- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 270 เสี่ยวโจว นายลงหนังสือพิมพ์แล้ว!
บทที่ 270 เสี่ยวโจว นายลงหนังสือพิมพ์แล้ว!
บทที่ 270 เสี่ยวโจว นายลงหนังสือพิมพ์แล้ว!
โจวเยี่ยนคีบเครื่องในไก่ใส่ชาม กึ๋นไก่แล่บางเฉียบ ไส้ไก่หั่นท่อนสั้นผัดจนม้วนตัว ตับไก่หั่นหนาหน่อย ย้อมด้วยน้ำมันสีแดงสด เหมือนโมรา
กินเข้าไปคำหนึ่ง กึ๋นกรุบกรอบ เคี้ยวแล้วดังกรุบ ๆ ไส้ไก่ลื่นลิ้นเด้งสู้ฟัน ตับไก่นุ่มละมุน รสเผ็ดชาหอมสดชื่นพุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง!
กลิ่นเปรี้ยวหอมของพริกเชอร์รี่ดองและขิงดองผสานกับรสเผ็ดร้อนบนปลายลิ้น ความเผ็ดหอมช่างโดดเด่นและพิเศษสุด ๆ
เคี้ยวไปครึ่งทาง มือก็เผลอยกชามข้าวขึ้นมา เตรียมพร้อมสวาปาม
ยกชามข้าวขึ้นก็เผลอกินคำโต น้ำมันจากผัดซึมเข้าเม็ดข้าว รสเผ็ดหอมยั่วน้ำลาย เครื่องในไก่แค่คำเดียวก็ขุดหลุมในชามข้าวได้แล้ว
เปลืองข้าวโคตร ๆ!
“อาจารย์ ผัดเครื่องในนี่สุดยอดไปเลยครับ! รสสัมผัสของกึ๋น ไส้ และตับทำได้พอดีเป๊ะ สุดยอด! กินกับข้าวดีชะมัด!” โจวเยี่ยนวางชาม มองเซี่ยวเหล่ยอย่างทึ่งจัด
“ผัดรวมกันในกระทะเดียว ก็ต้องใช้ทักษะมีดคุมไฟ กึ๋นต้องบาง ตับต้องหนาหน่อย ไส้หั่นท่อนก็พอ หัวใจก็ต้องหั่นแว่น เวลาผัดไฟแรงจะได้ไม่พลาดง่าย” เซี่ยวเหล่ยยิ้มสอน “ร้านนายวันนึงเชือดไก่หลายตัว นายก็หั่นตามมาตรฐานนี้ ค่อย ๆ จับจุดเรื่องไฟ เดี๋ยวก็เก่งเอง”
“ได้ครับ เดี๋ยวผมจะลองดู” โจวเยี่ยนพยักหน้า เขาทำไก่แช่เหล้า ทุกวันมีเครื่องในไก่เหลือจริง ๆ แต่ก่อนหน้านี้ที่เขาผัดกับที่อาจารย์ผัด รสชาติยังกับคนละเมนู
ยุคนี้ไม่มีเครื่องในไก่แช่แข็ง เมนูนี้เอาแน่เอานอนไม่ได้ เลยขึ้นเมนูไม่ได้
แต่ผัดกินเองก็ไม่เลว
“โจวเยี่ยน! ลองชิมเลือดไก่ผัดพริกนี่สิ อาจารย์อาเซี่ยวฝีมือสุดยอด! นุ๊มนุ่ม!” เจิ้งเฉียงทำหน้าฟิน คีบเลือดไก่ใส่ชามอีกชิ้น
โจวเยี่ยนเป็นคนเชื่อคนง่ายอยู่แล้ว คีบเลือดไก่ขึ้นมาจากกองพริกแห้งชิ้นหนึ่ง
เลือดไก่นุ่มมาก เหมือนเต้าหู้อ่อนเลย คีบขึ้นมาสั่นดึ๋งดั๋ง เหมือนจะแตกได้ทุกเมื่อ เคลือบด้วยน้ำมันพริกและซอส เป่าสองที เอาเข้าปาก
โห!
คำว่านุ่มคำเดียวคงไม่พอ!
น้ำมันพริกชุ่มฉ่ำเคลือบเลือดไก่ ดูดจ๊วบเดียวก็ละลายในปาก เผ็ดหอมเข้าเนื้อ นุ่มลื่นเป็นพิเศษ หอมกลิ่นชาลิ้น สะใจจริง ๆ!
เพราะใช้พริกป่นคั่ว ไม่ได้ใช้ซอสเต้าเจี้ยวพริก รสชาติเลยต่างจากตับหมูผัดพริกอยู่บ้าง
รสเผ็ดและรสชาจะโดดเด่นกว่า
อร่อย!
เผลอแป๊บเดียว ข้าวหมดชาม
กับข้าววันนี้เปลืองข้าวชะมัด
ทุกคนไม่มีกะจิตกะใจจะคุยแล้ว ก้มหน้าก้มตากินข้าวลูกเดียว
โจวเยี่ยนเติมข้าวอีกชาม ใช้ช้อนตักน้ำซอสข้นคลั่กของไก่ตุ๋นเผือกราดข้าว คีบเผือกมาบี้อีกสองชิ้น คลุกเคล้าให้เข้ากัน กินแล้วฟินสุด ๆ
สามชามลงท้อง โจวเยี่ยนเรอเอิ๊ก
“ว้าว เกอเกอวันนี้ก็ฟาดไปสามชามเหมือนกัน!” โจวโม่โม่ปรบมือแปะ ๆ “เราสองคนเก่งจังเลย~~”
“อื้ม เราสองคนเก่งจริง ๆ” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า
ถึงทุกคนจะกินกันเต็มคราบ แต่กับข้าวสามอย่างนี้มันเยอะจริง ไก่ตุ๋นเผือกยังเหลืออีกครึ่งหม้อ แต่เครื่องในกับเลือดไก่หมดเกลี้ยง
“พ่อครัวอย่างพวกลูกนี่ฝีมือร้ายกาจกันทุกคน วันนี้ถือว่าลาภปากพวกเรา กินดีไม่แพ้ไปงานเลี้ยงเลย” น้าจ้าวเก็บชามไปยิ้มไป สีหน้าชื่นชม
“นั่นสิ” สหายเหล่าโจวพยักหน้าตาม
เซี่ยวเหล่ยกับเหล่าหลัวได้ยินก็ยิ้ม พูดถ่อมตัวกันนิดหน่อย ลูกค้าก็เริ่มทยอยมา
พอโรงงานพักเที่ยง ร้านอาหารก็วุ่นวายขึ้นมาทันตา
หลินจื้อเฉียงถือหนังสือพิมพ์เดินเข้ามาในร้าน ตรงดิ่งไปหลังครัว ยืนอยู่หน้าประตูครัวบอกว่า “เสี่ยวโจว! นายลงหนังสือพิมพ์แล้ว!”
ทั้งร้านเงียบกริบ ลูกค้าพากันหันมามองหลินจื้อเฉียง
“หา?” ในครัว โจวเยี่ยนได้ยินเสียงหันกลับมามองอย่างงง ๆ
หลินจื้อเฉียงยิ้มกางหนังสือพิมพ์ออก “หนังสือพิมพ์เจียโจวเดลี่ เรื่องที่คุณเฉียนตามหาญาติ หน้าสองลงเต็มหน้า เนื้อหาหนึ่งในสามเขียนถึงนาย”
“ลงเร็วขนาดนี้เลยเหรอครับ?” โจวเยี่ยนแปลกใจ เพิ่งให้สัมภาษณ์ไปเมื่อวานซืน วันนี้ลงแล้ว เร็วกว่านิตยสารรายไตรมาส ‘การทำอาหารเสฉวน’ เยอะเลย
“นายยุ่งไปก่อนเถอะ เดี๋ยววางไว้บนเคาน์เตอร์ ว่างแล้วค่อยอ่าน” หลินจื้อเฉียงยิ้ม
“ครับ ขอบคุณครับอาหลิน!” โจวเยี่ยนยิ้มรับคำ ตอนนี้ลูกค้ากำลังพีค ยุ่งจนตัวเป็นเกลียวจริง ๆ
“ลงหนังสือพิมพ์แล้วเหรอ เดี๋ยวฉันต้องไปซื้อสักสองฉบับมาดูหน่อย นิตยสารหาซื้อยาก หนังสือพิมพ์หาซื้อง่ายกว่าเยอะ” เซี่ยวเหล่ยยิ้ม
“ฉันก็จะไปซื้อสักสองฉบับ” เหล่าหลัวยิ้มตาม
“ไม่รู้มีชื่อผมไหม ขอเกาะกระแสหน่อยก็ยังดี” เจิ้งเฉียงยิ้ม
ทุกคนแซวกันเล่นสองสามประโยค แล้วก็กลับไปยุ่งต่อ
เซี่ยวเหล่ยวันนี้รับผิดชอบเมนูตับหมูผัดพริกกับกะหล่ำปลีผัดกากหมู เมนูหนึ่งเอาไว้ฝึกมือ อีกเมนูโจวเยี่ยนขอแรงฟรี
กะหล่ำปลีผัดกากหมูฝีมืออาจารย์อร่อยกว่าเขา ให้ลูกค้าได้สัมผัสรสชาติระดับเทพที่นาน ๆ จะโผล่มาทีบ้าง
เจิ้งเฉียงรับหน้าที่จัดจานและก่อไฟ พอว่างก็ขยับไปใกล้โจวเยี่ยน ดูเขาผัดกับข้าว แอบจำวิชาไปด้วย
โจวเยี่ยนก็เกรงใจแรงงานฟรีของอาจารย์เจิ้ง เลยถามอะไรตอบหมด
เหล่าหลัวมองห้องโถงที่แป๊บเดียวคนก็นั่งเต็ม กับทุกคนในร้านที่ยุ่งจนตัวเป็นเกลียว แล้วก็เผลอใจลอย
นี่คือร้านอาหารเล็ก ๆ ในตำบลเหรอ?
ทำไมรู้สึกว่ายุ่งกว่าร้านเล่อหมิงอีก?
แน่นอนว่าลูกค้าคงไม่เยอะเท่าร้านเล่อหมิง
แต่ร้านนี้มีโจวเยี่ยนเป็นพ่อครัวแค่คนเดียวนะ
พ่อเขาเต็มที่ก็แค่ลูกมือแผนกหั่น รับผิดชอบขายพะโล้ แม่เขาเฝ้าหม้อใหญ่ขายเนื้อต้มเฉียวเจี่ยว ควบตำแหน่งคนคิดเงิน
พนักงานเสิร์ฟคือพี่สะใภ้ รับผิดชอบรับออเดอร์ เสิร์ฟ เก็บโต๊ะ
ครอบครัวเดียวบริหารจัดการร้านได้ราบรื่นขนาดนี้
ยุ่งก็ยุ่งจริง ๆ ทุกคนเดินกันขาขวิด ตะหลิวโจวเยี่ยนแทบจะควงจนไฟลุก
ประสิทธิภาพการออกอาหารของเขาสูงมาก ผัดจานต่อจาน เร็วกว่าพ่อครัวทุกคนในครัวร้านเล่อหมิง รวมทั้งเซี่ยวเหล่ยที่ยืนผัดตับหมูอยู่ข้าง ๆ ด้วย
เขาเหลือบมองเมนูบนผนัง ราคาพอ ๆ กับร้านอาหารขนาดกลางในเจียโจว
ร้านเล่อหมิงเน้นรับรองแขกระดับสูง ราคาตั้งไว้เหมือนร้านเฟยเยี่ยน คือจะแพงกว่าหน่อย
แต่ราคาของร้านโจวเยี่ยน ก็ไม่ใช่ราคาของร้านบ้านนอกทั่วไปจะเทียบได้แล้ว
แน่นอน กับข้าวฝีมือโจวเยี่ยน ก็คุ้มราคานั้นจริง ๆ
ตับหมูผัดพริกจานละแปดเหมา ที่ร้านเล่อหมิงขายหนึ่งหยวนหกเหมา
แต่รสชาติน่ะเหรอ โจวเยี่ยนทำทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น
ลูกค้าไม่ได้โง่ กินแล้วรู้ว่าอันไหนดีไม่ดี
และรู้ว่าเมนูนี้คุ้มค่าราคานี้
โรงงานของรัฐมีโรงอาหาร แถมราคาถูกแสนถูก
เซี่ยวเหล่ยทำโรงอาหารโรงงานทอผ้ามาตั้งยี่สิบกว่าปี เขาเคยไปกินสองสามครั้ง
ยอมทิ้งข้าวแกงราคาถูกที่โรงอาหาร เพิ่มเงินมากินที่ร้านโจวเอ้อร์หวา ก็เพราะรสชาตินี่แหละ
ใคร ๆ ก็บอกว่าทำธุรกิจส่วนตัวรวย วิทยุก็พูดทุกวันเรื่องกระแสลาออกไปทำธุรกิจ เหล่าหลัวได้ยินเข้าหู แต่ในใจยังนึกภาพไม่ออก
มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่ดูถูกพวกทำธุรกิจส่วนตัว มองว่าไม่มั่นคงแถมไม่มีหน้ามีตา
แต่วันนี้มาเรียนทำไก่หิมะกับโจวเยี่ยน เขาถึงกับตาสว่าง
เนื้อต้มเฉียวเจี่ยวชามละหกเหมา เสิร์ฟขึ้นโต๊ะชามแล้วชามเล่า หน้าประตูก็มีคนต่อแถวซื้อพะโล้ตลอด เมนูผัดตัวเด็ดยิ่งไม่ต้องพูดถึง ออเดอร์ไม่เคยขาด
แบบนี้จะได้เงินเท่าไหร่เนี่ย?
เหล่าหลัวไม่กล้าคำนวณละเอียด
ยังไงเดือนนึงก็ต้องมีสักสองสามพันมั้ง?
ครึ่งปีก็เป็นเศรษฐีเงินหมื่นได้แล้ว!
พระเจ้า!
พ่อหนุ่มคนนี้ยอดเยี่ยมจริง ๆ
“ลาออกไปทำธุรกิจดีไหม?”
“เปิดร้านอาหารบ้างดีไหม?”
ความคิดเหล่าหลัวพอจุดติด ก็พลุ่งพล่านราวกับคลื่นทะเล
ปีนี้เขาสี่สิบสี่แล้ว ลูกชายคนโตก็สิบแปด จบมัธยมต้นก็มาฝึกทำครัวกับเขา เพิ่งฝึกมีดจนคล่อง
ตำแหน่งงานที่เล่อหมิงตอนนี้หายาก ยังเป็นแค่เด็กฝึกงาน วันหน้าไม่รู้จะได้บรรจุไหม เห็นอยู่ว่าโตเป็นหนุ่มแล้ว สูงกว่าเขาอีก อีกสองปีก็ต้องหาเมีย
ลูกสาวปีนี้สิบเจ็ด ม.ห้า ผลการเรียนดี ติดสิบอันดับแรกของชั้นปี รู้ความมาก
ครูประจำชั้นบอกว่า เด็กคนนี้ขยันมาก ได้อยู่ห้องเด็กเก่ง มีโอกาสสอบติดมหาลัย ให้เขาเตรียมตัวไว้แต่เนิ่น ๆ
ตระกูลหลัวของเขาเป็นพ่อครัวมาทุกรุ่น ไม่เคยมีบัณฑิต ต่อให้ต้องทุบหม้อขายเหล็กเขาก็ต้องส่งลูกสาวเรียนมหาลัยให้ได้
แม่เขาสุขภาพยังพอไหว ดูแลตัวเองได้ แต่เห็นแกอายุขนาดนี้ ผมขาวโพลนยังต้องลงไร่ทำนาทุกวัน ในใจก็รู้สึกแย่
เมียเขาทำงานโรงงานเล็ก ๆ แถวบ้าน เงินเดือนสี่สิบกว่าหยวน
ครอบครัวพนักงานคู่ ดูภายนอกโก้หรู ชาวบ้านอิจฉากันจะตาย แต่ความจริงชักหน้าไม่ถึงหลัง พูดให้ใครฟังก็ไม่ได้
สรุปสั้น ๆ คือหาได้น้อย เงินไม่พอใช้
ถ้าหยิบมาเทียบกันเป็นจาน ๆ เขาคงสู้โจวเยี่ยนไม่ได้
แต่เขาทำร้านเล่อหมิงมายี่สิบหกปี ยืนหยัดในครัวได้ มีที่ยืนเป็นของตัวเอง ทำอาหารขึ้นโต๊ะเลี้ยงรับรองได้ ฝีมือระดับเชฟขั้นสองนี่ของจริง
เปิดร้านเล็ก ๆ เขาคิดว่าน่าจะไหว
ถึงตอนนั้นให้ลูกชายมาช่วย เป็นลูกมือหั่นผัก ให้เมียมาเก็บเงินรับออเดอร์ ควบเสิร์ฟอาหาร
คนในครอบครัวน่าจะช่วยกันทำมาหากินได้
วันนี้กลับไปต้องคุยกับเมียให้รู้เรื่อง แล้วค่อยมาขอคำแนะนำจากโจวเยี่ยน
เด็กหนุ่มคนนี้อายุน้อย แต่หัวไวชะมัด
เปิดร้านในตำบลเล็ก ๆ ยังรุ่งเรืองขนาดนี้ ถ้าสะสมทุนพอแล้วขยับเข้าเมืองเจียโจว ร้านเล่อหมิงกับร้านเฟยเยี่ยนคงหนาว ๆ ร้อน ๆ กันบ้างล่ะ
หลังมื้อเที่ยง เซี่ยวเหล่ยกับพวกเหล่าหลัวก็กลับไป
โจวเยี่ยนส่งพวกเขากลับ เหลือบดูหน้าต่างภารกิจ [ภารกิจรอง: ปมในใจของอาจารย์! ความคืบหน้า 99%]
ให้ได้งี้สิ ไม่ขยับเลย!
ค้างเติ่ง
เหล่าหลัวเขียนสูตรหมูสามชั้นผัดเกลือให้เขาหนึ่งใบ พร้อมอธิบายเทคนิคและจุดที่ต้องระวังอย่างละเอียด แทบจะสาธิตให้ดูตรงนั้นเลย
แต่เมื่อเที่ยงกินกันอิ่มเกินไป ไม่มีใครยัดลงแล้ว เลยต้องพับโครงการ นัดกันว่าคราวหน้าจะมาสอน
โจวเยี่ยนหันหลังกลับเข้าร้าน
น้าจ้าวกับสหายเหล่าโจวและจ้าวหงกำลังมุงดูหนังสือพิมพ์อย่างตั้งใจ
“เขียนว่าอะไรบ้าง ตัวหนังสือบางตัวฉันอ่านไม่ออก” น้าจ้าวถอยครึ่งก้าว ยกตำแหน่งเซ็นเตอร์ให้สหายเหล่าโจว
สหายเหล่าโจวบอกว่า “เขียนถึงครอบครัวเราด้วยนะ บอกว่าเพราะความช่วยเหลือเต็มที่ของเรา เขาถึงหาญาติเจอ ชมโจวเยี่ยนกับอาจารย์เซี่ยว บอกว่าพวกเขาทำให้ทริปตามหาญาตินี้กลายเป็นทริปตามหารสชาติ เขียนได้สละสลวยเชียวล่ะ
ข้างหลังยังเขียนเรื่องโจวเยี่ยนดูตำราแกะสูตรไก่หิมะ สานต่อมรดกสำนักข่ง เปรียบเทียบกับความใจกว้างของปรมาจารย์ข่งไหวเฟิงเมื่อยี่สิบปีก่อนที่ยอมทิ้งธรรมเนียมตระกูลเปิดสอนวิชาให้หลัวฮั่น”
“เยี่ยม! เร็วเข้า! เราไปซื้อหนังสือพิมพ์เจียโจวเดลี่มาเก็บไว้หลาย ๆ ฉบับเถอะ! หนังสือพิมพ์ถูกกว่านิตยสารตั้งเยอะ” น้าจ้าวตบมือ “นี่ถือว่าเราทำความดีแล้วนะเนี่ย”
“ไปกันเถอะ” สหายเหล่าโจวยิ้มพยักหน้า ส่งหนังสือพิมพ์ให้โจวเยี่ยน เข็นรถออกไปพร้อมน้าจ้าว
“พ่อก็ตามใจแม่จัง” โจวเยี่ยนส่ายหน้า รับหนังสือพิมพ์มาอ่านอย่างตั้งใจ รอยยิ้มบนหน้ายิ่งกว้างขึ้น
เจียโจวเดลี่นี่ดีจริง ๆ!
นี่มันหนังสือพิมพ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในท้องถิ่นเชียวนะ!
บวกกับอีเวนต์พิเศษเรื่องคนต่างชาติตามหาญาติ เรียกได้ว่าเป็นการโปรโมตท้องถิ่นที่ทรงพลังที่สุดในแพตช์ปัจจุบันเลย!