เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 165 ช่วยให้เกียรติเนื้อวัวพะโล้ด้วย!

บทที่ 165 ช่วยให้เกียรติเนื้อวัวพะโล้ด้วย!

บทที่ 165 ช่วยให้เกียรติเนื้อวัวพะโล้ด้วย!


หวงเฮ่อตอนนี้อารมณ์พลุ่งพล่าน หวงปิงกินข้าวเช้ากลับมา บอกข่าวเขาว่าวันนี้โจวเยี่ยนจะเปิดตัวเนื้อวัวพะโล้

หวงเฮ่อที่ยังนอนอยู่บนเตียงก็เด้งตัวลุกขึ้นมาทันที รีบสั่งให้หวงปิงขี่มอเตอร์ไซค์พาเขามาที่ซูจี

ร้านอาหารเฟยเยี่ยนขาดเนื้อวัวพะโล้ไม่ได้ ก็เหมือนตะวันตกขาดเยรูซาเลมไม่ได้นั่นแหละ

ลูกค้าเก่าที่ถามถึงเนื้อวัวพะโล้มีเยอะเหลือเกิน โดยเฉพาะหลังจากหัวหมูพะโล้กลับมาขึ้นเมนู ก็ยิ่งมีคนถามถึงทุกวัน

เมื่อไหร่เนื้อวัวพะโล้จะมา?

เขาก็ร้อนใจเหมือนกัน

เนื้อวัวพะโล้เคยเป็นพะโล้ที่ขายดีที่สุดของร้านอาหารเฟยเยี่ยน ช่วงพีค ๆ วันหนึ่งขายได้เป็นร้อยจิน

พูดถึงช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์นี้ พ่อเขาบอกเขาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งว่า ถ้าน้าจางกลับมาขายพะโล้อีก เนื้อวัวพะโล้ต้องเอากลับมาให้ได้

น้าจางคงไม่กลับมาขายพะโล้แล้ว แต่โจวเยี่ยนสืบทอดวิชาของเธอมา ทำหัวหมูพะโล้รสชาติเหมือนต้นตำรับเปี๊ยบ

ลูกค้าเก่าที่มาช่วงนี้ กินแล้วชมกันทุกคน บอกว่าผ่านไปหลายสิบปี รสชาติไม่เปลี่ยนเลย

หวงเฮ่อรู้ดีแก่ใจ คำชมเหล่านี้ไม่ได้มอบให้ร้านอาหารเฟยเยี่ยน แต่เป็นของโจวเยี่ยนต่างหาก

ฝีมือการทำอาหารของเด็กหนุ่มคนนี้ดูถูกไม่ได้ อายุแค่นี้ แต่สืบทอดวิชาทำพะโล้หมูของน้าจางมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สำหรับเนื้อวัวพะโล้ หวงเฮ่อยังหวั่นใจอยู่บ้าง เพราะเมื่อสองวันก่อนโจวเยี่ยนเพิ่งบอกว่ายังต้องฝึก แต่ความคาดหวังก็เต็มเปี่ยมแน่นอน

ก่อนมาเขาปรึกษากับจ้าวซูหลานแล้ว ขอแค่รสชาติได้สักเจ็ดแปดส่วนของเนื้อวัวพะโล้ฝีมือน้าจ้าวในตอนนั้น ก็ตกลงสั่งเลย

ต่อให้ได้แค่เจ็ดแปดส่วน รสชาติก็น่าจะดีกว่าเนื้อวัวพะโล้เจ้าอื่นข้างนอก

ถ้ามีลูกค้าเก่าคนไหนเรื่องมากถามซอกแซก ก็อ้างไปว่าน้ำพะโล้กำลังบ่ม ยิ่งนานไปยิ่งอร่อย

ร้านอาหารเฟยเยี่ยนยินดีเติบโตไปพร้อมกับโจวเยี่ยน ช่วยรับประกันยอดขายเนื้อวัวส่วนหนึ่ง เพื่อให้เขาได้พัฒนาฝีมือต่อไปในระหว่างทำขาย

“เถ้าแก่หวง มาเร็วจังนะครับ” โจวเยี่ยนเดินออกมาจากครัว มองหวงเฮ่อที่พุงกระเพื่อม ยิ้มทักทาย “ผมเพิ่งดับไฟ เนื้อวัวพะโล้กว่าจะเอาขึ้นจากหม้อต้องรออีกพักใหญ่เลยครับ”

“เนื้อดีไม่ต้องกลัวรอนาน ผมนั่งรอได้สบายมาก” หวงเฮ่อโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ได้ครับ งั้นเชิญนั่งก่อน ผมไปชงชามาให้” โจวเยี่ยนพยักหน้า ผายมือเชิญสองพ่อลูกตระกูลหวงให้นั่ง แล้วหยิบใบชาจากตู้มาชงสามแก้ว

โจวเยี่ยนยกชามาวางแล้วนั่งลง หวงเฮ่อก็อดใจรอไม่ไหวรีบถามว่า “เถ้าแก่โจว อาทิตย์ก่อนคุณบอกว่าเนื้อวัวพะโล้ต้องฝึกอีกสักพักไม่ใช่เหรอครับ? ทำไมวันนี้ถึงปุบปับแบบนี้”

“ฝึกมาเพิ่มตั้งอาทิตย์หนึ่งแล้ว ยังปุบปับอีกเหรอครับ?” โจวเยี่ยนเป่าใบชาที่ลอยอยู่บนผิวหน้าแก้ว ยิ้มตอบ

“ผมดีใจน่ะสิ รอเนื้อวัวพะโล้ของคุณ ผมรู้สึกเหมือนหนึ่งวันนานเหมือนหนึ่งปีเลย” หวงเฮ่อดูตื่นเต้นเล็กน้อย “ไม่รู้รสชาติเป็นยังไง? เทียบกับน้าจางแล้ว ได้กี่ส่วนแล้วครับ?”

โจวเยี่ยนส่ายหน้าเบา ๆ “ผมพูดเองก็เหมือนโม้ เดี๋ยวคุณชิมก็รู้เองครับ”

“ได้ครับ” หวงเฮ่อพยักหน้า แล้วเปลี่ยนเรื่อง “จริงสิ เถ้าแก่โจว เรื่องสิทธิ์ผูกขาดเนื้อวัวพะโล้ที่ผมเคยคุยไว้ คุณพิจารณาเป็นไงบ้างครับ?”

“เถ้าแก่หวง ผมพูดตรง ๆ นะครับ ร้านอาหารของผมยังไงสักวันก็ต้องไปเปิดที่เจียโจว ต่อให้ผมไม่ขายให้คนอื่น ถึงตอนนั้นผมก็ต้องขายเองอยู่ดี” โจวเยี่ยนมองเขาแล้วยิ้มพูด

“ผมรู้ว่าร้านอาหารเฟยเยี่ยนกับย่าผมมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกันมาหลายสิบปี ฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกันในยุคที่ยากลำบากที่สุด ดังนั้นผมไม่อยากเอาเปรียบคุณด้วยค่าสิทธิ์ผูกขาดหรอกครับ คุณอยากได้เท่าไหร่ ผมก็ขายให้เท่านั้น”

หวงเฮ่อได้ยินดังนั้นก็เงียบไป นี่มันผิดคาดไปหน่อย

ร้านอาหารเฟยเยี่ยนกับพะโล้ตระกูลจางร่วมมือกันมาหลายสิบปี แทบไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งกันเลย

พะโล้ตระกูลจางปักหลักที่เจียโจว ส่งพะโล้ให้เหมือนเดิมทุกวันตลอดหลายสิบปี ไม่เคยจากไปไหน

เขาเริ่มติดนิสัยเคยชินแล้ว ถ้าโจวเยี่ยนจะไปเปิดร้านที่เจียโจว สถานการณ์ย่อมเปลี่ยนไป

พูดอีกอย่างก็คือ พวกเขาจะกลายเป็นคู่แข่งกัน

“คุณกะว่าจะไปเปิดร้านที่เจียโจวเมื่อไหร่ครับ? จะเปิดแถวไหน?” หวงเฮ่อเอ่ยถาม

“ยังอีกนานครับ อย่างน้อยก็อีกปีหนึ่ง” โจวเยี่ยนยิ้มตอบ “ทำเลยังไม่แน่นอน แต่ผมก็แค่เปิดร้านอาหาร ไม่ได้เปิดภัตตาคาร ไม่ได้รับจัดเลี้ยงโต๊ะจีนหรอกครับ”

“งั้นก็ไม่เป็นไร เรื่องอีกตั้งปีค่อยว่ากัน” หวงเฮ่อโล่งอก ยิ้มออกอีกครั้ง “ผมว่าร้านอาหารเฟยเยี่ยนตกแต่งเก่าเกินไปแล้ว อีกปีหนึ่งผมอาจจะย้ายไปเปิดร้านใหม่ เอาที่กว้างกว่า ตกแต่งดีกว่า ทำให้เป็นแลนด์มาร์คจัดเลี้ยงของเจียโจวไปเลย กลุ่มลูกค้าเราคนละกลุ่ม ไม่กระทบกันหรอก ไม่กระทบเลย”

“เถ้าแก่หวงนี่ป๋าจริง ๆ” โจวเยี่ยนหัวเราะ

พอพูดเปิดอกกันแล้ว บรรยากาศก็ผ่อนคลายขึ้นเยอะ

สามคนนั่งจิบชาคุยสัพเพเหระ เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก

โจวเยี่ยนดูนาฬิกา แล้วทยอยตักพะโล้ที่แช่น้ำซุปจนเข้าเนื้อขึ้นมา

พอเนื้อน่องลายเย็นลง โจวเยี่ยนก็หั่นใส่จาน ยกออกมา

หวงเฮ่อมองโจวเยี่ยนที่ถือจานเนื้อวัวพะโล้ออกมาจากครัว ก็ลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว

หวงปิงเดิมทีนั่งไขว่ห้างแทะเม็ดแตงโมอยู่ เห็นพ่อทำท่าจริงจังขนาดนี้ ก็ชะงักไปนิดหนึ่ง

เพี๊ยะ!

ฝ่ามืออรหันต์ของหวงเฮ่อฟาดเข้าที่ท้ายทอยลูกชาย “ช่วยให้เกียรติเนื้อวัวพะโล้ด้วย!”

“ฮะ?” หวงปิงทำหน้างง

แต่ด้วยอำนาจบาตรใหญ่ของหวงเฮ่อ เลยจำใจต้องลุกขึ้นยืนต้อนรับ... ท่านเนื้อวัวพะโล้?

สายตาของหวงเฮ่อจับจ้องไปที่จานกระเบื้องสีขาวในมือโจวเยี่ยน เห็นเนื้อวัวพะโล้ที่เรียงเป็นวงกลมในจาน หั่นหนาเท่าเหรียญทองแดง บางกำลังดีแต่ยังมีความหนา ลายเนื้อที่ชุ่มฉ่ำน้ำพะโล้สวยงามเหลือเกิน เอ็นกึ่งโปร่งแสงแทรกตัวอยู่เหมือนอำพัน เนื้อห่อเอ็น สีแดงสดแวววาว

“สีนี้! ลายนี้! ใช่เลย! ใช่ที่สุด!”

ดวงตาของหวงเฮ่อเป็นประกายขึ้นเรื่อย ๆ ลมหายใจเริ่มติดขัดด้วยความตื่นเต้น

นี่มันเนื้อวัวพะโล้ตระกูลจางที่เขาถวิลหาชัด ๆ!

เหมือนในความทรงจำไม่มีผิดเพี้ยน

กลับมาแล้ว!

เนื้อวัวพะโล้ตระกูลจางกลับมาแล้วจริง ๆ!

“เถ้าแก่หวง ลองชิมดูสิครับว่ารสชาติใช่ไหม?” โจวเยี่ยนยิ้มยื่นตะเกียบให้ แล้วส่งให้หวงปิงอีกคู่

หวงเฮ่อรับตะเกียบไป มือสั่นระริก สูดหายใจลึก ๆ ระงับความตื่นเต้น แล้วคีบเนื้อวัวพะโล้ขึ้นมา พลิกดูอย่างละเอียด พยักหน้าไม่หยุด “เหมือนเปี๊ยบ เหมือนกันเด๊ะ สีน้ำตาลเคี่ยวนี่สวยมาก ซึมเข้าเนื้อทั่วถึง ไม่ดำเลยสักนิด”

พินิจพิเคราะห์ราวกับของล้ำค่าเสร็จ ก็ส่งเข้าปาก เคี้ยวช้า ๆ ดวงตายิ่งเปล่งประกาย

เนื้อสัมผัสแน่น เอ็นกรุบกรอบ ไม่แห้งไม่แข็ง เคี้ยวแล้วหอมกลิ่นพะโล้อบอวล รสชาติเนื้อโดดเด่น ยิ่งเคี้ยวยิ่งหอม!

ชั่วขณะหนึ่ง หวงเฮ่อเหมือนได้ย้อนกลับไปในวัยเด็ก

พ่อพาเขาไปหาน้าจางที่หัวสะพานซูจี เขางอแงจะกลับบ้าน น้าจางเลยหั่นเนื้อวัวพะโล้ให้สองชิ้น ยิ้มพูดว่า “เสี่ยวจี เอาไปกินสิ”

จนถึงตอนนี้ เขายังจำรสชาติเนื้อวัวพะโล้สองชิ้นนั้นได้ดี

หอมมาก จนทำให้เขามองเนื้อวัวพะโล้เปลี่ยนไปตลอดกาล

ต่อมาพอโตขึ้น เขาก็ชอบกินเนื้อวัวพะโล้ฝีมือน่าจางมาตลอด

เนื้อวัวพะโล้ชิ้นนี้ รสชาติไม่ต่างจากในความทรงจำเลยแม้แต่น้อย

จำได้ว่าตอนนั้น เขาชอบตามน้าชายไปซูจี บางทีก็ซื้อพะโล้เจฝีมือน้าจางได้ด้วย

ร้านอาหารเฟยเยี่ยนไม่ขายพะโล้เจ เพราะดูไม่หรู

แต่เขาชอบกินนี่นา รากบัวพะโล้ เต้าหู้พะโล้ มันฝรั่งพะโล้... ต้องรอให้ตรงฤดูกาลถึงจะได้กิน

“ป๊า?” หวงปิงเห็นน้ำตาหยดหนึ่งไหลจากหางตาหวงเฮ่อ ก็ตกใจจนไม่กล้ายื่นตะเกียบ

เนื้อวัวพะโล้นี่ทำเอาพ่อผู้เจนจัดของเขา กินจนร้องไห้เลยเหรอ?

“ใช่เลย! ใช่ที่สุด!” เสี่ยวจีแซ่หวงไม่สนลูกชาย หันไปพูดกับโจวเยี่ยนอย่างตื่นเต้น “เถ้าแก่โจว เนื้อวัวพะโล้ของคุณได้รสชาติต้นตำรับน้าจางมาเกินร้อยเปอร์เซ็นต์เลย! รสชาติดีมาก ไม่มีที่ติ! อร่อยเหาะ! วันนี้ผมขอจองสิบจิน!”

โจวเยี่ยนยิ้มตอบ “วันนี้ผมทำมาแค่สิบห้าจิน คุณเอาไปลองก่อนห้าจินเถอะครับ พรุ่งนี้จะเอากี่จินค่อยจองล่วงหน้า”

“ได้ครับ งั้นพรุ่งนี้เตรียมให้ผมสิบสองจิน ก็ประมาณสามสิบที่ ผมจะเริ่มโฆษณาก่อน” หวงเฮ่อพยักหน้า อดใจไม่ไหวคีบเนื้อวัวพะโล้เข้าปากอีกชิ้น พยักหน้าหงึกหงัก “เยี่ยม! กับแกล้มชั้นเลิศจริง ๆ!”

หวงปิงก็คีบมาชิมชิ้นหนึ่ง ตาลุกวาวเหมือนกัน เนื้อแน่นเด้งสู้ฟัน ยิ่งเคี้ยวยิ่งหอม อร่อย!

ทว่า...

อร่อยก็ส่วนอร่อย แต่พ่อเล่นน้ำตาไหลพรากนี่ เวอร์ไปหน่อยมั้ง?

หวงปิงไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่กล้าถาม เลยได้แต่กินเนื้อวัวพะโล้ไปอีกสองชิ้น

โจวเยี่ยนไม่เก็บค่าสิทธิ์ผูกขาดเนื้อวัวพะโล้ แต่รับปากว่าภายในสามเดือนจะไม่ขายให้ร้านอาหารอื่นในเมืองเจียโจว

เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน หวงเฮ่อรับซื้อเนื้อวัวพะโล้ในราคาจินละสามหยวนสองเหมา ถูกกว่าราคาขายหน้าร้านแค่สามเหมา

ดูเหมือนเขาจะขาดทุนหน่อย ๆ

แต่ราคานี้ความจริงแล้วต่ำกว่าที่เขาคุยกับจ้าวซูหลานไว้ก่อนมาเสียอีก

โจวเยี่ยนตั้งราคาเนื้อวัวพะโล้ต่ำกว่าที่เขาคาดไว้

แพงกว่าหูหมูและจมูกหมูพะโล้แค่ห้าเหมา ราคานี้ขายในซูจีต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่ ๆ

ร้านอาหารเฟยเยี่ยนจัดจานละสี่เหลี่ยง เสิร์ฟพร้อมพริกป่นจิ้ม แต่งหน้าด้วยผักชีสองใบ ขายที่ละสองหยวนสองเหมาได้สบาย กำไรยังถือว่าน่าพอใจมาก

พะโล้ถูกบรรจุลงตะกร้าสองใบ คลุมด้วยผ้าขาวบาง สองพ่อลูกตระกูลหวงมองซ้ายมองขวา ขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ

รอพ่อลูกแซ่หวงไปแล้ว น้าจ้าวดูเมนูก็อดถามไม่ได้ว่า “ราคาเนื้อวัวพะโล้นี่ตั้งต่ำไปหรือเปล่า? จินละสามหยวนห้าเหมา จะได้กำไรเหรอ?”

“กำไรขั้นต้นประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ได้กำไรแน่นอนครับ ถ้าตั้งราคาสูงเกินไป วันหนึ่งขายได้ไม่ถึงสองจิน สู้ลดกำไรลงหน่อยแต่ขายได้เยอะ ๆ ดีกว่า” โจวเยี่ยนยิ้มตอบ ดูนาฬิกา สิบโมงยี่สิบแล้ว หันหลังเดินเข้าครัว “เที่ยงนี้กินเต้าหู้ครับ เมื่อเช้าซื้อมาสองก้อน”

น้าจ้าวเดินตามเข้าครัว ถามด้วยความอยากรู้ “จะทำเมนูอะไรล่ะ? ทำเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนเป็นไหม? แม่ได้ยินเขาว่าเต้าหู้ผัดพริกที่เฉิงตูดังมาก รสชาติเผ็ดชา อร่อยเหาะเลย”

“เต้าหู้ผัดพริกผมยังทำไม่เป็นครับ วันนี้ทำเต้าหู้ทรงเครื่องแบบบ้าน ๆ กับแกงจืดเต้าหู้ปลาไนก่อนแล้วกัน” โจวเยี่ยนยิ้มตอบ ยกเต้าหู้สองชามลงมาจากชั้นวาง

[เต้าหู้ที่สมบูรณ์แบบหนึ่งที่]

[เต้าหู้ที่ใช้ได้หนึ่งที่]

โจวเยี่ยนชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง เต้าหู้ที่ใช้ได้เอามาทำเต้าหู้ทรงเครื่อง ส่วนเต้าหู้ที่สมบูรณ์แบบเอามาทำแกงจืดเต้าหู้ปลาไน เน้นว่ายิ่งรสชาติอ่อน ยิ่งต้องใช้วัตถุดิบดี

ลุยเลย!

จบบทที่ บทที่ 165 ช่วยให้เกียรติเนื้อวัวพะโล้ด้วย!

คัดลอกลิงก์แล้ว