอะ กินร้านอาหารทุกวัน เงินเดือนพ่อพวกแกไม่พอให้กินหรอก” เมิ่งอันเหอมองค้อน ยิ้มบอกว่า “วันนี้เลี้ยงต้อนรับพี่เหยาเหยา เราถึงไปกินที่ร้าน พรุ่งนี้เช้ากินข้าวต้มที่บ้าน แม่เอากระปุกมาแล้ว เดี๋ยวให้โจวเยี่ยนตักหัวไชเท้าดองใส่ให้”

“หัวไชเท้าดองก็ดีครับ ชอบกินหัวไชเท้าดอง” หลินจิ่งสิงพยักหน้า

“ผมอยากกินบะหมี่! บะหมี่พี่โจวเยี่ยนทำอร่อยมาก!” หลินปิ่งเหวินส่ายหน้า วิ่งมาจูงมือเมิ่งอันเหอ “แม่ครับ พ่อแอบไปกินบะหมี่คนเดียว ไม่ยอมพาพวกผมไป”

“เหลวไหล ไม่จริงสักหน่อย” หลินจื้อเฉียงทำหน้าขึงขัง

หลินปิ่งเหวินฟ้องต่อ “เมื่อวานพ่อละเมอด้วย! แถมยังแจ๊บปากอีก! เสียงดังมาก! ผมนึกว่าฟ้าร้องซะอีก”

“ผมก็ได้ยินเหมือนกัน!” หลินจิ่งสิงพยักหน้าสนับสนุน “พ่อพูดว่า: บะหมี่นี่หอมจริง ๆ! พรุ่งนี้จะไปกินอีก”

หลินจื้อเฉียงเม้มปาก เริ่มรู้สึกกระดากอายขึ้นมาบ้างแล้ว

เมิ่งอันเหอยกมุมปากยิ้ม เธอรู้อยู่แล้วว่าตาเฒ่าหลินชอบกินบะหมี่ มองเขาแล้วพูดว่า “พรุ่งนี้เช้าพาลูกไปกินบะหมี่สักชามก่อนค่อยไปส่งโรงเรียนนะ”

“ได้จ้ะ” หลินจื้อเฉียงพยักหน้า มองลูกชายตัวแสบสองคนแล้วรู้สึกอยากชักเข็มขัดออกมาหวดสักป้าบ

“บอกทางเหล่าตู้ไว้หรือยัง?” เมิ่งอันเหอถาม

“เมื่อบ่ายคุยกับเหล่าตู้แล้ว รอบนี้เด็กวิจิตรศิลป์เสฉวนมีเหยาเหยามาฝึกงานคนเดียว ฝ่ายการตลาดเขาให้ความสำคัญมาก หวังว่าจะอาศัยความรู้ความสามารถของแกมาช่วยผลักดันการสร้างแบรนด์” หลินจื้อเฉียงยิ้มเล่า “เหล่าตู้ก็กดดันไม่น้อย แกรู้วิธีขายของ รู้วิธีเจรจากับลูกค้า แต่จะให้มานั่งเล่าเรื่องราวสินค้า สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ มันฝืนใจแกเกินไป ช่วงนี้ผมร่วงจนหน้าผากเถิกไปตั้งเยอะ ยังหาทิศทางไม่เจอเลย”

“เรื่องที่พวกตัวเองยังทำไม่ได้ จะมาฝากความหวังไว้กับนักศึกษาฝึกงานที่ยังเรียนไม่จบได้ยังไง?” เมิ่งอันเหอขมวดคิ้วนิด ๆ “คุณต้องเตือนเหล่าตู้หน่อยนะ อย่าไปกดดันเหยาเหยามากเกินไป”

“วางใจเถอะ เหล่าตู้รู้ว่าเหยาเหยาเป็นหลานแท้ ๆ ของคุณ ไม่กล้าหรอกน่า”

หลินจื้อเฉียงไม่คิดมาก ลดเสียงลงถามว่า “แต่ว่านะ เหยาเหยาเลือกมาฝึกงานที่โรงงานทอผ้า เพราะผ้าไหมเจียติ้งจริง ๆ เหรอ?”

เมิ่งอันเหอยิ้ม “คุณคิดว่ามาเพราะติดใจรสมือโจวเยี่ยนเหรอ? อย่าคิดว่าใครเขาจะเห็นแก่กินเหมือนคุณสิ วัน ๆ จ้องแต่จะกินบะหมี่ชามนั้น”

หลินจื้อเฉียงแบมือ “ช่วยไม่ได้นี่นา บะหมี่ฝีมือโจวเยี่ยนมันอร่อยไร้เทียมทานจริง ๆ อีกอย่างนะ โจวเยี่ยนไม่ได้มีดีแค่ทำกับข้าวอร่อย หน้าตาก็หล่อ แถมยังมีความคิดความอ่านลึกซึ้งด้วย”

“เหยาเหยาไม่ใช่คนฉาบฉวยแบบนั้น หลานดูผู้ชายไม่ดูที่หน้าตาหรอก”

“ใช่ค่ะ หนูตั้งใจมากินกับข้าวฝีมือโจวเยี่ยนนี่แหละ น้าคะ น้าไม่รู้หรอก ช่วงนี้หนูคิดถึงแต่ซี่โครงหมูน้ำแดงที่เขาทำ จนเก็บไปฝันตั้งสองรอบแน่ะ” เซี่ยเหยาที่เดินลงมาจากหอพักควงแขนเมิ่งอันเหอ ยิ้มตาหยี “เขามีเมนูใหม่เยอะเลย หมูเส้นกลิ่นปลาอร่อยมาก พะโล้เจก็เด็ดสุดยอด! โดยเฉพาะฟองเต้าหู้พะโล้ หนูว่าอร่อยกว่าเนื้ออีก”

เมิ่งอันเหอ: ...

หลินจื้อเฉียงหัวเราะชอบใจอยู่ข้าง ๆ

เห็นไหมล่ะ ใคร ๆ ก็เหมือนกันทั้งนั้น!

ใครจะปฏิเสธของอร่อยได้ลงคอ?

ไหน ๆ ก็ต้องฝึกงาน ใครบ้างไม่อยากกินดีอยู่ดี?

“แล้ว... หลานว่าโจวเยี่ยนหล่อไหม?” เมิ่งอันเหอมองหลานแล้วถาม

เซี่ยเหยาย้อนถาม “น้าคะ น้ามองด้วยสายตาคนทำงานศิลปะ คิดว่ายังไงคะ?”

เมิ่งอันเหอครุ่นคิดเล็กน้อย “รูปกะโหลกสวย สัดส่วนเครื่องหน้าสมบูรณ์แบบ ไหล่กว้างเอวสอบ หุ่นนายแบบชัด ๆ เส้นกล้ามเนื้อแขนสวยมาก น่าจะมีซิกแพคด้วย”

เซี่ยเหยายิ้มบาง “หนูก็เรียนวาดรูปมาตั้งยี่สิบปี ได้ที่หนึ่งวิชาวาดเส้นของคณะมาสองปีซ้อนนะคะ”

เมิ่งอันเหอฟังแล้วก็หัวเราะ พยักหน้าบอก “โอเค ๆ รู้แล้วจ้ะว่าตาถึง”

“สัดส่วนเครื่องหน้าน้าเขยก็เป๊ะเหมือนกัน น้านี่ตาถึงจริง ๆ” เซี่ยเหยาแซว

เมิ่งอันเหอพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง “อย่าให้พูดเลย สมัยหนุ่ม ๆ เขาก็ไหล่กว้างเอวสอบ มีซิกแพค หน้าคมสัน ใส่แว่นกรอบทอง สวมเสื้อโค้ท ยืนอยู่ในฝูงคน ฉันมองแวบเดียวก็เห็นเขาแล้ว”

หลินจื้อเฉียงฟังแล้วยืดอกภูมิใจ “แน่นอนสิ สมัยยังหนุ่ม สาว ๆ แอบยัดจดหมายรักใส่มือผมตั้งไม่รู้เท่าไหร่”

“ผู้ชายก็เหมือนดอกไม้ บานแค่แป๊บเดียว ซิกแพคเมื่อก่อน ตอนนี้รวมร่างเป็นวันแพคไปหมดแล้ว” เมิ่งอันเหอยื่นมือไปตบพุงพลุ้ย ๆ ของหลินจื้อเฉียง ดังปุ ๆ

“ผู้ชายลงพุงตอนแก่เขาเรียกว่าเสี่ย” หลินจื้อเฉียงฉีกยิ้ม “หลัก ๆ ก็เพราะน้าของหนูเลี้ยงดีเกินไปนั่นแหละ”

“คุณแอบไปหากินเองลับหลังฉันไม่น้อยต่างหาก” เมิ่งอันเหอไม่ยอมรับความดีความชอบ หันไปมองเซี่ยเหยา “น้าจำได้นะ หลานบอกว่าดูผู้ชายไม่ดูที่หน้าตา”

“แต่เขาไม่ได้มีดีแค่หน้าตานี่คะ เขาเป็นผู้ฟังที่ดี แล้วก็ชอบแบ่งปัน เจอหน้ากันทีไรก็ดูสะอาดสะอ้าน มีวินัยแถมยังใฝ่รู้ มองการณ์ไกล มักจะมีไอเดียเจ๋ง ๆ ผุดขึ้นมาเสมอ” เซี่ยเหยายิ้มถาม “น้าว่าเขาพิเศษไหมคะ?”

เมิ่งอันเหอมองเธอ ถอนหายใจอย่างระอา “น้าว่าอีกไม่นานแม่ของเธอต้องบุกมาแน่”

รอยยิ้มบนหน้าหลินจื้อเฉียงกลั้นไม่อยู่แล้ว

พวกเขามาถึงร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา พอดีกับที่รอบสองมีโต๊ะว่างลง

“ผู้จัดการหลิน อันเหอ เซี่ยเหยา มากันแล้วเหรอคะ เชิญนั่งทางนี้เลยจ้ะ ว่างโต๊ะหนึ่งพอดี” จ้าวเถี่ยอิงกุลีกุจอพาครอบครัวนี้ไปนั่ง

“สวัสดีครับน้าจ้าว” หลินจิ่งสิงกับหลินปิ่งเหวินทักทายอย่างว่าง่าย สายตาสอดส่ายไปทั่วร้าน

“พี่เหยา!” โจวโม่โม่กระโดดออกมาจากข้าง ๆ เข้าไปเกาะแกะเซี่ยเหยา แล้วทักทายทุกคน “น้าเมิ่ง อาหลิน แล้วก็พี่จิ่งสิง พี่ปิ่งเหวิน~~”

“โม่โม่ เด็กดี” เมิ่งอันเหอยิ้มบีบแก้มเธอ เจ้าตัวเล็กน่ารักเกินไปแล้ว ตัวนุ่มนิ่มเล็กกะทัดรัด มาทีไรก็ทักทายเธออย่างกระตือรือร้นทุกครั้ง

“น้องโม่โม่!” สองพี่น้องหลินจิ่งสิงกับหลินปิ่งเหวินนั่งไม่ติดที่ทันที ลุกขึ้นไปรุมล้อมเจ้าตัวเล็ก ล้วงกระเป๋าเอาของเล่นสุดหวงออกมาอวดเธอ

“น้าคะ น้ามีน้องสาวให้พวกเขาสักคนสิคะ รับรองเห่อกันจนพาลอยฟ้าแน่” เซี่ยเหยายิ้มแซว

“อย่าว่าแต่คลอดแล้วไม่มีคนเลี้ยงเลย ยุคนี้ใครจะกล้ามีลูก ท้องแปดเดือนยังโดนจับไปรีดออก แถมตกงานอีกต่างหาก” เมิ่งอันเหอส่ายหน้า มองโจวโม่โม่แล้วยิ้ม “ลูกคนอื่นดูน่ารักน่าชัง ถ้ามาเลี้ยงเอง เดี๋ยวก็รู้เรื่อง”

ตอนยกอาหารมาเสิร์ฟ โจวเยี่ยนออกมาทักทาย บอกว่าจะเลี้ยงมื้อนี้ แต่สุดท้ายหลินจื้อเฉียงก็เป็นคนจ่ายเงินอยู่ดี

หลังปิดร้านตอนค่ำ โจวเยี่ยนเปลี่ยนเสื้อผ้า ออกไปวิ่งตามปกติ

เห็นเซี่ยเหยากับหลินจื้อเฉียงในชุดกีฬาอบอุ่นร่างกายอยู่หน้าบ้านพักพนักงานแต่ไกล พอเห็นโจวเยี่ยน เซี่ยเหยาก็โบกมือเรียกพร้อมรอยยิ้ม “โจวเยี่ยน!”

“ครับ” โจวเยี่ยนขานรับ วิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปหา

เซี่ยเหยาสวมชุดกีฬาสีน้ำเงิน หน้าอกสกรีนตัวอักษร ‘จงกั๋ว’ ตัวเบ้อเริ่ม แถบขาวสามแถบพาดจากแขนเสื้อถึงไหล่และตะเข็บกางเกง ชุดกีฬายี่ห้อเหมยฮวาสุดคลาสสิก รองเท้าผ้าใบยี่ห้อหุยลี่

ผมรวบเป็นหางม้าสูง เผยหน้าผากเกลี้ยงเกลา ชุดกีฬาเข้ารูป ทำให้ขาเธอดูยาวเป็นพิเศษ ดูเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังความสดใสของวัยรุ่น

“น้าเขยบอกว่าพวกคุณวิ่งด้วยกันบ่อย ๆ ฉันก็ชอบวิ่งเหมือนกัน วิ่งด้วยกันไหมคะ?” เซี่ยเหยายิ้มชวน

“ได้สิครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า ทั้งสามคนจึงออกวิ่งเหยาะ ๆ ไปตามริมแม่น้ำ

วิ่งไปได้สักพัก หลินจื้อเฉียงก็ค่อย ๆ ชะลอฝีเท้าลง ตะโกนบอกโจวเยี่ยนว่า “วันนี้ขาฉันไม่ค่อยดี โจวเยี่ยนนายวิ่งเป็นเพื่อนเหยาเหยาไปนะ อย่าลืมไปส่งน้องกลับหอด้วยล่ะ”

“ครับ” โจวเยี่ยนรับคำ มองแผ่นหลังหลินจื้อเฉียงที่หันหลังเดินกลับ แล้ววิ่งต่อไปพร้อมกับเซี่ยเหยา

เซี่ยเหยาชะลอความเร็วลง หันมาคุยกับเขาว่า “เมื่อกี้ตอนกินข้าว จู่ ๆ ฉันก็มีความคิดขึ้นมาว่า เรื่องราวของผ้าไหมเจียติ้ง ควรเริ่มเล่าตั้งแต่ต้นกำเนิด เทียบกับเรื่องเทคนิคแล้ว ฉันคิดว่า...”

“ทำไมเพิ่งออกไปก็กลับมาแล้วล่ะ? เหงื่อไม่ออกสักหยด” เมิ่งอันเหอมองหลินจื้อเฉียงที่เดินเข้าบ้านมาอย่างแปลกใจ

“ปล่อยให้หนุ่มสาวเขาวิ่งกันไปเถอะ ผมไปเป็นก้างขวางคอ ผมก็อึดอัด พวกเขาก็เกร็งเปล่า ๆ” หลินจื้อเฉียงปิดประตู ยิ้มโอบเอวเมิ่งอันเหอ กระซิบข้างหูว่า “อีกอย่าง วันนี้คุณกลับมาทั้งที ผมต้องเก็บแรงไว้ใช้คืนนี้สิ”

“แหม ลูกยังไม่หลับนะ!” เมิ่งอันเหอหยิกเอวเขาไปทีหนึ่ง ใบหน้าสวยขึ้นสีระเรื่อ

“ไม่เป็นไรหรอก พวกมันตั้งใจทำการบ้านยิ่งกว่าตอนนอนอีก” หลินจื้อเฉียงหัวเราะ “งั้นผมไปอาบน้ำก่อนนะ”

“เดี๋ยวก่อน” เมิ่งอันเหอหันกลับไปมองห้องข้าง ๆ พูดเสียงเบา “ฉันไปกับคุณด้วย”

โจวเยี่ยนวิ่งเลียบแม่น้ำไปรอบหนึ่งกับเซี่ยเหยา คุยกันตลอดทาง เขาถึงได้รู้ว่าเซี่ยเหยายังไม่ทันเริ่มงาน หัวหน้าฝ่ายการตลาดก็ฝากความหวังอันยิ่งใหญ่ในการสร้างแบรนด์ผ้าไหมเจียติ้งไว้บนบ่าเธอแล้ว

สำหรับนักศึกษาฝึกงานที่ยังเรียนไม่จบ การที่องค์กรมอบหมายงานสำคัญขนาดนี้ให้ ก็ไม่ต่างอะไรกับเพิ่งเกณฑ์ทหารปุ๊บก็สั่งให้ไปขับเครื่องบินรบปั๊บ

แต่เซี่ยเหยาก็สมกับเป็นนักศึกษาดีเด่น เพิ่งได้รับมอบหมายงานมาเมื่อเที่ยง ก็เริ่มวางแผนอย่างจริงจังแล้ว แถมตลอดทางยังคุยไอเดียกับโจวเยี่ยนตั้งหลายอย่าง ซึ่งดูแล้วน่าจะทำได้จริง

โจวเยี่ยนรับบทผู้ฟังเป็นหลัก นาน ๆ ทีจะเสนอความคิดเห็นและมุมมองของตัวเองบ้าง

การสร้างแบรนด์ ขาดเรื่องราวดี ๆ ไม่ได้ ทั้งทักษะและวัฒนธรรมที่สืบทอดมารับพันปี และเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ต้องชูจุดเด่นทั้งประวัติศาสตร์อันยาวนานและวัฒนธรรมที่เข้มขลังของผ้าไหมเจียติ้ง พร้อมกับแสดงให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาของนวัตกรรมและความก้าวหน้าของผลิตภัณฑ์

กลับมาถึงใต้หอพัก ฟ้าเริ่มมืดแล้ว

หน้าผากของเซี่ยเหยามีเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดพราย แก้มแดงระเรื่อ แววตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น “ฉันว่าคุณพูดถูกมากเลย ไอเดียเดิมของฉันเน้นไปที่การขุดคุ้ยประวัติศาสตร์และการสืบทอดมากเกินไป แต่ถ้าจะให้ลูกค้าและผู้ใช้รู้สึกว่าพรีเมียม นวัตกรรมและความทันสมัยก็สำคัญมากเหมือนกัน ต้องมีทั้งรากฐานและดูนำสมัยด้วย”

โจวเยี่ยนยิ้มบาง “ผมแค่เสนอความคิดเห็นนิดหน่อยเองครับ คุณมีพรสวรรค์อยู่แล้ว ต้องสร้างแบรนด์ผ้าไหมเจียติ้งให้ดังได้แน่นอน”

“เจอกันพรุ่งนี้นะคะ ฉันต้องรีบไปจดไอเดียในหัวออกมา แล้วก็วาดออกมาด้วย กลัวลืมค่ะ” เซี่ยเหยาโบกมือ หันหลังวิ่งขึ้นตึกไป

โจวเยี่ยนรอจนไฟห้องที่สองบนชั้นสามสว่างขึ้น ถึงค่อยหันหลังวิ่งกลับไปทางร้าน

เช้าวันรุ่งขึ้น สหายเสี่ยวโจวตื่นแต่เช้าตรู่ ออกไปจ่ายตลาดกับสหายเหล่าโจว

สหายเหล่าโจวดูการหั่นเนื้อ โจวเยี่ยนแวะกลับไปที่บ้านเก่า

คุณย่าตื่นแต่เช้า กำลังต้มอาหารให้หมูกับไก่เป็ดอยู่

โจวเยี่ยนเคาะประตูเปิดเข้าไป แล้วถามเข้าประเด็นทันทีว่า “ย่าครับ ผมอยากทำไส้หมูพะโล้ จำเป็นต้องแยกหม้อน้ำพะโล้ไหมครับ?”

“จะทำเยอะแค่ไหนล่ะ?” ย่าถือกระบวยใหญ่ค้างไว้ มองเขาแล้วถาม

“วันนี้กะว่าจะลองสักห้าจินก่อนครับ”

“ห้าจินจะไปแยกหม้อทำไมให้ยุ่งยาก ใส่ลงไปตุ๋นในหม้อใหญ่รวมกันนั่นแหละ ไส้หมูที่ได้จะหอมกว่า รสชาติดีกว่า น้ำพะโล้ไม่เสียรสหรอก ไม่มีปัญหาแน่นอน” ย่ายิ้มบอก “ปริมาณหัวหมูที่แกตุ๋นทุกวันน่ะ ถ้าไส้หมูไม่เกินสิบห้าจิน ไม่ต้องแยกหม้อหรอก แยกหม้อทำรสชาติสู้ต้มรวมกันไม่ได้ด้วยซ้ำ”

“ครับ เข้าใจแล้ว” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า

ย่ามองหลานชาย ยิ้มแซว “ทำไม ช่วงนี้มีเรื่องดีอะไรเหรอ? หน้าตาดูสดใส ยิ้มระรื่นเชียว มีความรักหรือไง?”

หา? ย่าดูออกขนาดนี้เลยเหรอ?

โจวเยี่ยนร้อนตัวขึ้นมาดื้อ ๆ ยิ้มกลบเกลื่อน “สองวันนี้ผมเพิ่งซื้อบ้านที่เจียโจวหลังหนึ่ง คุณหนูชิวฉี่ ย่ายังจำได้ไหมครับ? บ้านเก่าตระกูลชิวหลังนั้นที่ย่าเคยเอาเนื้อวัวพะโล้ไปส่งให้ไง”

จบบทที่ บทที่ 300 น้าว่าอีกไม่นานแม่ของเธอต้องบุกมาแน่

คัดลอกลิงก์แล้ว