- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 185 ศิษย์น้องเปิดร้าน ศิษย์พี่อ้าปากค้างทั้งโต๊ะ
บทที่ 185 ศิษย์น้องเปิดร้าน ศิษย์พี่อ้าปากค้างทั้งโต๊ะ
บทที่ 185 ศิษย์น้องเปิดร้าน ศิษย์พี่อ้าปากค้างทั้งโต๊ะ
โจวเยี่ยนเรียนรู้โดยไม่เกรงใจสักนิด ที่บ้านไม่ขาดมันฝรั่ง ไว้คราวหน้าจะลองทำดูสักตั้ง
อีกด้านหนึ่ง เจิ้งเฉียงก็ยกหมูสองไฟมาสองจาน วางบนโต๊ะกลมโต๊ะละจาน
โจวเยี่ยนกวาดตามองแวบหนึ่ง
[หมูสองไฟใส่ต้นกระเทียมที่ยอดเยี่ยมมากหนึ่งจาน]
โจวเยี่ยนพยักหน้าเบา ๆ ไม่เลว ๆ อาจารย์เซี่ยวทำผลงานได้ดี ไม่ทำให้เขาขายหน้า
อาจารย์หันมามองเขาพอดี
โจวเยี่ยนหดคอโดยอัตโนมัติ หลงตัวเองไปหน่อยแฮะ
“อืม หมูสองไฟของเซี่ยวเหล่ยจานนี้มีระดับ เป็นทรงตะเกียงน้ำมันสวยงาม สั่นระริก คุมไฟได้พอดิบพอดี” โต๊ะข้าง ๆ ข่งชิ่งเฟิงเริ่มวิจารณ์แล้ว ตะเกียบคีบหมูสองไฟขึ้นมาพิจารณาซ้ายขวาแล้วส่งเข้าปาก เคี้ยวละเอียดแล้วพยักหน้า “หนังหมูหอมหนึบ มันหมูละลายในปาก เนื้อแดงนุ่มเด้งสู้ฟันนิด ๆ มันแต่ไม่เลี่ยน กินคู่กับต้นกระเทียม ยิ่งได้กลิ่นหอมสดชื่นเป็นเอกลักษณ์ สุดยอดมาก เทียบกับที่ทำเมื่อปีที่แล้ว พัฒนาขึ้นเยอะเลย!”
“หมูสองไฟจานนี้ทำได้มันแต่ไม่เลี่ยน หอมแต่ไม่เอียน แค่ใส่ต้นกระเทียมก็กินกับข้าวได้อร่อยแล้ว ฝีมือสูงจริง ๆ” ฉินคุนก็พยักหน้า “เมื่อกี้พวกนายก็ดูเซี่ยวเหล่ยทำแล้ว ขอแค่เรียนรู้ได้สักแปดส่วน ก็ถือว่าจบหลักสูตรได้แล้ว”
ทุกคนพากันพยักหน้ารับคำ
“นั่งสิ ลงมือ!” ข่งชิ่งเฟิงโบกมือ ให้ทุกคนนั่งลง
ปู่ทั้งสามกับรุ่นอาจารย์เซี่ยวเหล่ยนั่งโต๊ะหนึ่ง พวกโจวเยี่ยนที่เป็นรุ่นหลานนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง
โจวเยี่ยนมองซ้ายมองขวา ไม่เห็นคนจากนิตยสาร ‘อาหารเสฉวน’ ก็สงสัยว่าหรือนัดสัมภาษณ์ช่วงบ่าย?
“มา ๆ ๆ เราก็กินกันเถอะ” เจิ้งเฉียงพูดกลั้วหัวเราะ โต๊ะนี้เขาถือเป็นศิษย์พี่ใหญ่
ล้วนเป็นคนหนุ่มวัยยี่สิบกว่า เรื่องกินข้าวนี่กระตือรือร้นกันสุด ๆ
โจวเยี่ยนไม่ทันคิดมาก คีบเนื้อตุ๋นกับมันฝรั่งใส่ชามก่อนเลย
เนื้อตุ๋นเปื่อยนุ่มเข้าเนื้อมาก เทียบกับเนื้อตุ๋นหน่อไม้แห้งของเขา รสชาติจะเผ็ดนำกว่า รสจัดจ้านกว่า เผ็ดชาเค็มมัน กินกับข้าวอร่อยมาก
ตักข้าวสวยร้อน ๆ สักถ้วย คีบมันฝรั่งมาวาง แค่ออกแรงนิดเดียวก็แตกกระจายคลุกข้าว ตามด้วยเนื้อวัวชุ่มน้ำแกง กินพร้อมข้าวคำโต ความฟินระดับนี้ ต้องคนเคยกินถึงจะเข้าใจ!
ตะเกียบของศิษย์พี่คนอื่นพากันพุ่งไปที่หมูสองไฟ กินเสร็จต่างทำหน้าทึ่งกันเป็นแถว
ศิษย์พี่ที่นั่งข้างโจวเยี่ยนชื่อข่งลี่เหว่ย เป็นลูกศิษย์และหลานชายของข่งกั๋วต้ง คนที่วิ่งหนีป่าราบเมื่อกี้นั่นแหละ คีบหมูสองไฟไปสองชิ้น โซ้ยข้าวไปครึ่งถ้วย มองโจวเยี่ยนด้วยความสงสัยแล้วถาม “ศิษย์น้องโจว สายวิชาของพวกนายนี่เรียนคนละแบบกับพวกเราหรือเปล่า? ทำไมตับหมูผัดพริกของนายกับหมูสองไฟของอาจารย์นายถึงอร่อยขนาดนี้ล่ะ?!”
ศิษย์พี่คนอื่นบนโต๊ะได้ยินดังนั้น ก็พากันหันมามองโจวเยี่ยนกับเจิ้งเฉียงด้วยความอยากรู้
บนโต๊ะนี้ นอกจากพวกเขาสองคน ที่เหลือล้วนเป็นหลานศิษย์สายข่งชิ่งเฟิง
ถึงจะมีปรมาจารย์คนเดียวกัน เป็นสำนักข่งเหมือนกัน แต่อาหารทั้งสองจานในวันนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกว่ามันมีอะไรต่างออกไปนิดหน่อย
“ศิษย์พี่ทั้งหลายคิดมากไปแล้วครับ วิชาสืบทอดมาจากปรมาจารย์คนเดียวกัน จะต่างกันตรงไหน อย่างมากก็แค่ความถนัดส่วนตัวกับสิ่งที่ตกผลึกออกมาต่างกันนิดหน่อย” โจวเยี่ยนยิ้มคีบมันฝรั่งขึ้นมา “อย่างเนื้อตุ๋นมันฝรั่งจานนี้ ผมก็ไม่เคยเห็นอาจารย์ผมทำ เมื่อกี้ผมไปนั่งเฝ้าหน้าเตาอาจารย์อาจงตั้งชั่วโมงกว่าแน่ะ”
ทุกคนได้ยินก็หัวเราะ
“เนื้อตุ๋นมันฝรั่งของอาจารย์ฉัน เป็นเมนูเด็ดประจำร้านเลยนะ แขกมาทีไรต้องสั่งแทบทุกโต๊ะ” ลูกศิษย์จงหย่งพูดอย่างภูมิใจ
“มาชิมปลาไหลน้ำแดงของอาจารย์ฉันดู รสชาติเด็ดดวงเหมือนกัน เดี๋ยวนี้เมนูปลาไหลที่ร้านเล่อหมิง อาจารย์ฉันเหมาหมด” ข่งลี่เหว่ยแนะนำโจวเยี่ยน
[ปลาไหลน้ำแดงรสชาติดีหนึ่งที่]
โจวเยี่ยนเลิกคิ้ว ยิ้มคีบปลาไหลมาชิ้นหนึ่ง “ได้เลยครับ ปลาไหลนี่ดูน่ากินมาก”
รสชาติใช้ได้ อยู่ในมาตรฐาน ก่อนหน้านี้เขาแอบดูข่งกั๋วต้งทำปลาไหลน้ำแดง ฝีมือคล่องแคล่ว แต่ยังหยาบไปหน่อย รายละเอียดหลายอย่างยังไม่ถึงขั้น
อย่างปลาไหลจานนี้รสชาติปรุงมาดี แต่เนื้อปลายังมีกลิ่นโคลนติดอยู่นิดหน่อย ดับกลิ่นได้ไม่ดีนัก
คำวิจารณ์ว่า [ดี] นี่คือให้คะแนนโดยรวม
แต่คำวิจารณ์ของเซี่ยวเหล่ยน่าจะถูกต้อง หลาน ๆ ตระกูลข่งที่ข่งชิ่งเฟิงรับมาสอน ไม่มีใครได้ดีสักคน
เทียบกันแล้ว เมนูถนัดของอาจารย์ลุงอาจารย์อาท่านอื่น ๆ ล้วนได้คะแนนระดับ [ค่อนข้างดี] ขึ้นไปทั้งนั้น
“ลูกศิษย์นายนี่ อายุยังน้อย แต่พูดจาฉะฉาน รอบคอบดีนะ” โต๊ะข้าง ๆ จงหย่งพูดกับเซี่ยวเหล่ยที่นั่งข้าง ๆ
“เขาออกมาเปิดร้านเอง เลยได้เรียนรู้วิธีวางตัวมาไม่น้อย เมื่อก่อนก็เป็นพวกถามคำตอบคำเหมือนกัน” เซี่ยวเหล่ยตอบยิ้ม ๆ
“เปิดร้านอาหาร? เป็นเจ้าของกิจการเหรอ?” จงหย่งแปลกใจเล็กน้อย “เขาเปิดเอง? หรือนายพาเขาทำ? นายไม่ได้เป็นหัวหน้าพ่อครัวโรงงานทอผ้าเหรอ?”
คนอื่นบนโต๊ะก็พากันหันมามองเขา
“เขาเปิดเองได้สองสามเดือนแล้ว กิจการใช้ได้เลย” เซี่ยวเหล่ยพูดต่อ “ฉันลาออกจากโรงงานทอผ้าแล้ว ตอนนี้หุ้นกับเจิ้งเฉียงรับจัดโต๊ะจีน ทำมาได้ครึ่งเดือนแล้ว”
“อะไรนะ?”
“โต๊ะจีนกลางแจ้งเนี่ยนะ?”
“ไปเป็นพ่อครัวบ้านนอกเหรอ?”
สิ้นคำพูด ทุกคนบนโต๊ะต่างตกตะลึง
เซี่ยวเหล่ยทำอยู่โรงงานทอผ้ามาตั้งยี่สิบกว่าปี จากโรงงานเล็ก ๆ จนกลายเป็นโรงงานใหญ่คนงานสามพันกว่าคน คุมโรงอาหารใหญ่ ก็ถือว่าเป็นผักดองเก่าเก็บ——หมักจนได้ดี
ระหว่างนั้นปู่ทั้งสองและศิษย์พี่ศิษย์น้องเคยชวนเขามาทำร้านอาหารในเมือง เขาปฏิเสธมาตลอด บอกว่าทิ้งคนงานและพ่อครัวในโรงงานไม่ลง
ลูกศิษย์สี่คนของปู่ข่งไหวเฟิง คนหนึ่งไปภัตตาคารเฉิงตู คนหนึ่งไปเมืองหลวง อีกคนตามผู้นำกระทรวงการต่างประเทศไปเมืองนอก เจียโจวเหลือแค่เซี่ยวเหล่ยคนเดียว เฝ้าซูจีมาตั้งยี่สิบกว่าปี
ก่อนหน้านี้พอพูดถึงเซี่ยวเหล่ย ทุกคนต่างคิดว่าเขาคงทำที่โรงงานทอผ้าเจียโจวไปจนเกษียณ
เกษียณจากโรงงานใหญ่ ก็ถือว่ามีหน้ามีตาอยู่
แค่เสียดายฝีมือทำอาหารชั้นยอดของเขา ที่ต้องจมปลักอยู่กับการผัดข้าวหม้อใหญ่ในโรงอาหาร
ใครจะไปคิดว่าเขาจะลาออกกะทันหันขนาดนี้ แถมยังผันตัวไปเป็นพ่อครัวบ้านนอกซะงั้น
“เจ้าหิน เรื่องนี้ทำไมนายไม่บอกฉันเลย?” ข่งชิ่งเฟิงวางตะเกียบลง มองเซี่ยวเหล่ยแล้วพูดว่า “จะไปทำโต๊ะจีนทำไม ปกติมีแต่พ่อครัวฝีมือรองบ่อนถึงจะไปทำโต๊ะจีนตามบ้านนอก พรุ่งนี้นายมาที่ร้านเล่อหมิงเลย ฉันจะให้เขาจัดสัมภาษณ์ ผ่านแล้วก็มาทำงานเลย พาโจวเยี่ยนกับเจิ้งเฉียงมาด้วย ฝีมือพวกเขาสบายมาก ต่อให้ร้านเล่อหมิงรับไม่ไหว ก็ฝากไปร้านอื่นได้”
“เดี๋ยวผมแวะไปที่ร้าน ไปรายงานหัวหน้า” ข่งกั๋วต้งเสริม
ยุคนี้ การทำธุรกิจส่วนตัวมักถูกมองว่าไม่มั่นคง เป็นค่านิยมของคนส่วนใหญ่ในสังคม
พ่อครัวบ้านนอกก็เท่ากับเป็นผู้ประกอบการรายย่อย
เซี่ยวเหล่ยได้ยินก็ยิ้มตอบ “อาจารย์อา ศิษย์พี่ เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ ผมกับเจิ้งเฉียงตอนนี้ทำโต๊ะจีนรุ่งมาก เดือนนี้จัดไปสามงานแล้ว ครึ่งเดือนหลังยังมีจองอีกสองงาน คิดดูแล้วเดือนหนึ่งได้เยอะกว่าเงินเดือนโรงงานทอผ้าอีก
กับข้าวหม้อใหญ่ในโรงงานผมยังผัดได้ อาหารโต๊ะจีนสามนึ่งเก้าตุ๋นผมทำได้สบายมาก ไม่เห็นจะน่าอายตรงไหน
เศรษฐกิจกำลังพัฒนา สังคมก็เปลี่ยนไปเร็ว ผมว่าทำโต๊ะจีนก็ดีเหมือนกัน อีกสักสองปีเก็บเงินได้ ดีไม่ดีพวกผมอาจจะหาที่เปิดร้านรับจัดเลี้ยงเองด้วยซ้ำ
ร้านโจวเยี่ยนกิจการก็ดีมาก รายได้ดีกว่าไปเป็นลูกมือในร้านอาหารเยอะ เขาลงทุนไปไม่น้อย จะให้ปิดร้านง่าย ๆ ได้ไง”
เซี่ยวเหล่ยแม้ใบหน้าจะเปื้อนยิ้ม แต่น้ำเสียงและท่าทีหนักแน่น
ศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นเห็นแบบนั้น ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ทำไมฉายาเซี่ยวเหล่ยถึงชื่อว่าเจ้าหิน?
นอกจากชื่อที่มีหินเยอะ (ตัวอักษรเหล่ย 磊 ประกอบด้วยหิน 石 สามก้อน) นิสัยก็เหมือนหิน ดื้อรั้นหัวชนฝา เรื่องที่เขาตัดสินใจแล้ว สมัยปู่ข่งไหวเฟิงอยู่ยังพูดไม่ฟังเลย
ข่งชิ่งเฟิงถอนหายใจ มองเขาแล้วพูดว่า “ในเมื่อแกตัดสินใจแล้ว ฉันก็ไม่พูดมาก ถ้ามีปัญหาอะไร ก็มาหาฉันได้”
“ครับ อาจารย์อา” เซี่ยวเหล่ยพยักหน้าอย่างเคารพ
โต๊ะอาจารย์คุยกันออกรส โต๊ะลูกศิษย์สายตาจับจ้องไปที่โจวเยี่ยนและเจิ้งเฉียง
“ศิษย์น้องโจว นายเปิดร้านเองเหรอ? เปิดที่ไหน? เรียนทำอาหารแค่สองปีครึ่งก็เปิดร้านเองแล้ว โหดขิง ๆ?!” ข่งลี่เหว่ยทำหน้าตกใจมองโจวเยี่ยน
เขาแก่กว่าโจวเยี่ยนสามปี แต่เขาเริ่มเรียนทำอาหารกับอาจารย์ตั้งแต่อายุสิบสาม ปีนี้ครบสิบปีแล้ว ตอนนี้เป็นลูกมืออยู่ที่ร้านเล่อหมิง
สามปีแรก ฝีมือมีดของเขาเพิ่งจะพอเข้าตาปู่ทั้งสองท่าน
ปู่แท้ ๆ ของเขาเข้มงวดกับเขามาก
แต่เรียนมาสิบปี ฝีมือมีดเขายังสู้โจวเยี่ยนหั่นตับหมูเมื่อกี้ไม่ได้เลย
พอได้ยินว่าโจวเยี่ยนออกไปเปิดร้านเอง แถมกิจการยังดี ก็อึ้งไปเลย
ศิษย์พี่คนอื่นก็มีความคิดและสีหน้าไม่ต่างกัน
โจวเยี่ยนยิ้มตอบ “ก็แค่ร้านเล็ก ๆ ในตำบลซูจีน่ะครับ คนในบ้านช่วยกันทำ กิจการก็พอเลี้ยงครอบครัวได้ เทียบกับภัตตาคารใหญ่ที่พวกศิษย์พี่ทำไม่ได้หรอกครับ ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงเลย”
ทุกคนฟังแล้วก็ครุ่นคิด ร้านเล็ก ๆ คงเป็นร้านอาหารเสฉวนตามข้างทาง แถมเปิดในตำบล กิจการคงไม่ดีเท่าไหร่
ยุคนี้ คนในเมืองยังไม่ค่อยกล้ากินข้าวนอกบ้าน อย่าว่าแต่ชาวนาตามบ้านนอกเลย
แค่พอเลี้ยงปากท้องได้ก็เก่งแล้ว
เจิ้งเฉียงที่อยู่ข้าง ๆ เหลือบมองโจวเยี่ยน สีหน้าดูแปลกพิกล
ร้านโจวเยี่ยนเปิดในตำบลก็จริง แต่เปิดหน้าโรงงานทอผ้าเจียโจว ผู้ทำรายได้เข้าเมืองอันดับหนึ่งเชียวนะ
จริงอยู่ที่คนในบ้านช่วยกันทำ แต่เขามีแม่ที่ปากหวานพูดเก่ง มีพ่อที่ฝีมือมีดฉกาจฉกรรจ์ แถมยังมีน้องสาวน่ารักที่แค่นั่งแทะขาหมูอยู่หน้าร้านก็หลอกล่อลูกค้าเข้ามากินข้าวได้แล้ว
กิจการร้านเขาไม่ได้เรียกว่า ‘พอได้’ เลย จากที่เขาไปช่วยในครัวมาไม่กี่วัน ลูกค้าแน่นร้านทั้งสามมื้อ พะโล้เนื้อพะโล้ผักขายได้เป็นร้อยจิน
วันหนึ่งได้เท่าไหร่เขาไม่ได้คำนวณละเอียด แต่กะคร่าว ๆ ว่าพ่อครัวทุกคนที่นี่รวมกัน เผลอ ๆ ยังหาเงินได้ไม่เท่าเขาคนเดียว
ศิษย์น้องโจว ก็เป็นยอดฝีมือผู้แสร้งทำเป็นไม่รู้เหมือนกันนะเนี่ย
“ศิษย์พี่เจิ้ง พี่ตามอาจารย์อาเซี่ยวไปทำโต๊ะจีน รายได้เป็นไงบ้างครับ?” ข่งลี่เหว่ยหันไปถามเจิ้งเฉียงด้วยความอยากรู้
เจิ้งเฉียงยิ้มตอบ “ฉันก็แค่เป็นลูกมือหั่นผักให้อาจารย์อา มีงานก็ขนหม้อขนซึ้งไปทำที่บ้านลูกค้า ไม่มีงานก็นอนเกาพุงอยู่บ้าน เงินที่ได้ก็แค่พอเลี้ยงครอบครัว เทียบกับภัตตาคารใหญ่ที่พวกศิษย์น้องทำไม่ได้หรอก ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงเลย”
โจวเยี่ยนปรายตามองเขา ศิษย์พี่เจิ้งก็ร้ายไม่เบาเหมือนกันนะ
กินข้าวเที่ยงเสร็จ รุ่นหลานรับหน้าที่เก็บจาน ล้างจาน เก็บกวาดครัว
ปู่ทั้งสามและเหล่าอาจารย์ชงชา นั่งคุยสัพเพเหระกันในลานบ้าน
“อาจารย์ครับ แล้วคนจากนิตยสาร 'อาหารเสฉวน' จะมาเมื่อไหร่ครับ?” จงหย่งรินชาให้ข่งชิ่งเฟิงแล้วเอ่ยถาม
ข่งชิ่งเฟิงยังไม่ทันตอบ นอกรั้วก็มีเสียงข่งกั๋วต้งดังเข้ามา “อาจารย์ครับ บรรณาธิการเหอมาแล้ว!”