- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 190 สืบทอดไฟชีวิต ท่ามกลางยุคสมัยที่พลิกผัน
บทที่ 190 สืบทอดไฟชีวิต ท่ามกลางยุคสมัยที่พลิกผัน
บทที่ 190 สืบทอดไฟชีวิต ท่ามกลางยุคสมัยที่พลิกผัน
ข่งไหวเฟิงอ่านจดหมายจบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ขอบตาแดงก่ำ
“ทำไมเขาใจร้ายแบบนี้ ใจร้ายจริง ๆ” อาเจวียนร้องไห้โฮ
ข่งชิ่งเฟิงประคองไหล่เธอไว้ น้ำตาไหลอาบหน้าเช่นกัน
โจวเยี่ยนมองตัวเลขสีแดงบนผนัง: 6.3.1938 ในใจก็พลอยเศร้าสลดไปด้วย
“น้องสะใภ้ วางใจเถอะ อาเจี๋ยต้องกลับมาแน่” ข่งชิ่งเฟิงพูดอย่างหนักแน่น “วันหน้าขอแค่พี่มีข้าวกิน เธอและหลานทั้งสามคนจะไม่อดเด็ดขาด รอพวกเขาโตกว่านี้หน่อย ให้มาเรียนทำอาหารกับพี่ จะได้มีวิชาติดตัว”
ข่งไหวเฟิงก็พูดปลอบด้วยเสียงอ่อนโยน “น้องสะใภ้ ช่วงนี้พี่จะให้พี่สะใภ้แวะมาดูเธอบ่อย ๆ นะ ดูแลตัวเองให้ดีก่อน พี่จะวานคนช่วยสืบข่าวชิ่งเจี๋ยให้”
…
1.6.1938
เสียงทารกร้องไห้จ้าดังออกมาจากในห้อง
ข่งรุ่ย ข่งไหวเฟิง และข่งชิ่งเฟิง ที่นั่งรออยู่หน้าประตูต่างลุกขึ้นพร้อมกัน ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“คลอดแล้ว! คลอดแล้ว! ผู้ชายค่ะ!” หมอตำแยอุ้มเด็กออกมา ยิ้มแป้นมองข่งรุ่ย “อาจารย์ข่งคะ อาเจวียนบอกให้ท่านช่วยตั้งชื่อให้หลานหน่อยค่ะ!”
ข่งรุ่ยยื่นมือไปรับเด็กมาอุ้มอย่างทะนุถนอม คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “พ่อเขาไปรบปกป้องชาติบ้านเมือง หวังว่าวันหน้าเขาจะเป็นกำลังสำคัญของชาติ ให้ชื่อว่า กั๋วต้ง (เสาหลักของชาติ) แล้วกัน ข่งกั๋วต้ง”
“กั๋วต้ง กั๋วต้ง มา ๆ ๆ ลุงใหญ่อุ้มหน่อย” ข่งชิ่งเฟิงยิ้มตาหยี ยื่นมือไปรับหลานมาอุ้ม
“ข่งกั๋วต้ง... ที่แท้ก็อาจารย์ลุงนี่เอง” โจวเยี่ยนมองทารกในอ้อมกอดข่งชิ่งเฟิง พลางครุ่นคิด
…
ภาพค่อย ๆ มืดลง พอสว่างขึ้นอีกครั้ง ข้างนอกก็มีเสียงฆ้องกลองดังสนั่น
ข่งไหวเฟิงและข่งชิ่งเฟิงกำลังวุ่นอยู่ในครัว แต่ครัวนี้ต่างจากครัวร้านเล่อหมิงโดยสิ้นเชิง
โจวเยี่ยนกวาดตามองหาเวลาบนผนังอย่างรวดเร็ว: 8.9.1939 เช้า 10:00 น.
เวลานี้!
ไม่ใช่วันแต่งงานของชิวฉี่กับต้วนซิงปังเหรอ?
“อาจารย์ข่ง เดี๋ยวทำกับข้าวนงานเลี้ยงเสร็จ เรามาคุยกันดี ๆ เถอะครับ ถ้าพวกคุณสองคนยอมมาทำที่ภัตตาคารเฟยเยี่ยน ผมให้เงินเดือนสองเท่า สวัสดิการดีกว่าร้านเล่อหมิงแน่นอน” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
คนพูดคือหวงซื่อหลาง ยืนอยู่ข้างข่งไหวเฟิง ยิ้มประจบประแจง
“เถ้าแก่หวง เรื่องนี้อย่าพูดอีกเลยครับ พ่อผมยังเป็นพ่อครัวใหญ่ที่ร้านเล่อหมิงอยู่เลย พวกผมสองพี่น้องทำที่นั่นมาเป็นสิบปี จะให้หักหลังเถ้าแก่เก่ามาทำกับคุณ คงโดนคนเขานินทาตาย” ข่งไหวเฟิงยิ้มบาง ๆ แต่น้ำเสียงราบเรียบ “ที่มาครั้งนี้ ก็เพราะตระกูลต้วนขอเถ้าแก่เรา ให้เรามาช่วยทำกับข้าวไม่กี่อย่าง เสร็จแล้วก็กลับ คุณไม่ต้องคิดมากหรอกครับ”
หวงซื่อหลางลดเสียงลง “ปรมาจารย์ข่งอยู่ร้านเล่อหมิง ส่วนอาจารย์ข่งทั้งสองมาอยู่ภัตตาคารเฟยเยี่ยน แบบนั้นถึงจะเรียกว่าเป็นเรื่องราวดี ๆ สิครับ! ถ้าพวกคุณมา ผมให้เป็นหัวหน้าพ่อครัวทั้งสองคนเลย”
ข่งชิ่งเฟิงที่หั่นผักอยู่ข้าง ๆ มือช้าลงโดยไม่รู้ตัว หันไปมองข่งไหวเฟิง
“เราไม่สนใจครับ เถ้าแก่หวง คุณรีบไปดูงานเถอะ งานแต่งวันนี้ห้ามมีอะไรผิดพลาดเด็ดขาด ทั้งคุณและผมรับผิดชอบไม่ไหวหรอก” ข่งไหวเฟิงพูดตัดบท
“ก็ได้ครับ งั้นเชิญตามสบาย” หวงซื่อหลางโดนปฏิเสธแบบนิ่ม ๆ ก็เดินคอตกออกไป สีหน้าเต็มไปด้วยความน้อยใจ
พอหวงซื่อหลางไปแล้ว ข่งชิ่งเฟิงก็กระซิบถาม “พี่ใหญ่ เป็นถึงหัวหน้าพ่อครัว พี่ไม่เอาเหรอ?”
“นายอยากทำเหรอ?” ข่งไหวเฟิงหยุดมีด หันมามองเขา สีหน้าจริงจัง “ถ้านายอยากทำ ฉันจะบอกหวงซื่อหลางให้ พรุ่งนี้นายมาทำงานได้เลย เดี๋ยวฉันไปคุยกับพ่อให้ โอกาสดีจริง ๆ แหละ”
ข่งชิ่งเฟิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ส่ายหน้า “ช่างมันเถอะ! พี่ไม่ทำ ผมก็ไม่ทำ! ขืนผมมาเป็นหัวหน้าพ่อครัว ผมสบายก็จริง แต่อาจารย์ต้องโดนเถ้าแก่ว่าแน่ แล้วตาเฒ่าหลัวนั่นต้องฉวยโอกาสเหน็บแนมอาจารย์อีก”
ข่งไหวเฟิงยิ้ม “เรื่องพวกนั้นช่างมันเถอะ สำคัญที่นายคิดยังไง พูดตามตรง โอกาสก้าวหน้าส่วนตัวแบบนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ นะ”
ข่งชิ่งเฟิงยังคงส่ายหน้า “ไม่เอาดีกว่า อยู่เจียโจว ร้านเฟยเยี่ยนกับร้านเล่อหมิงก็ไม่ต่างกันหรอก วันหน้าถ้ามีโอกาส ค่อยลองไปเสี่ยงโชคที่เฉิงตูดู”
ข่งไหวเฟิงพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรต่อ
“ได้ยินว่าคุณหนูชิวเป็นสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเจียโจว ไม่รู้ว่าจะสวยขนาดไหนนะ” ข่งชิ่งเฟิงเปลี่ยนเรื่อง “เดี๋ยวหาโอกาสแอบไปดูหน่อย ดีไม่ดีอาจจะได้ลูกอมงานแต่งไปฝากหลาน ๆ”
“รอทำกับข้าวเสร็จ นายค่อยไปดู” ข่งไหวเฟิงพยักหน้ายิ้ม ๆ
ข่งชิ่งเฟิงหันกลับไปมองห้องเตรียมอาหารเย็นข้าง ๆ กระซิบว่า “พะโล้ร้านเฟยเยี่ยนนี่เด็ดจริง ๆ เมื่อกี้เห็นเขาขนเข้ามาเป็นเข่ง ๆ หูหมูพะโล้กับเนื้อวัวพะโล้นั่นดูน่ากินชะมัด”
“พะโล้ร้านเขาขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยอยู่แล้ว แขกหลายคนมาเพื่อกินเนื้อวัวพะโล้โดยเฉพาะ คราวก่อนฉันฝากคนซื้อหูหมูพะโล้กลับไป รสชาติดีจริง ๆ พะโล้ร้านเล่อหมิงเราสู้ไม่ได้เลย” ข่งไหวเฟิงตอบเสียงเบา
คุยกันสัพเพเหระไม่กี่คำ ก็เริ่มเตรียมอาหารอย่างขะมักเขม้น
“เจ้าบ่าวเจ้าสาวมาแล้ว!”
ไม่นาน เสียงประทัดและเสียงโห่ร้องยินดีก็ดังมาจากข้างนอก
พ่อครัวในครัวต่างชะเง้อมองไปทางประตู แต่ไม่มีใครละทิ้งหน้าที่ กลับเร่งมือทำอาหารเร็วขึ้นกว่าเดิม
ข่งไหวเฟิงกับข่งชิ่งเฟิงทำแค่สองอย่าง
ปลาแม่น้ำนึ่งซีอิ๊วกับปลาไหลเส้นหลินเจียง
จัดจาน เสิร์ฟ
งานของทั้งสองคนถือว่าเสร็จสิ้น
“ผมไปดูลาดเลาข้างหน้าหน่อย” ข่งชิ่งเฟิงถอดผ้ากันเปื้อน ยิ้มแล้วเดินไปทางห้องโถงหน้า
งานแต่งสองตระกูลใหญ่ชิวและต้วน คนใหญ่คนโตในเมืองเจียโจวมากันครบ
ข่งชิ่งเฟิงเป็นแค่พ่อครัว ย่อมไม่กล้าเข้าไปในห้องโถง ได้แต่ยืนชะเง้อดูจากข้างนอก
บนเวที เจ้าสาวสวมมงกุฎหงส์ชุดคลุมลายเมฆ กำลังคำนับกับนายน้อยตระกูลต้วนในชุดสูทสีน้ำเงิน
พัดกลมเอียงเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าอันงดงามของเจ้าสาว
โจวเยี่ยนเกาะขอบประตู มองชิวฉี่กับต้วนซิงปังที่กำลังคำนับกันบนเวที
ต้วนซิงปังก้มตัวต่ำกว่าชิวฉี่ ศีรษะก้มลงต่ำกว่า
มุมปากของชิวฉี่ยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มจาง ๆ
ที่เขาว่าผู้เหนือกว่ายอมก้มหัวให้ความรัก
ในวินาทีนี้ ชัดเจนแจ่มแจ้ง
โจวเยี่ยนยิ้มอย่างพอใจ
ฉากนี้ ถือว่าเติมเต็มความเสียดายคราวก่อนที่เห็นแค่ตอนลงรถ
ข่งชิ่งเฟิงรับลูกอมงานแต่งมาหนึ่งกำมือ ยัดใส่กระเป๋า แล้วเดินกลับเข้าครัวอย่างมีความสุข
งานแต่งจบลง นายท่านตระกูลต้วนเชิญทั้งสองคนเข้าไปในห้องส่วนตัวเพื่อขอบคุณเป็นการส่วนตัว และมอบเงินรางวัลให้คนละห้าร้อยเหรียญเงิน
“พี่ใหญ่ งานนี้ดีจัง คราวหน้าเรียกผมอีกนะ” ข่งชิ่งเฟิงเดินตามข่งไหวเฟิงออกจากภัตตาคารเฟยเยี่ยน ยิ้มจนปากจะฉีกถึงรูหู กระเป๋าใส่มีดหนักอึ้งจนต้องใช้สองมือหิ้ว
“ต้องเรียกนายอยู่แล้ว” ข่งไหวเฟิงหัวเราะ
ทั้งสองแยกย้ายกันที่หน้าภัตตาคารเฟยเยี่ยน แล้วกลับมาเจอกันที่หน้าประตูบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่ง
ต่างคนต่างมองกระเป๋าในมืออีกฝ่าย แล้วก็หัวเราะออกมา
“นายเอามาเท่าไหร่?”
“สองร้อย”
“ฉันก็สองร้อย”
“เคาะประตู”
ประตูเปิดออก อาเจวียนเห็นทั้งสองคนก็แปลกใจ
“เข้าไปคุยข้างในกัน” ข่งชิ่งเฟิงเดินนำเข้าไป ข่งไหวเฟิงตามเข้าไปแล้วงับประตูตามหลัง
“อาเจวียน นี่เงินสองร้อยเหรียญ เก็บไว้ให้ดี ค่อย ๆ ใช้ ให้เด็ก ๆ ได้กินเนื้อเยอะ ๆ หน่อย” ข่งชิ่งเฟิงวางห่อเงินสองห่อลงบนโต๊ะ
“นี่อีกสองร้อย” ข่งไหวเฟิงก็หยิบเงินออกมาวาง
อาเจวียนรีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ได้ค่ะ ไม่ได้ พี่ใหญ่ พี่ไหวเฟิง เดือนที่แล้วพวกพี่เพิ่งให้เงินมา แถมยังเอาของกินมาให้บ่อย ๆ แบบนี้เกรงใจแย่เลย”
“นี่เงินที่ไปช่วยงานแต่งตระกูลต้วนได้มา พวกเรายังมีเหลือ ถ้าหมดแล้วค่อยบอกนะ” ข่งชิ่งเฟิงกอบลูกอมกองใหญ่จากกระเป๋าวางบนโต๊ะ ยิ้มบอกว่า “ลูกอมงานแต่ง เอาให้หลาน ๆ กินนะ”
อาเจวียนตาแดงก่ำ “พวกพี่ช่วยครอบครัวเรามาตั้งเยอะ ฉันไม่รู้จะตอบแทนยังไงดี”
ข่งชิ่งเฟิงโบกมือ “คนกันเอง ตอบแทนอะไรกัน เลี้ยงลูกสามคนให้ดีก็พอ รอเจ้าใหญ่ครบสิบสาม ให้มาเป็นลูกศิษย์ฉัน”
“ค่ะ” อาเจวียนพยักหน้า
…
3.6.1945
บ้านตระกูลข่ง
ข่งรุ่ยนอนซมอยู่บนเตียง หน้าซีดเผือด มือจับมือข่งไหวเฟิงและข่งชิ่งเฟิงที่คุกเข่าอยู่ข้างเตียงแน่น เสียงแหบพร่าสั่งเสีย “วันที่ไล่พวกยุ่นออกไปได้ เผาหนังสือพิมพ์วันนั้นส่งไปให้ข้าด้วย วิชาสำนักข่ง พวกแกต้อง... ต้องสืบทอดต่อไปให้ได้นะ...”
สิ้นเสียง มือของข่งรุ่ยก็ตกลงข้างตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง
“พ่อ!”
“อาจารย์!”
“ลุงใหญ่...”
เสียงร้องไห้ระงมทั่วบ้าน
โจวเยี่ยนกำหมัดแน่นช้า ๆ ถ้าปรมาจารย์รออีกสักสามเดือนคงจะได้เห็นแล้ว
…
วัน16.12.1949
เมืองเจียโจวได้รับการปลดปล่อย
เถ้าแก่ร้านเล่อหมิงพาครอบครัวลงเรือหนีลงใต้ไปก่อนหน้านั้นแล้ว
ร้านเล่อหมิงปิดไปพักหนึ่ง แล้วเปลี่ยนเป็นร้านอาหารของรัฐ เรียกตัวพ่อครัวชุดเดิมกลับมาเปิดร้านใหม่
ข่งไหวเฟิงเป็นผู้มีบารมี และเคยบริจาคเงินช่วยชาติหลายครั้ง มีชื่อเสียงดีงาม แถมยังมีความรู้ เลยได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าพ่อครัว
ข่งชิ่งเฟิงก็กลับมา รับหน้าที่เป็นพ่อครัวใหญ่เหมือนเดิม
เหล่าหลัวป่วยตายเมื่อปีก่อน ต้าหลัวโดนเกณฑ์ทหารไปเมื่อปีก่อนแล้วไม่ได้กลับมา เสี่ยวหลัวเลยกลายเป็นเหล่าหลัว เป็นยอดเชฟไปอีกคน
ร้านเล่อหมิงเปิดใหม่ กิจการเงียบเหงา ส่วนใหญ่รับรองแต่ผู้นำ
พวกเศรษฐีหนีไปหมดแล้ว ไม่มีใครมีเงินเหลือมากินข้าวร้านอาหารหรอก ยุ่งอยู่กับการแบ่งที่ดินทำกิน