เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 170 ไอ้ลูกหมานี่!

บทที่ 170 ไอ้ลูกหมานี่!

บทที่ 170 ไอ้ลูกหมานี่!


เอาฟองเต้าหู้ไปเก็บที่ร้านแล้ว โจวเยี่ยนก็ไปส่งคุณย่าที่หมู่บ้านโจวก่อน

ขากลับเขาแวะสหกรณ์ซื้อสาหร่ายแห้งกลับมาอีกสิบจิน

“โอ้โห วันนี้กินอาหารทะเลเหรอ!” โจวเยี่ยนเข็นรถเข้าร้าน จ้าวเถี่ยอิงเดินเข้ามา เห็นสาหร่ายมัดใหญ่ท้ายรถก็ทำหน้าตื่นเต้น

โจวเยี่ยนมองหน้าเธอ ไม่แน่ใจว่าน้าจ้าวกำลังประชดหรือเปล่า

เพราะถ้าเป็นยุคหลังบอกว่าจะพาไปกินอาหารทะเล แล้วเสิร์ฟสาหร่ายมาจานหนึ่ง มีหวังโดนตบกบาลแยกแน่

แต่น้าจ้าวถามด้วยสีหน้าจริงจังว่า “จินละเท่าไหร่? แม่ไม่ได้ซื้อมาหลายปีแล้ว ตอนเด็ก ๆ จะตรุษจีนหรือเทศกาลไหน ๆ ก็ไม่ได้กินสาหร่ายสักจาน”

“แบบแห้ง จินละแปดเหมาห้าเฟินครับ”

“ถูกลงตั้งเยอะ!” จ้าวเถี่ยอิงตาโต “เยี่ยมไปเลย! ตรุษจีนปีนี้ซื้อมาต้มกับเนื้อกินสักหน่อย อร่อยเหาะ”

โจวเยี่ยนมั่นใจแล้วว่าน้าจ้าวพูดจริง ยิ้มตอบว่า “ไม่ต้องรอตรุษจีนหรอกครับ ผมซื้อมาแล้ว อยากกินเมื่อไหร่ก็ได้กิน”

“ลูกซื้อมาทำไมเยอะแยะ? อีกตั้งนานกว่าจะตรุษจีน” จ้าวเถี่ยอิงยังงง

โจวเยี่ยนแก้มัดสาหร่าย พลางอธิบาย “พรุ่งนี้ผมกะจะเริ่มทำพะโล้เจขาย ซื้อฟองเต้าหู้จากย่าซุนมาแล้ว สั่งเต้าหู้แห้งไว้ด้วย สาหร่ายมัดปมก็ทำพะโล้ได้ แล้วก็หามันฝรั่งกับรากบัวมาเพิ่ม ลองทำขายดูครับ”

“มันฝรั่งกับรากบัวเป็นผัก เต้าหู้แห้งก็พอถูไถ แต่ฟองเต้าหู้กับสาหร่ายราคาแพงจะตาย จะเอามาขายรวมกับผักได้ยังไง?” จ้าวเถี่ยอิงส่ายหน้าไม่เห็นด้วย “คุณพระช่วย สาหร่ายนี่มันอาหารทะเลนะ!”

โจวเยี่ยนเม้มปาก กลั้นขำแทบแย่

แต่พอเห็นสีหน้าจริงจังของน้าจ้าว ก็ไม่กล้าหัวเราะออกมา

ทำให้นึกถึงเรื่องเก่า ๆ ที่เคยสัมภาษณ์เชฟรุ่นเก่าคนหนึ่ง เล่าว่ายุค 60 สาหร่ายแพงยิ่งกว่าทอง คนธรรมดาไม่มีปัญญาซื้อกิน เพราะต้องนำเข้า ราคากุ้งมังกรยังชิดซ้าย

ต่อมามีนักวิชาการแซ่เจิงคนหนึ่งเผยแพร่วิธีเพาะเลี้ยงสาหร่าย ผลผลิตสาหร่ายในประเทศเลยพุ่งกระฉูด ทำให้อาหารทะเลชนิดนี้เข้าถึงทุกครัวเรือน

ดูจากราคาตอนนี้ น่าจะแพร่หลายมาหลายปีแล้ว

แต่ดูออกเลยว่า ในใจคนทั่วไป สาหร่ายยังถือเป็นของหรูอยู่

“ราคาต้องต่างกันอยู่แล้วครับ ไม่งั้นคนก็เลือกแต่ฟองเต้าหู้กับสาหร่ายสิ” โจวเยี่ยนพยักหน้า “รากบัวกับมันฝรั่งขายจินละสี่เหมา เต้าหู้แห้งหกเหมา ฟองเต้าหู้กับสาหร่ายแปดเหมา กำไรสุทธิประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์”

ยังคงเน้นกลยุทธ์กำไรน้อยแต่ขายได้เยอะ

แน่นอน ปัจจัยหลักคือเรื่องกำลังซื้อ

ราคาเนื้อเพิ่งลดลงเหลือจินละหนึ่งหยวน

ถ้าพะโล้เจแพงกว่าเนื้อ ลูกค้าคงรับไม่ได้

อีกอย่าง พะโล้เจจินละสี่เหมา อาจดึงดูดลูกค้าที่ไวต่อราคาได้ ช่วยขยายตลาดได้บ้าง

ของกินมันก็แบบนี้แหละ

พอกินพะโล้เจแล้วอร่อย ก็จะเริ่มสงสัยในกลิ่นหอมของพะโล้เนื้อ

ความสงสัย คือจุดเริ่มต้นของการตกหลุมพราง

เริ่มจากพะโล้เจ แต่ไม่มีทางจบที่พะโล้เจแน่นอน

โจวเยี่ยนมั่นใจเต็มเปี่ยม

ลำพังพวกขี้เมาขาประจำก็ตันแล้ว ตอนนี้ต้องใช้พะโล้เจเจาะตลาดสาวโรงงานทอผ้าที่กำลังซื้อสูงลิ่ว

คนงานหญิงในโรงงานทอผ้ามีตั้งเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เชียวนะ

ผู้หญิงทำงานที่แบกรับภาระครึ่งหนึ่งในยุคนี้ มักจะละเอียดรอบคอบเรื่องการใช้จ่ายมากกว่า

พะโล้เนื้อจินละสองหยวนห้าเหมาหรือสามหยวนอาจจะซื้อบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในบ้านด้วย

พะโล้เจจินละสี่เหมา ซื้อสักสองเหมาก็ได้ครึ่งจินแล้ว เอาไปฝากลูกฝากครอบครัว น่าจะมีน้อยคนที่ปฏิเสธ

“ได้จ้ะ ลูกว่าไงก็ว่างั้น ลูกรู้เรื่องนี้ดีกว่าแม่อยู่แล้ว” น้าจ้าวพยักหน้า เลิกกังวล แล้วหันมาช่วยจัดการสาหร่าย ปัดเกลือที่เกาะอยู่ออก

การออกไปข้างนอกวันนี้ โจวเยี่ยนถือว่าได้กำไรคุ้มค่า

นอกจากจะได้ญาติเพิ่มมาคนหนึ่ง ยังได้แหล่งวัตถุดิบเต้าหู้ที่แน่นอน แถมโปรเจกต์พะโล้เจที่ลังเลอยู่ก็เดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว

วันหนึ่งจะขายเต้าหู้ได้เท่าไหร่ โจวเยี่ยนไม่กล้ารับประกัน

แต่ขอแค่พะโล้เจของเขาขายดี แค่ฟองเต้าหู้กับเต้าหู้แห้ง ก็พอให้สองยายหลานทำจนมือเป็นระวิงแล้ว

...

ตกเย็นโรงงานเลิกงาน เนื้อวัวพะโล้ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอย่างที่คาดไว้

ไม่ถึงสิบนาที เนื้อวัวพะโล้ที่เหลือหกจินก็ขายเกลี้ยง

แถมยังมีลูกค้าอีกหลายคนเรียกร้องจะจองล่วงหน้า

แต่โจวเยี่ยนไม่เปิดจองเมนูอื่นนอกจากขาหมูพะโล้ รับปากแค่ว่าพรุ่งนี้จะเพิ่มปริมาณเป็นสองเท่า เพื่อให้ทุกคนได้กินเนื้อวัวพะโล้กันถ้วนหน้า

เนื้อวัวพะโล้สิบจิน ยังไม่ส่งผลกระทบต่อยอดขายพะโล้หมู

แต่โจวเยี่ยนลดจำนวนหัวหมูที่จะสั่งพรุ่งนี้ลงหนึ่งหัว เพราะถ้าเพิ่มเนื้อวัวพะโล้อีกสิบจิน พะโล้หมูต้องได้รับผลกระทบแน่ ๆ

เขาต้องควบคุมความสูญเสีย

ปิดร้านตอนดึก โจวเยี่ยนไปวิ่งออกกำลังกายกับหลินจื้อเฉียง

“อาหลิน เปลี่ยนรองเท้าใหม่อีกแล้วเหรอครับ?” โจวเยี่ยนมองรองเท้าเฟยเยว่สีขาวสะอาดตาของหลินจื้อเฉียงแล้วอดแซวไม่ได้ “เจ๊เมิ่งดีกับอาจริง ๆ นะเนี่ย”

หลินจื้อเฉียงยืดอกอย่างภูมิใจ “แน่นอนสิ ฉันวิ่งทุกวัน ร่างกายแข็งแรงปึ๋งปั๋ง เขา... เขาก็ดีใจสิ”

พูดแบบนี้ โจวเยี่ยนก็ชักไม่แน่ใจแล้วว่าเจ๊เมิ่งดีใจแบบไหน

“ช่วงนี้ได้ติดต่อกับเซี่ยเหยาบ้างไหม?” หลินจื้อเฉียงแกล้งถามลอย ๆ แต่สายตาจับจ้องเขาเขม็ง พยายามจับสังเกตปฏิกิริยา

“มีจดหมายคุยกันบ้างเป็นครั้งคราวครับ เธอน่าจะยุ่ง ๆ อยู่” โจวเยี่ยนยิ้มตอบ สีหน้าเรียบเฉย

“ดีแล้ว ๆ คนหนุ่มสาวต้องติดต่อกันบ่อย ๆ ไปมาหาสู่กัน ความรู้สึกจะได้ไม่จืดจาง มีอะไรไม่เข้าใจก็มาถามอาได้ อาประสบการณ์เยอะ” หลินจื้อเฉียงยิ้มตาหยี

“ครับ ไว้ผมจะขอคำชี้แนะจากอาหลินนะครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า

คุยกันไม่กี่ประโยค หัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนไปเรื่องบ้านเมือง

“ได้ยินว่าจีนกับอังกฤษจะเซ็นสัญญาร่วมกันแล้ว ช่วงนี้ใคร ๆ ก็พูดถึงเรื่องนี้ ฮ่องกงจะกลับคืนสู่มาตุภูมิแล้ว...”

ทั้งสองคนคุยกันตลอดทาง หลินจื้อเฉียงทึ่งและเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานของโจวเยี่ยนมาก

โจวเยี่ยนได้แต่ยิ้มน้อย ๆ

เรื่องอื่นอาจจะจำไม่ได้ แต่ฮ่องกงกลับคืนสู่จีนนี่มันข้อสอบเน้น ๆ ลืมไม่ลงหรอก

หลินจื้อเฉียงเหงื่อท่วมตัววิ่งกลับบ้าน เห็นเมิ่งอันเหอกำลังรำปาต้วนจิ่น(1)อยู่ในห้องรับแขก ก็พูดขึ้นว่า “โจวเยี่ยนนี่เป็นเด็กหนุ่มที่มีความคิดความอ่านดีจริง ๆ ถ้าผมมีลูกสาวนะ ผมจะยกให้เขาเลย”

เมิ่งอันเหอรำมวยต่ออย่างใจเย็น พูดเนิบ ๆ ว่า “ไม่ต้องมาบอกฉัน ไปบอกพี่สาวกับพี่เขยฉันนู่น”

“งั้นผมไปเขียนจดหมายดีกว่า” หลินจื้อเฉียงหันหลังจะเดินเข้าห้องหนังสือ

“หยุดเดี๋ยวนี้!” เมิ่งอันเหอตวาดแว้ด “ไปอาบน้ำก่อน อย่าเอาเหงื่อไปเปื้อนโต๊ะเก้าอี้ แล้วก็ถ้าจะเขียนก็เขียนไป อย่าอ้างชื่อฉันนะ ฉันไม่อยากรับผิดชอบ”

“อ้าว? อันเหอ เราผัวเมียกันไม่ใช่เหรอ ต้องใจตรงกันสิ” หลินจื้อเฉียงทำหน้ามุ่ย

เมิ่งอันเหอตอบเสียงเรียบ “นี่เป็นผลการประเมินของคุณ ฉันรู้แค่ว่าโจวเยี่ยนทำกับข้าวอร่อย เรื่องนี้ฉันบอกพี่สาวไปแล้ว เรื่องอื่นฉันยังไม่ค่อยได้สัมผัส”

“ก็ได้ งั้นไว้ค่อยเขียน รอดูว่าเหล่าเซี่ยจะอดใจไม่ไหวเขียนมาหาผมเมื่อไหร่ จดหมายฉบับล่าสุดก็ตั้งแต่เดือนมิถุนายนแน่ะ” หลินจื้อเฉียงหยิบกะละมังกับเสื้อผ้าเดินไปอาบน้ำ

“โจวเยี่ยนนี่ถูกใจเขาจริง ๆ แฮะ...” เมิ่งอันเหออดหัวเราะไม่ได้

...

ฟองเต้าหู้แช่น้ำเย็นไว้สักสามชั่วโมงก็พอ แช่นานไปจะเละ เสียรสชาติหมด

สาหร่ายก็แช่แค่หกชั่วโมง

เนื่องจากพะโล้เจใช้เวลาตุ๋นสั้น และไม่ต้องแช่ในน้ำพะโล้นานเกินไป ดังนั้นรอพรุ่งนี้เช้าตื่นมาค่อยแช่ก็ทัน

ตอนนี้ที่ต้องแช่ข้ามคืนมีแค่หน่อไม้อบแห้ง

โจวเยี่ยนอาบน้ำ แช่หน่อไม้เสร็จ ก็มาดวลหมากรุกกับเซียนหมากรุกกำมะลออย่างสหายเหล่าโจวสักสามร้อยตา ผลัดกันแพ้ชนะ สนุกสนานกันไป

โจวเยี่ยนยังไม่รีบนอน หาแผ่นไม้ยาวประมาณสี่สิบเซนติเมตร กว้างสามสิบเซนติเมตรมาแผ่นหนึ่ง ร่างแบบด้วยดินสอ ออกแบบง่าย ๆ แล้วเริ่มลงมือเขียนป้าย

ใช้แปรงใหญ่จุ่มสีแดง เขียนตัวอักษรใหญ่เบ้อเริ่มแปดตัว: เต้าหู้ซีป้า! จินละ 2 เหมา!

จากนั้นข้างล่างใช้สีเหลืองเขียนตัวเล็กกว่าลงไป: แผงเต้าหู้ไร้เสียง

แล้วใช้พู่กันเล็กจุ่มสีดำ เขียนบรรยายสรรพคุณ: เต้าหู้ตระกูลซุนแห่งซีป้า สืบทอดมายาวนานหลายร้อยปี เนื้อเนียนนุ่มเหนียว จะทอด จะตุ๋น จะต้ม ก็ไม่เละไม่แตก เชิญลิ้มลองได้ครับ

สุดท้ายหมายเหตุไว้ว่า: ผมเป็นคนหูหนวกและเป็นใบ้ครับ เต้าหู้จินละ 2 เหมา งดต่อรองและงดเชื่อนะครับ

ผมไม่ได้ยินเสียงของคุณ แต่ผมเข้าใจรอยยิ้มของคุณครับ

แผ่นไม้แผ่นเดียว เขียนซะเต็มเอี๊ยด

แต่ใจความสำคัญครบถ้วน

ข้อมูลสำคัญเน้นตัวหนาตัวใหญ่

แถมยังอธิบายจุดเด่นของเต้าหู้ซีป้าไว้ด้วย นี่เป็นความเห็นหลังจากที่โจวเยี่ยนซื้อมาทำกินเอง ถือว่ายุติธรรมดี

ส่วนหมายเหตุบรรทัดสุดท้าย มีไว้เพื่อกระตุ้นความเมตตาในใจผู้คน

ขายความน่าสงสารเหรอ?

ก็ถือว่าใช่

แต่ไหลฝูก็น่าสงสารจริง ๆ หน้าตาหมดจด รูปร่างผอมบาง แถมยังพิการ เห็นแล้วอดสงสารไม่ได้จริง ๆ

นี่ถ้าเกิดผิดยุค ไม่งั้นโจวเยี่ยนคงตั้งชื่อในเน็ตให้เขาว่า ‘ฝูกุ้ย’ (2) แล้ว

ถ่ายคลิปเล่าเรื่องราวชีวิตจริงลงโซเชียล ชาตินี้คงไม่ต้องขายเต้าหู้แล้ว

วัน ๆ นั่งโม่เต้าหู้หน้ากล้อง คอยชูป้าย: ขอบคุณครับลูกพี่! ทำแค่นั้นก็พอ

แต่ตอนนี้ ญาติผู้น้องของเขา

ต้องลากร่างกายผอมแห้งตื่นมาโม่ถั่ว กรองกาก ต้มน้ำเต้าหู้ ใส่ดีเกลือ อัดพิมพ์ กว่าจะได้เต้าหู้มาสักถาด

ทำเสร็จต้องแบกมาขายในตำบล ขายหมดกลับไปต้องต้มฟองเต้าหู้ รมควันเต้าหู้แห้งต่อ

เหนื่อยก็ส่วนเหนื่อย แต่โจวเยี่ยนคิดว่าไหลฝูน่าจะมีความสุขกับชีวิตที่มั่นคงแบบนี้มากกว่า

แน่นอน ที่ระบุว่าเป็นคนหูหนวกและเป็นใบ้ ก็เพื่อลดความยุ่งยาก ไม่อย่างนั้นมัวแต่ส่งภาษามือ ลูกค้าดูไม่รู้เรื่องก็เดินหนีหมด

เสาและฐานเตรียมไว้แล้ว พรุ่งนี้เช้าตอกตะปูไม่กี่ตัว ป้ายโฆษณาที่เบาและสะดุดตาก็เสร็จสมบูรณ์

ในเมื่อรับปากคุณย่าซุนไว้แล้ว เรื่องนี้โจวเยี่ยนต้องทำให้สุดฝีมือ

แค่เต้าหู้ถาดเดียว ไม่เชื่อหรอกว่าจะขายไม่หมด

...

เช้าวันรุ่งขึ้นฟ้าสาง สหายเสี่ยวโจวแบกป้ายโฆษณาไปตอกตะปูโป๊กเป๊กริมแม่น้ำ

วางลงกับพื้น โครงสร้างสามขาตั้งได้มั่นคงดี

แถมน้ำหนักเบาหิ้วสบาย เขาเตรียมเชือกมาด้วย ไหลฝูสามารถมัดป้ายไว้กับตะกร้าหลังได้ กลายเป็นป้ายโฆษณาเคลื่อนที่ ไม่เกะกะเต้าหู้ในตะกร้า

“ป้ายโฆษณานี้เขียนดีนะ สะดุดตา น่าสนใจ แถมยังบอกรายละเอียดครบถ้วน” สหายเหล่าโจวมองป้ายในตะกร้าท้ายรถโจวเยี่ยนแล้วชม

“ต้องตั้งใจหน่อยสิครับ ผมอยากให้เขาขายดีกว่าใครเพื่อน” โจวเยี่ยนยิ้มปั่นจักรยานไปข้างหน้า เขายังหวังพึ่งให้ไหลฝูตั้งใจเรียน ตั้งใจฝึก จะได้ปลดล็อกเมนูเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนให้เขาเร็ว ๆ

หนึ่งในสามทหารเสืออาหารเสฉวน เคียงคู่กับหมูผัดพริกและไก่ผัดพิทักษ์วัง

เมนูนี้โจวเยี่ยนตั้งตารอคอยสุด ๆ

ซื้อเนื้อครบแล้ว จอดจักรยานไว้หัวสะพาน ให้สหายเหล่าโจวเฝ้าเหมือนเดิม โจวเยี่ยนแบกป้ายไม้เดินเลียบแม่น้ำไป เขาเริ่มอยากเห็นสีหน้าของไหลฝูตอนเห็นป้ายแล้ว

สายตากวาดมองผักที่วางขายอยู่ ซื้อผักกาดสดมาสองกำ เล็งกะหล่ำปลีไว้สี่หัว เดี๋ยวขากลับค่อยมาซื้อ

ใกล้ถึงแผงเต้าหู้ โจวเยี่ยนก็ได้ยินเสียงแสบแก้วหูสองเสียงดังขึ้น

“อย่ามาตั้งตรงนี้นะ! วันนี้ฉันมาก่อน! ถ้าแกกล้าตั้ง ฉันจะพังแผงแกแน่”

“นั่นสิ! เป็นใบ้แล้ววิเศษนักเหรอ? ฉันขายเต้าหู้ตรงนี้มาตั้งสามปีแล้ว รีบแบกเต้าหู้ของแกไปให้พ้น!”

โจวเยี่ยนละสายตาจากแผงผัก เงยหน้าขึ้นมอง

ไหลฝูยืนอยู่หลังโต๊ะตัวเล็ก กางแขนปกป้องเต้าหู้ หดคอด้วยความหวาดกลัว สีหน้าตื่นตระหนก

ตรงหน้าเขามีชายหญิงคู่หนึ่งยืนทำหน้าถมึงทึง ชายหนุ่มร่างท้วมสวมเสื้อเชิ้ตลายดอกกำลังเอื้อมมือไปกระชากตะกร้าที่ไหลฝูสะพายอยู่

“ไอ้ลูกหมานี่!”

โจวเยี่ยนสบถลั่น แบกป้ายวิ่งถลันเข้าไป!

........................................

(1) ปาต้วนจิ่น (八段锦) คือวิชาชี่กงโบราณของจีน ประกอบด้วยท่ากายบริหาร 8 ท่าที่เน้นการเคลื่อนไหวช้า ๆ ต่อเนื่องและนุ่มนวล เพื่อบริหารอวัยวะภายในและปรับสมดุลร่างกาย

(2) ฝูกุ้ย (福贵) เป็นชื่อตัวละครเอกในนิยายและภาพยนตร์เรื่องดังของจีนชื่อ “คนตายยาก” ซึ่งมีชะตากรรมที่รันทดและน่าสงสารที่สุด ชีวิตเต็มไปด้วยความสูญเสียและความลำบากยากเข็ญ (คล้ายกับชีวิตของ ไหลฝู ในเรื่องนี้ที่เป็นใบ้ หูหนวก ฐานะยากจน และสู้ชีวิตมาก )

จบบทที่ บทที่ 170 ไอ้ลูกหมานี่!

คัดลอกลิงก์แล้ว