- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 215 ที่แท้มันคือบ่วงรักข้างเดียวนี่เอง
บทที่ 215 ที่แท้มันคือบ่วงรักข้างเดียวนี่เอง
บทที่ 215 ที่แท้มันคือบ่วงรักข้างเดียวนี่เอง
โต๊ะหวงอิงและโต๊ะต้วนอวี่เยียนข้าง ๆ กินกันได้น่าอร่อยเหลือเกิน ลูกค้าที่เดิมทียังลังเลอยู่บ้าง ต่างพากันสั่งอาหารตาม
ข้าวคลุกเต้าหู้ผัดพริกเสฉวน คนคิดวิธีกินนี้มันอัจฉริยะชัด ๆ!
แค่มองดู ก็จินตนาการได้แล้วว่าจะหอมอร่อยขนาดไหน
ใบรายการอาหารถูกส่งเข้าครัวทีละใบ
แปดเหมาต่อที่ คุ้มค่าที่จะลอง
“ขอโทษด้วยค่ะ เต้าหู้ผัดพริกเสฉวนหมดแล้ว วันนี้เตรียมไว้แค่ยี่สิบที่ พรุ่งนี้ค่อยสั่งใหม่นะคะ” ไม่นานนัก น้าจ้าวก็ปลดป้ายเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนออก ไปแขวนไว้ในโซนของหมด แล้วยิ้มบอกลูกค้าที่จะสั่งทีหลัง
“หมดแล้วเหรอเนี่ย?”
“นี่เพิ่งจะเที่ยงเองนะ!”
“น้าจ้าว ขอหนูสักที่ไม่ได้เหรอคะ หนูอยากกินเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนจริง ๆ นะ”
ลูกค้าพากันร้องโอดโอย มองเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนสีขาวอมแดงบนโต๊ะข้าง ๆ แล้วกลืนน้ำลายเอื้อก
“เราใช้เต้าหู้ซีป้า วันนี้หมดแล้วหาซื้อเพิ่มไม่ได้ พรุ่งนี้มาเร็ว ๆ หน่อยนะคะ” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มอธิบาย “เด็กดี วันนี้สั่งอย่างอื่นกินก่อน พรุ่งนี้ค่อยมากินเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนนะ”
ลูกค้าได้ยินดังนั้น ก็ได้แต่จำยอม
แต่ทุกคนต่างหมายมั่นปั้นมือในใจ พรุ่งนี้ต้องมาให้เร็ว จะได้สั่งเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนสักที่
ปกติต้วนอวี่เยียนไม่ค่อยชอบกินข้าวสวย แต่วันนี้มีเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนเป็นกับข้าว กินข้าวไปตั้งสองถ้วยเต็ม ๆ
คำว่า ‘กับข้าวเปลืองข้าว’ วันนี้เธอเข้าใจถ่องแท้แล้ว
กินกับข้าวสวยได้เยอะกว่าหมูสองไฟซะอีก เล่นเอาเธออิ่มแปล้
พวกเขากินกันเกือบเสร็จ เหยียนเฟยถึงเข้ามาเก็บกวาด
คุณนายชิวจะสั่งกับข้าวให้เขาเพิ่ม แต่เขาปฏิเสธ
เหยียนเฟยตักเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนราดข้าว ยิ้มพูดว่า “คุณนายชิว แค่นี้ผมก็พอกินแล้วครับ ล้วนแต่เป็นกับข้าวดี ๆ ทั้งนั้น”
ยังมีเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวอีกถ้วยที่แทบไม่ได้แตะ กินไปแค่เนื้อวัวด้านบน
ชัดเจนว่า นี่น่าจะเป็นผลงานของคุณหนูต้วนอีกตามเคย
วันนี้ไม่สั่งมาหกถ้วยเป็นหม้อไฟเนื้อก็ถือว่าดีถมไปแล้ว
เหยียนเฟยกินข้าวเร็วมาก ซัดโฮก ๆ ไปสองถ้วยราวพายุพัด กับข้าวที่เหลือก็กวาดเรียบ ยกถ้วยเนื้อต้มเฉียวเจี่ยวซดน้ำซุปอึกใหญ่
“จิ๊ ดูสันดานนายทุนพวกนี้สิ คนขับรถไม่มีสิทธิ์กินข้าวร่วมโต๊ะ ได้กินแต่เศษอาหาร”
“นั่นสิ! ไม่ให้เกียรติผู้ใช้แรงงานเลย!”
“พอเถอะ ฉันยังอยากกินเนื้อวัวพะโล้ ซี่โครงหมูน้ำแดง เนื้อต้มเฉียวเจี่ยว แล้วก็เต้าหู้ผัดพริกเสฉวนในมื้อเดียวบ้างเลย ดูสิเขากินกันเรียบร้อยมีมารยาทจะตาย จงใจเหลือมุมหนึ่งไว้แบบไม่ได้แตะเลยนะนั่น”
“ก็ใช่น่ะสิ คนขับรถเขากินอย่างพอใจ นายจะไปเดือดร้อนแทนทำไม”
ลูกค้าคนอื่นซุบซิบกัน บ้างก็ไม่พอใจ บ้างก็แซวเล่น
เหยียนเฟยวางถ้วยลง ถอนหายใจอย่างมีความสุข
เต้าหู้ผัดพริกเสฉวนนี่หอมชะมัด! เนื้อวัวพะโล้ก็เด็ด!
ตบท้ายด้วยซุปเนื้อต้มเฉียวเจี่ยว ยิ่งทำให้อุ่นไปทั้งตัว
ต้องยอมรับว่า ฝีมือทำอาหารของไอ้หัวเกรียนโจวเยี่ยนนี่ดีจริง กับข้าวโต๊ะนี้ รสชาติหลากหลาย หาที่ติไม่ได้เลยสักนิด
อร่อยกว่าร้านเฟยเยี่ยนตั้งเยอะ
เขาถึงขั้นคิดจริงจังว่า เดือนหน้าพอคุณหนูต้วนกลับฮ่องกง เขาจะพาเมียกับลูกมาจัดหนักสักมื้อ
ส่วนเสียงนินทาพวกนั้น เหยียนเฟยไม่เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด
ถ้าพวกนั้นรู้ว่าเงินเดือนเขาเดือนละแปดร้อยห้าสิบ คงอิจฉาตาร้อนผ่าวกันเป็นแถว
คุณหนูต้วนสั่งกับข้าวเต็มโต๊ะทุกครั้ง แต่เธอกับคุณนายชิวกินไม่เยอะ แถมกินอย่างพิถีพิถัน กับข้าวที่เหลือให้เขาไม่เคยเละเทะเลย
ต้วนอวี่เยียนเห็นเขากินเสร็จ ก็ลุกขึ้นไปจ่ายเงิน
คุณนายชิวกับคุณปู่วังก็เดินตามออกจากร้าน
“พี่อวี่เยียน จะไปแล้วเหรอคะ?” โจวโม่โม่วิ่งเข้ามา เสื้อหนังตัวเล็กถอดออกแล้ว แต่ยังสวมหมวกสีแดงไวน์อยู่ แหงนหน้าถามต้วนอวี่เยียน
“ใช่จ้ะ อิ่มแล้ว พี่จะกลับบ้านแล้วนะ” ต้วนอวี่เยียนยิ้มนั่งยอง ๆ เอื้อมมือไปบีบแก้มยุ้ย ๆ ของเจ้าตัวเล็ก “อยากไปเที่ยวเจียโจวกับพี่สักสองวันไหม เดี๋ยวพี่พามาส่ง”
“นั่งรถยนต์ไปเหรอคะ?” โจวโม่โม่หันไปมองรถเก๋งที่จอดอยู่ข้าง ๆ
“ใช่จ้ะ ถ้าหนูชอบนั่งรถ พี่จะพาหนูไปขับรถเล่นทุกวันเลย” ต้วนอวี่เยียนยิ้มบอก
เจ้าตัวเล็กคิดจริงจัง แล้วส่ายหน้า “ไม่เอาค่ะ แม่บอกว่าห้ามไปนอนบ้านคนอื่นซี้ซั้ว”
ต้วนอวี่เยียนและคุณนายชิวได้ยินก็หัวเราะ
“ก็ได้จ้ะ งั้นอีกสองวันพี่มาเล่นด้วยใหม่นะ” ต้วนอวี่เยียนกอดเธอทีหนึ่ง “มา หอมแก้มพี่อีกทีซิ”
“จุ๊บ!” โจวโม่โม่จุ๊บแก้มเธอหนึ่งที “บ๊ายบายค่ะ พี่สาวตัวหอม”
“บ๊ายบายจ้ะ เด็กน้อยโม่โม่” ต้วนอวี่เยียนก็หอมแก้มเธอคืน ยิ้มตาหยี
หวงปิงกำลังจ่ายเงินอยู่กับหวงอิง เห็นภาพนี้แล้วอดอิจฉาโจวโม่โม่ไม่ได้
นางฟ้าที่เขาแม้แต่จะคุยด้วยยังไม่ได้ โจวโม่โม่ได้ทั้งกอดทั้งหอม!
น่าอิจฉาเกินไปแล้ว
เกิดมาน่ารัก นี่มันทำอะไรก็ได้จริง ๆ สินะ
“ดูน้องสาวคนอื่นเขาสิ” หวงปิงอดบ่นพึมพำไม่ได้
“แล้วทำไมนายไม่ดูพี่ชายคนอื่นบ้างล่ะ ทั้งสูงทั้งหล่อ ทำกับข้าวก็อร่อย พูดจาก็เพราะ เขียนหนังสือก็สวย แถมยังดีกับน้องสาวสุด ๆ มีสาวสวยรุมล้อม” หวงอิงกลอกตามองบนใส่เขา แล้วร่ายยาวต่อ
“ที่บ้านฉันมีรูปอยู่นะ ตอนเด็ก ๆ ฉันก็น่ารักแบบนี้แหละ ขนาดคุณย่าชิวยังชอบอุ้มฉันมาหอมเลย”
หวงปิงอ้าปากค้าง พบว่าตัวเองเถียงไม่ออกสักคำ
คนเรามันเทียบกันไม่ได้ เจ็บใจชะมัด!
ตอนก่อนเข้าร้าน คุณหนูต้วนคุยกับโจวเยี่ยนอย่างออกรส ดูสนิทสนมกันมากจริง ๆ
รู้งี้ไม่พูดดีกว่า!
ต้วนอวี่เยียนมองผู้เฒ่าทั้งสองแล้วเสนอว่า “อิ่มจังเลยค่ะ คุณย่าคะ เราเดินเล่นเลียบแม่น้ำไปห้องสมุดกันไหมคะ หนูอยากยืมหนังสือกลับไปอ่านพอดี ให้คุณปู่วังช่วยแนะนำสักสองสามเล่ม”
คุณนายชิวพยักหน้า “ก็ดีเหมือนกัน”
คุณปู่วังย่อมไม่มีปัญหา เข็นจักรยานเดินทอดน่องไปตามริมแม่น้ำกับคุณนายชิว
“พี่เฟย พี่ขับรถไปรอเราที่หน้าห้องสมุดตำบลนะ เราจะเดินเล่นไปกัน” ต้วนอวี่เยียนบอกเหยียนเฟย แล้วเดินตามหลังผู้เฒ่าทั้งสองไปห่าง ๆ
เหยียนเฟยไหนเลยจะกล้าปล่อยให้คุณหนูต้วนกับคุณนายชิวอยู่กันตามลำพัง โดยเฉพาะคุณหนูต้วนที่ใส่เครื่องประดับแวววาวทั้งตัว ถ้าเกิดไปเตะตาพวกโจรเข้า เขาคงรับผิดชอบไม่ไหว
เขามองหวงปิงด้วยสายตาเชิงเตือน ขับรถตามหลังทั้งสามคนไปแบบไม่ใกล้ไม่ไกล
“เมื่อกี้เขาจ้องฉันทำไมอีกวะ? หน้าตาฉันเหมือนโจรขนาดนั้นเลยเหรอ?” หวงปิงเข็นรถออกมา บ่นอย่างหัวเสีย
“มองไม่เห็นจุดไหนที่เหมือนคนดีเลยจริง ๆ” หวงอิงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
“ช่างเถอะ เขาเองก็แค่คนขับรถ” หวงปิงไม่ถือสา มองแผ่นหลังต้วนอวี่เยียนที่เดินไกลออกไป พูดอย่างมั่นใจว่า “ฉันเชื่อว่า อีกไม่นานฉันต้องได้คุยกับคุณหนูต้วนแน่ วันนี้เธอมองฉันตั้งหลายรอบ!”
“จิ๊ คนไปสวนสัตว์ปกติจะดูของสองอย่าง อย่างแรกคือสัตว์สวยงาม อีกอย่างคือสัตว์ตลก ๆ อย่างเช่นลิงตูดแดง”
“นี่... เธอหมายความว่าไง?” หวงปิงถลึงตาใส่
หวงอิงมองเขาแล้วถามว่า “ตอนต้นปีเราไปไหว้พระ หมอดูทักนายว่าไงจำได้ไหม?”
“จำได้ หมอดูบอกว่าปีนี้ฉันจะติดบ่วงรัก” หวงปิงทำหน้าเคลิ้ม “ดูสิ ความรักมาเยือนแล้วนี่ไง”
“เมื่อก่อนฉันก็นึกว่าเป็นความรัก เห็นปีนี้นายจะโดนแม่สาวข้าวโพด (เปากู่เสวี่ย) คนนั้นเล่นงานซะอยู่หมัด” หวงอิงทำหน้าจริงจัง “วันนี้ถึงเพิ่งรู้ ที่แท้มันคือบ่วงรักข้างเดียวนี่เอง”
“ฮะ?” หวงปิงงงไปวูบ มองหวงอิงที่ปั่นจักรยานพุ่งออกไปแล้วจู่ ๆ ก็เข้าใจขึ้นมา กัดฟันกรอดตะโกนไล่หลัง “หวงอิง! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
…
“ลูกค้าเห่อสั่งเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนกันใหญ่ แม่ว่าต่อให้เพิ่มอีกยี่สิบที่ก็ขายหมด” ปิดร้านช่วงเที่ยง จ้าวเถี่ยอิงมองโจวเยี่ยนที่ถอดผ้ากันเปื้อนเดินออกจากครัวแล้วพูด
“ช่วงแรกก็อยากลองของใหม่กันทั้งนั้นแหละครับ แต่เพิ่มยี่สิบที่ก็เท่ากับเพิ่มยี่สิบจิน ไม่รู้ว่าทางไหลฝูจะทำไหวหรือเปล่า” โจวเยี่ยนยิ้มตอบ เขาเองก็พอใจกับการเปิดตัวเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนเหมือนกัน
เต้าหู้พวกนี้ ไหลฝูใช้มือโม่ถั่วเหลืองทีละนิดทำออกมาเป็นน้ำเต้าหู้ กำลังการผลิตขึ้นอยู่กับแรงกายเขาล้วน ๆ
เขาผอมเกินไป ต่อให้ความอดทนดีแค่ไหน แต่ต้องทำทั้งเต้าหู้ เต้าหู้แห้ง แล้วยังต้องช่วยทำฟองเต้าหู้ งานเยอะขนาดนี้ ยังไงกำลังผลิตก็มีจำกัด
ถ้าจะให้ดีที่สุด โจวเยี่ยนคิดว่าพวกเขาต้องหาทางซื้อลาสักตัว แล้วกลับมาใช้โม่หินใหญ่ที่มุมลานบ้าน
ขั้นตอนการโม่ถั่วเหลืองที่กินแรงและน่าเบื่อที่สุดจะได้ไม่ต้องใช้มือทำ แถมความเร็วในการโม่ก็จะเพิ่มขึ้นมหาศาล กำลังการผลิตก็น่าจะเพิ่มขึ้นเร็วตามไปด้วย
ลาตัวละสามร้อยหยวน โจวเยี่ยนกะว่าก่อนปีใหม่พวกเขาน่าจะซื้อไหว
ถึงตอนนั้นลาไม่ได้แค่ช่วยลากโม่ แต่ใส่รถลากก็เอามาส่งเต้าหู้ได้ด้วย
เมื่อก่อนพ่อของไหลฝูก็ขี่เกวียนลาไปส่งเต้าหู้ให้ลูกค้า
เรื่องนี้ โจวเยี่ยนต้องช่วยดูแลให้แน่นอน
ถ้ามีเกวียนลา ต่อไปถึงเขาย้ายร้านไปเจียโจว ก็ให้ไหลฝูมาส่งเต้าหู้ให้ได้ทุกวัน
นี่คือซัพพลายเออร์วัตถุดิบหลักเชียวนะ
“ทำไหวไม่ไหวเป็นเรื่องของย่าเล็ก ลูกแค่บอกความต้องการไป เดี๋ยวเขาก็หาทางเองแหละ พูดตรง ๆ ทำเต้าหู้ขั้นตอนน้อยกว่าทำเต้าหู้แห้งตั้งเยอะ ได้เงินเท่ากัน เขาต้องยินดีทำเต้าหู้ขายเพิ่มอยู่แล้ว” จ้าวเถี่ยอิงบอก
“ได้ครับ เดี๋ยวผมจะแวะไปหมู่บ้านซ่างสุ่ย” โจวเยี่ยนพยักหน้า
จ้าวเถี่ยอิงยิ้มพูด “ดีเลย เดี๋ยวแม่กับพ่อจะกลับหมู่บ้าน ไปบอกทุกคนเรื่องกินข้าว”
“แม่ขา หนูอยากกลับไปเล่นที่หมู่บ้านด้วย!” โจวโม่โม่ขยับเข้ามา แหงนหน้ามองตาแป๋ว “หนูไม่ได้เล่นกับเจ้าด่างกับเจ้าขาวนานแล้ว พวกมันต้องคิดถึงหนูแน่เลย”
“ได้สิ พาหนูไปด้วย” จ้าวเถี่ยอิงเอื้อมมือไปบีบจมูกเธอเบา ๆ
“อาสะใภ้สี่ ไปเถอะค่ะ ถ้วยชามที่เหลือเดี๋ยวหนูล้างเอง จะได้กลับมาไม่ค่ำ” จ้าวหงอาสา
“ได้จ้ะ จ้าวหง ลำบากเธอแล้วนะ” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มพยักหน้า เรียกโจวเหมี่ยว “ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ รีบกลับไปหน่อย เดี๋ยวคนอื่นนอนกลางวันหรือออกไปข้างนอกกันหมด”
จ้าวเถี่ยอิงอุ้มโจวโม่โม่ขึ้นชั้นบนไปด้วย
พอทั้งสามคนลงมาอีกที ก็ดูแปลกตาไปเลย เปลี่ยนใส่เสื้อผ้าใหม่กันหมด
สหายเหล่าโจวสวมชุดจงซาน กางเกงสแล็ค รองเท้าหนังขัดมันวับ ข้อมือใส่นาฬิกายี่ห้อเซี่ยงไฮ้
น้าจ้าวใส่เสื้อเชิ้ตลายดอก สวมทับด้วยเสื้อไหมพรมสีแดง มัดผมรวบตึงโชว์ใบหู ต่างหูทองคำส่องประกายวิบวับ รองเท้าที่ใส่ก็เป็นรองเท้าหนังคู่ที่โจวเยี่ยนซื้อให้
โจวโม่โม่ใส่เสื้อไหมพรมบางไว้ข้างใน สวมทับด้วยเสื้อหนังตัวเล็กสีน้ำตาลที่ต้วนอวี่เยียนให้มาวันนี้ บนหัวสวมหมวกใบเล็กสีแดงไวน์ น้าจ้าวนี่เรียนรู้เรื่องแฟชั่นปุ๊บ ก็เอามาใช้แต่งตัวให้โจวโม่โม่ปั๊บเลย
“ดูสิ เราแต่งแบบนี้ใช้ได้ไหม?” น้าจ้าวมองโจวเยี่ยนแล้วถาม
“ใช้ได้เลยครับ ดูปุ๊บก็รู้ว่าไปกอบโกยเงินทองมาจากในเมือง” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า
“ต้องการแบบนี้แหละ” น้าจ้าวพอใจกับคำตอบของโจวเยี่ยนมาก หันไปหยิบนิตยสารที่ตั้งอยู่บนผนังมา
“แม่ จะเอากระเป๋าใส่ไหม?” โจวเยี่ยนถาม
“เอากระเป๋าทำไม ถือไว้ในมือแบบนี้สิถึงจะดูเป็นธรรมชาติ” น้าจ้าวส่ายหน้า พูดจริงจัง “ล้วงออกมาจากกระเป๋ามันดูตั้งใจโชว์เกินไป ถือไว้แบบนี้มันต่างกัน ใคร ๆ ก็เห็น”
ดูเอาเถอะ นี่คือประสบการณ์ของศิลปินรุ่นเก๋า
โจวเยี่ยนมองมุมปากที่ยกขึ้นของน้าจ้าว ดูท่าแค่คิดว่าจะกลับไปทำอะไรที่หมู่บ้าน เธอก็แทบจะกลั้นขำไม่อยู่แล้ว