- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 230 ยุครุ่งเรืองนี้ เป็นดั่งที่ปู่ปรารถนาแล้ว
บทที่ 230 ยุครุ่งเรืองนี้ เป็นดั่งที่ปู่ปรารถนาแล้ว
บทที่ 230 ยุครุ่งเรืองนี้ เป็นดั่งที่ปู่ปรารถนาแล้ว
โจวเยี่ยนรีดภาพให้เรียบ แล้วใส่กรอบ ขนาดพอดีเป๊ะ
รูปวาดนี้สวยงามมากจริง ๆ ไม่ว่าคนหรือวิวทิวทัศน์ ล้วนดูราวกับมีชีวิต
โจวเยี่ยนดูภาพวาดไม่เป็น แต่ภาพที่มหาชนลงความเห็นว่าสวย ย่อมต้องเป็นภาพที่ดี
สมาชิกทั้งห้าของร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าวาดสวย
“วาดสวยมาก น้องคนนี้หน้าตาน่ารักจริง ๆ” จ้าวหงชมเปาะ “โจวเยี่ยน สู้เขานะ ถ้าได้มาเป็นสะใภ้คงจะดีไม่น้อย”
โจวเยี่ยนถือรูปขึ้นไปข้างบน เดิมทีตั้งใจจะเก็บใส่หีบ แต่คิดไปคิดมา ก็เอาตั้งไว้บนหีบที่หัวเตียง
ห้องโกโรโกโส พลันมีสีสันสดใสขึ้นมาทันตา
เอามาประดับห้อง ก็ดูดีไม่หยอก
“สวยจัง!” โจวโม่โม่วิ่งตามขึ้นมา เกาะขอบหีบมอง “ทำไมพี่เหยาเหยาวาดสวยจังคะ? ทำไมที่หนูวาดมันดูตลก ๆ ล่ะ?”
“หนูก็วาดสวยนะ เซี่ยเหยาบอกว่าชอบรูปวาดหนูมาก” โจวเยี่ยนยิ้มบอก
โจวโม่โม่หันมามองเขา ตาแป๋ว “เกอเกอ รูปที่หนูวาดคือเกอเกอนะ ตกลงพี่เหยาเหยาชอบรูปวาดหนู หรือชอบเกอเกอกันแน่คะ?”
ดวงตาเจ้าตัวเล็กใสแจ๋ว บริสุทธิ์ผุดผ่อง โจวเยี่ยนเหมือนจะเห็นเงาตัวเองสะท้อนอยู่ในนั้น
“ได้เวลาแล้ว ไปวาดรูปได้แล้วเรา” โจวเยี่ยนยกข้อมือดูนาฬิกา ยิ้มบอก
“ไปแล้วค่า!” โจวโม่โม่หันหลังวิ่งไปหยิบสีเทียนกับกระดาษในห้อง แล้ววิ่งตึงตังลงบันไดไป
โจวเยี่ยนเก็บจดหมายใส่หีบ มองรูปวาดอีกครั้ง ยิ้มเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงไปวิ่ง
วิ่งกลับมา สหายเหล่าโจวกำลังนวดไหล่ให้น้าจ้าว โจวโม่โม่นั่งตัวตรงอยู่ที่โต๊ะ ตั้งใจวาดรูป
โจวเยี่ยนอาบน้ำเสร็จออกมา มองสหายเหล่าโจวที่กำลังตั้งกระดานหมากรุก แล้วบอกน้าจ้าวว่า “เดี๋ยวผมจะร่างเมนูวันอาทิตย์หน่อย ดูว่าจะจัดยังไง แล้วก็คอนเฟิร์มจำนวนคนด้วย จะได้เตรียมตัวถูก”
“จำนวนคนเมื่อคืนแม่กับพ่อนับดูแล้ว บ้านลุงใหญ่เก้าคน ลุงรองเจ็ดคน ลุงสามสามคน รวมอาเล็กกับคุณย่าแล้วก็ปู่เล็ก บวกบ้านเราอีกสี่ ทั้งหมดก็ยี่สิบหกคน นั่งสามโต๊ะกำลังดี” น้าจ้าวบอก “เมนูลูกจัดเองเลย เอาตามมาตรฐานงานเลี้ยงบ้านเรา โชว์ฝีมือเมนูเด็ด ๆ หน่อย ทุกคนจะได้กินกันอย่างมีความสุข”
“ได้ครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า ในใจพอกะเกณฑ์ได้แล้ว
นี่เป็นงานเลี้ยงครั้งแรกหลังย้ายบ้าน ถือเป็นเรื่องใหญ่ โจวเยี่ยนต้องจัดการให้เรียบร้อย
“แล้วมื้อเที่ยงวันอาทิตย์จะเอายังไงครับ? จะหาร้านกินที่เจียโจวไหม?” โจวเยี่ยนถามต่อ
“ตามธรรมเนียม ย่าแกจะทำหมั่นโถวตะกร้าหนึ่งเป็นเสบียง แล้วก็พกผักดองไปสองกล่อง กินกันง่าย ๆ” โจวเหมี่ยวบอก
โจวเยี่ยนยิ้ม “กินผักดองมันจะง่ายไปหน่อยมั้งครับ เช้าวันนั้นผมตื่นมาทำพะโล้กับผักตุ๋นสักหม้อ ห่อไปกินมื้อเที่ยงส่วนหนึ่ง ที่เหลือเก็บไว้กินงานเลี้ยงตอนเย็นก็ได้”
น้าจ้าวพยักหน้า “ได้สิ แบบนั้นต้องดีกว่ากินผักดองอยู่แล้ว”
โจวเยี่ยนหยิบกระดาษปากกาจากเคาน์เตอร์ ร่างเมนูและคำนวณวัตถุดิบกับปริมาณที่ต้องใช้อย่างรวดเร็ว
พะโล้มีหูหมูพะโล้ หัวหมูพะโล้ เนื้อวัวพะโล้ ผักตุ๋นรวมมิตรจานหนึ่ง
เมนูน้ำแดงมีซี่โครงหมูน้ำแดง เนื้อตุ๋นหน่อไม้อบแห้ง ปลาไนผัดโหระพา
เมนูผัดมีเนื้อสับผัดพริกสองชนิด หมูสองไฟ ตับหมูผัดพริก เต้าหู้ผัดพริกเสฉวน หมูเส้นกลิ่นปลา
รวมสิบสองอย่าง
จัดหนักจัดเต็มทุกเมนู
กับข้าวโต๊ะนี้ถ้าคิดราคาขายที่ร้าน ก็ปาไปสิบห้าหยวนแปดเจี่ยว
งบประมาณไม่น้อยเลยทีเดียว
“นอกจากเนื้อต้มเฉียวเจี่ยว ลูกเล่นทำทุกเมนูในร้านเลยเหรอ?” น้าจ้าวเดินมาดูเมนูที่โจวเยี่ยนจด แปลกใจนิดหน่อย
“รวมญาติรอบนี้ รอบหน้าอาจจะต้องรอตรุษจีนโน่นเลย ทำเมนูเด็ดให้ทุกคนลองชิมให้หมด สิบสองอย่าง ผมว่ากำลังดีนะ” โจวเยี่ยนยิ้ม
“ก็ดี” น้าจ้าวพยักหน้า สายตาไปสะดุดที่เมนูสุดท้าย “หมูเส้นกลิ่นปลา? เมนูนี้ไม่เห็นลูกเคยทำเลยนี่นา?”
“ผมทำบ่อยตอนอยู่โรงอาหารครับ เมนูเด็ดสำนักข่ง กะว่าจะเอาลงเมนูอาทิตย์หน้านี้แหละ” โจวเยี่ยนมั่วไปเรื่อย วันอาทิตย์เอาออกมาให้ลองชิมก่อน เช็คกระแสตอบรับ จะได้ปรับปรุงทัน
“หมูเส้นกลิ่นปลาแม่ไม่ค่อยได้กิน แต่มะเขือยาวกลิ่นปลาอร่อยนะ เมื่อก่อนยายทำบ่อย เจริญอาหารมาก กินกับมันเทศนึ่งนี่อร่อยเหาะ” น้าจ้าวทำหน้าคิดถึงความหลัง “แม่ก็ไม่ได้กินนานแล้ว แม่ทำเองรู้สึกรสชาติยังไม่ถึง ไม่เหมือนที่ยายทำ”
“ต้องเป็นเพราะพริกเอ้อร์จิงเถียวดองรสชาติไม่เหมือนกันแน่ คราวหน้าแม่ลองใช้พริกที่ยายดองทำดูสิครับ” โจวเยี่ยนมองแม่ ไม่รู้ว่าแม่คิดถึงมะเขือยาวกลิ่นปลา หรือคิดถึงตัวเองในวัยเด็กกันแน่
น้าจ้าวยิ้มพยักหน้า “จริงด้วย คราวหน้ากลับบ้านเดิม จะไปตักน้ำหัวเชื้อในไหผักดองยายกลับมาสักกระปุก”
โจวเยี่ยนเล่นหมากรุกกับสหายเหล่าโจวสามกระดาน ชนะรวด
“พ่อ ฝีมือตกนะเนี่ย ต้องไปฝึกมาใหม่แล้วมั้ง” โจวเยี่ยนทำหน้ากวน
“วันนี้ไม่นับ” สหายเหล่าโจวเก็บตัวหมาก ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ “พ่อว่าคืนนี้ฝนจะตก ความกดอากาศต่ำ อากาศอบอ้าว ทำให้สมองไม่แล่น พรุ่งนี้ค่อยมาดวลกันใหม่”
“รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง” น้าจ้าวเบะปาก หาวหวอด อุ้มโจวโม่โม่ขึ้นไปนอน
สหายเหล่าโจวหน้าแดง เก็บกระดานหมากรุกไว้ใต้เคาน์เตอร์ แล้วเดินตามขึ้นไป
สองวันถัดมา ที่ร้านยังคงยุ่งเหมือนเดิม
ข่าวร้านปิดวันอาทิตย์ ทำเอาลูกค้าโอดครวญกันระนาว
ช่วยไม่ได้ เทียบกับวันธรรมดา ปิดเที่ยงวันอาทิตย์ถือว่าเสียหายรายได้น้อยที่สุดแล้ว
อีกอย่างวันสำคัญแบบนี้ ต่อให้เป็นวันธรรมดา เขาก็ต้องปิดร้านไปไหว้หลุมศพอยู่ดี
คืนวันเสาร์ปิดร้าน โจวเยี่ยนพาทุกคนกลับไปที่หมู่บ้านโจวก่อน
คุณย่าแจกแจงกำหนดการพรุ่งนี้ให้ลูกหลานฟัง
ของไหว้เตรียมไว้ง่าย ๆ เรื่องนี้คุณย่าประหยัดมัธยัสถ์มาตลอด ไม่ชอบความฟุ่มเฟือย
เรื่องอาหารการกิน พอได้ยินว่าโจวเยี่ยนจะทำพะโล้ไปกินมื้อเที่ยง ก็ยิ้มถาม “ไม่ยุ่งยากเหรอ? ต้องตื่นมาตุ๋นแต่เช้า”
“ไม่ลำบากหรอกครับ ปกติก็ทำอยู่แล้ว ยังไงตอนเย็นก็ต้องกิน” โจวเยี่ยนยิ้ม
“ได้ งั้นเอาตามที่หลานว่า” คุณย่าพยักหน้า
เช้าวันรุ่งขึ้น โจวเยี่ยนขี่จักรยานออกไปจ่ายตลาด
กับข้าวสามโต๊ะ เมนูหลากหลาย แต่ละอย่างใช้ปริมาณไม่มาก
ซื้อของกลับมาถึงร้าน สหายเหล่าโจวนั่งรออยู่ที่โถงกลางแล้ว เริ่มช่วยเตรียมวัตถุดิบ
ไม่ถึงแปดโมง พะโล้ก็ทยอยขึ้นจากเตา
โจวเยี่ยนหั่นหัวหมูพะโล้สองจิน ตักผักตุ๋นใส่กะละมังเคลือบหนึ่งกะละมัง และเอาไชเท้าดองใส่ขวดโหลแก้วหนึ่งขวด
ไหว้หลุมศพใช้เวลาไม่ถึงวัน แต่ตระกูลโจวมีธรรมเนียมปีนเขาปิกนิกด้วยกัน คุณย่าเป็นคนตั้งกฎนี้ ไหว้เสร็จต้องพากันไปปีนเขาเหล่าเซียวติ่ง ปีนเสร็จค่อยกลับบ้าน
“โจวเยี่ยน!”
“อาสี่ อาสะใภ้สี่!”
“อุ๊ย วันนี้ผมโม่โม่ถักสวยจัง”
โจวเยี่ยนเพิ่งบรรจุไชเท้าดองเสร็จ เสียงคนข้างนอกก็ดังเข้ามา
“มาแล้วครับ!” โจวเยี่ยนขานรับ เอาอาหารใส่ตะกร้าแบกหลังที่รองฟางไว้ แล้วเข็นจักรยานออกไป
หน้าประตูมีจักรยานจอดอยู่สิบกว่าคัน ตระกูลโจวสี่รุ่นมากันครบทีม จางเจิ้งผิงปู่เล็กก็มาด้วย
รถไม่ใช่ของตัวเองทั้งหมด บางคันยืมคนในหมู่บ้านมา ใคร ๆ ก็รู้ว่าตระกูลโจวจะไปไหว้หลุมศพ ขอยืมรถแค่คำเดียวก็ได้แล้ว
โจวเยี่ยนทักทายทุกคน โจวโม่โม่วิ่งเข้ามา สะพายกระติกน้ำลายพรางประจำตัว “เกอเกอ หนูจะนั่งรถเกอเกอ!”
“จับแน่น ๆ นะ” โจวเยี่ยนยิ้มอุ้มเธอวางบนคานหน้าที่มีเสื้อเก่ามัดรองไว้
“ไปกันเถอะ” คุณย่านั่งซ้อนท้ายรถโจวหมิง ออกคำสั่ง
ขบวนจักรยานมุ่งหน้าสู่เมืองเจียโจว คุยสัพเพเหระกันตลอดทาง
เขาเหล่าเซียวติ่งตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าเจียโจว ศาลขงจื๊อเจียโจวก็สร้างอยู่ข้าง ๆ กัน
หลุมศพคุณปู่อยู่ตีนเขาด้านหลัง ตอนนี้เจียโจวยังไม่ได้สร้างสุสานวีรชนขนาดใหญ่ แต่เพราะคุณปู่เป็นวีรบุรุษชั้นหนึ่ง เลยได้รับการจัดสรรให้ฝังรวมกับวีรชนท่านอื่นที่นี่ ให้ลูกหลานได้กราบไหว้รำลึกถึง ทุกปีช่วงเช็งเม้ง จะมีนักเรียนมาทำความสะอาดและไว้อาลัย
ทุกคนจอดจักรยานไว้ตีนเขา บอกคนเฝ้าสุสานไว้จะได้ช่วยดูให้
ทุกคนหิ้วของเดินเข้าไป สีหน้าเริ่มเคร่งขรึมลง
พวกเด็ก ๆ วิ่งไล่จับกัน รอยยิ้มบนหน้ายังคงสดใส
“ฟานหวา!” จ้าวหงดุ
คุณย่ายิ้มโบกมือห้าม “ไม่ต้องดุหรอก ปล่อยให้เล่นให้สนุก ไหว้กันอย่างมีความสุขเถอะ ขืนทำหน้าเศร้าสร้อยคอตก เดี๋ยวตาแก่จะนึกว่าพวกเราลำบาก”
ทุกคนได้ยินก็ยิ้มออกมา บรรยากาศผ่อนคลายลง
“พี่สามใจกว้างจริง ๆ ถ้าเป็นผมนอนอยู่ในนั้น อวี้หรงคงร้องไห้ฟูมฟายแน่” จางเจิ้งผิงหัวเราะ
“โอ๊ย อวี้หรงน่ะเหรอ ตอนเฝ้าศพนาย คงชวนคนมาตั้งวงไพ่นกกระจอกซะมากกว่า” คุณย่ามองค้อน
จางเจิ้งผิงคิดตาม พยักหน้าเห็นด้วย “มีเหตุผล ยัยนั่นทำได้จริง ๆ ด้วย ถึงตอนนั้นผมจะเป่าลมเย็น ๆ ใส่ ให้พวกหล่อนน็อกมืดกันให้หมด”
โจวเยี่ยนเอียงคอ รู้สึกเหมือนได้ฟังมุกผีบอก
งานมงคลแถบเสฉวนฉงชิ่งเขาเคยไปมาบ้าง แต่งานศพยังไม่เคยไป
แต่ฟังรูมเมทเจ้าถิ่นบอกว่า ลูกหลานตั้งวงไพ่หน้าศพ ถือเป็นประเพณีปกติ
บรรยากาศต่างกับที่อื่นจริง ๆ
ไม่งั้นจะเรียกคนเสฉวนว่าเทพได้ไง
เรื่องแบบนี้ถ้าไปทำที่อื่น คงโดนตราหน้าว่าเป็นลูกอกตัญญูยันลงโลง
สุสานนี้ขนาดไม่ใหญ่ ทุกคนเดินมาหยุดหน้าป้ายหิน สลักชื่อว่า: สุสานวีรชนโจวอี้
ทุกคนช่วยกันกวาดใบไม้แห้งหน้าหลุม ใช้ผ้าขี้ริ้วผืนใหม่เช็ดฝุ่นบนป้าย แล้วเอาเนื้อหมูชิ้นใหญ่ เหล้า ที่เตรียมมาวางเรียง
โจวเยี่ยนรับผ้ามาเช็ดด้านหลังป้าย พบว่ามีประวัติสหายโจวอี้สลักไว้อย่างละเอียดหลายร้อยตัวอักษร เล่าเรื่องราวตั้งแต่ออกจากบ้านเกิดเสฉวนเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 1937 ผ่านสมรภูมิซงฮู่ ชัยชนะที่ไถเอ๋อร์จวง... จนสุดท้ายจบชีวิตลงที่ทุ่งเหล็ก (เถี่ยหยวน) สรุปชีวิตการเป็นทหารไว้อย่างย่อ ๆ
แต่ทุกตัวอักษร ล้วนเต็มไปด้วยความห้าวหาญ
ภาพหนึ่งแวบเข้ามาในหัวโจวเยี่ยน ก่อนออกเดินทาง โจวอี้จับมือจางซูเฟินแล้วพูดว่า “ผมต้องไป รบรุ่นเราให้จบ รุ่นลูกหลานจะได้ไม่ต้องรบอีก!”
คุณย่าสวมชุดดำยืนอยู่ข้าง ๆ มองป้ายหลุมศพเงียบงันเนิ่นนาน
โจวเยี่ยนกำหมัดแน่น พูดในใจ “ปู่ครับ บ้านเมืองสงบสุข ยุครุ่งเรืองนี้ เป็นดั่งที่ปู่ปรารถนาแล้วครับ”