เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 150 [ความทรงจำที่กระจัดกระจายของจางซูเฟิน]

บทที่ 150 [ความทรงจำที่กระจัดกระจายของจางซูเฟิน]

บทที่ 150 [ความทรงจำที่กระจัดกระจายของจางซูเฟิน]


“ชิวฉี่กับต้วนซิงปังในเมืองเจียโจวเหรอ? แถมยังเป็นวิศวกรขีปนาวุธ?” คุณย่าครุ่นคิดอยู่นาน แล้วส่ายหน้า “ย่าจำไม่ได้ว่ามีลูกค้าสองคนนี้ นอกจากปีแรกที่ย่าเข้าไปขายพะโล้ในเมืองเจียโจวแล้วรู้จักเถ้าแก่ร้านอาหารบ้าง หลัง ๆ พวกเขาก็มารับของเอง

ย่าเข้าเมืองเจียโจวก็ไปเที่ยวไปซื้อของ คนที่รู้จักนอกจากเถ้าแก่ร้านอาหารก็มีแต่คนขายหมู ชิวฉงชิวฉี่ วิศวกรขีปนาวุธอะไรนั่น ย่าไม่รู้จักแน่นอน พวกเขาน่าจะกินพะโล้ที่ร้านอาหารเฟยเยี่ยน ไม่น่าจะถ่อมาซื้อถึงซูจีหรอก

ในซูจีดูเหมือนจะไม่มีเศรษฐีนามสกุลสองสกุลนี้ด้วย ในเมืองเจียโจวย่าไม่คุ้น แต่เศรษฐีแถวท่าเรือสกุลหยาง ย่าจำชื่อได้เกือบหมด”

โจวเยี่ยนฟังจบ รู้สึกเหมือนฟ้าถล่ม

เขาอุตส่าห์มาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม นึกว่าจะได้ฟังเรื่องราวความรักอันซาบซึ้งกินใจจากปากคุณย่า แต่ผลปรากฏว่า...

กลับไม่ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เลยแม้แต่นิดเดียว!

ยังดีที่ไม่ได้พาต้วนอวี่เหยียนมาด้วย ไม่อย่างนั้นความร่วมมือพังทลายแน่นอน

“ที่เขารู้ว่าย่าขายเนื้อวัวพะโล้ อาจจะมีคนซื้อไปฝาก แต่ปกติน่าจะกินที่ร้านอาหารเฟยเยี่ยน” คุณย่าสันนิษฐาน “เมืองเจียโจวสมัยนั้นเศรษฐีเยอะแยะ เจ้าของร้านผ้าไหม พ่อค้าเกลือ แล้วก็พวกเจ้าของที่ดิน พวกทำธุรกิจเดินเรือ... ธุรกิจร้านอาหารเฟยเยี่ยนดีจะตาย ลูกค้ามีแต่คนรวย ๆ ทั้งนั้น”

โจวเยี่ยนพยักหน้า ดูท่าว่าง ๆ เขาต้องไปสืบข่าวที่เจียโจวแล้ว วิธีที่ง่ายที่สุดคือไปหาคนสูงอายุในตระกูลของคุณนายชิว น่าจะพอขุดคุ้ยความลับออกมาได้บ้าง

แน่นอน การกระทำแบบนี้อาจจะโดนคนตระกูลชิวจับไปซ้อมข้อหาประสงค์ร้าย มีความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน

“จริงสิ งั้นย่ารู้จักคุณลุงที่ชื่อวังหรานไหม? ผอม ๆ สูง ๆ ตอนนี้น่าจะอายุประมาณเจ็ดสิบ เป็นบรรณารักษ์อยู่ห้องสมุดตำบล” โจวเยี่ยนถามอีก “เขาบอกว่าเมื่อก่อนมาซื้อพะโล้ร้านย่าบ่อย ๆ แล้วก็ถามผมด้วยว่าเมื่อไหร่จะทำเนื้อวัวพะโล้”

“วังหราน?” คุณย่าคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ส่ายหน้า “ชื่อนี้ไม่เคยได้ยินเลย อีกอย่างสมัยนั้น ขอแค่ตัวสูง ปกติก็ผอม ๆ กันทั้งนั้น พวกเศรษฐีถึงจะอ้วนท้วน คุณชายลูกเศรษฐีพวกนั้น แต่ละคนใส่สูทแบบใหม่ ผมใส่น้ำมันเรียบแปล้ แมลงวันเกาะยังลื่นหัวทิ่ม

แซ่วังเป็นตระกูลใหญ่ในตำบล มีเศรษฐีหลายคน บ้านสี่เรือนล้อมลานแถวท่าเรือสกุลหยาง หลังที่ใหญ่ที่สุดก็เป็นของคุณวังเจิ้นอวี่ โรงงานผ้าไหมที่ใหญ่ที่สุดในซูจีสมัยนั้นก็เป็นของบ้านเขา คนเลี้ยงไหมในเจียโจวหลายรายพึ่งพาอาศัยตระกูลวังทำมาหากิน

ที่ย่าจำได้แม่นที่สุด ก็คือคุณชายสี่ของบ้านเขา คุณชายวังอวี้ วัน ๆ หิ้วกรงนกออกจากบ้าน ข้างในมีนกพูดได้ตัวหนึ่ง เรียกว่านกแก้วมั้ง

ทุกอาทิตย์เขาจะมาซื้อเนื้อวัวพะโล้ที่หนึ่ง เขาไม่ให้ย่าห่อกระดาษไข แต่เอาชามกระเบื้องลายครามใบเล็ก ๆ สวย ๆ มาเอง ก้นชามมีดอกโบตั๋นบานสะพรั่ง ใส่เต็มพอดีก็ประมาณหนึ่งจิน ยังสั่งทำฝาไม้มาปิดโดยเฉพาะ ปิดได้พอดีเป๊ะ เขาบอกว่าจะเอาไปส่งให้คู่หมั้นในเมืองเจียโจว รายนั้นชอบกินเนื้อวัวพะโล้ที่ย่าทำที่สุด

ต่อมาพวกยุ่นบุกมา ปู่ของแกจะออกจากเสฉวนไปรบกับพวกยุ่น เจ้าวังอวี้นี่เป็นคุณชายสุขสบายไม่ชอบ ดันปีนกำแพงหนีออกจากบ้าน ตามปู่แกไปเป็นทหารออกรบด้วย

หลังจากนั้นคู่หมั้นก็แต่งงานใหม่ไปกับคนอื่น มีคนบอกว่าเขาไปเป็นคนขายชาติ บ้างก็ว่าไปเข้ากับก๊กมินตั๋ง ยุคสมัยที่วุ่นวาย ตระกูลวังรวยก็เลยโดนขุนศึกเพ่งเล็ง ถูกเล่นงานจนบ้านแตกสาแหรกขาด คุณวังกับพี่ชายทั้งสาม แล้วก็พวกลูกหลาน โดนไฟคลอกตายหมด

หลังสถาปนาประเทศ ปู่แกยังเคยเขียนจดหมายขอความเป็นธรรมให้เขาตั้งสองฉบับ ตอนนั้นปู่แกโดนเกณฑ์ไปเกาหลี ย่ายังเป็นคนไปส่งจดหมายให้เอง ก็ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นเป็นยังไงบ้าง

ช่างน่าเวทนา...”

พอพูดถึงตระกูลวัง คุณย่าก็ถอนหายใจออกมา

โจวเยี่ยนฟังจบก็รู้สึกสงสารชะตากรรมของคุณชายสี่ตระกูลวังเช่นกัน

ยุคสมัยแห่งความวุ่นวายที่คนรุ่นก่อนเคยประสบพบเจอ พูดออกมาไม่กี่ประโยคก็ล้วนเป็นคลื่นลมลูกใหญ่ที่คนรุ่นหลังจินตนาการไม่ถึง แต่พอออกจากปากคุณย่า กลับดูเรียบง่ายธรรมดา

ความทรงจำมากมายเริ่มเลือนราง แต่เธอยังคงจำชามกระเบื้องลายครามสวย ๆ ที่มีดอกโบตั๋นใบนั้นได้

จิตใจของคุณย่า มองโลกในแง่ดีแบบนี้มาตลอด

ไม่อย่างนั้นจะเลี้ยงลูกห้าคนมาได้ตัวคนเดียวได้ยังไง

ปี 1937 เธอก็เพิ่งจะอายุยี่สิบแปด

ปู่ออกจากเสฉวน หลายปีถึงจะกลับบ้านสักครั้ง หลัง ๆ ก็ไปลับไม่กลับมาอีกเลย

โจวเยี่ยนดื่มชาหมด ยิ้มลุกขึ้นยืน “คุณย่า งั้นย่าไปเล่นไพ่เถอะครับ ผมกลับก่อนนะ”

“ย่าไม่ได้เล่าอะไรที่มีประโยชน์ให้แกฟังเลยใช่ไหมเนี่ย?” คุณย่าลุกตาม ยื่นมือไปเคาะหัวตัวเองเบา ๆ “แก่แล้ว เรื่องหลายเรื่องก็นึกไม่ออก เดี๋ยวอีกสองสามวันย่าจะค่อย ๆ นึกดู ถ้านึกออกแล้วจะบอกนะ”

“ไม่เป็นไรครับ ย่าเล่นให้สนุกก็พอ เรื่องพวกนี้ไม่สำคัญหรอก” โจวเยี่ยนรีบพูด เขาไม่อยากให้คุณย่าต้องมากลุ้มใจเพราะเรื่องนี้

ความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนของโจวเยี่ยนยังเลือนรางเลย ชื่อเพื่อนร่วมชั้นประถมยังจำไม่ได้ถึงสามคน

จะให้คุณย่านึกถึงเรื่องเมื่อสี่สิบห้าสิบปีก่อน แถมอาจจะเป็นแค่ลูกค้าที่เคยมาซื้อพะโล้ นี่มันสร้างความลำบากใจชัด ๆ

กลับจากหมู่บ้านโจวมาถึงร้านอาหาร โจวเยี่ยนคิดเรื่องนี้มาทั้งวัน

ตอนเย็นทำบัญชีเสร็จ โจวเยี่ยนหลับตาเอนหลังลงบนเตียง ในหัวขบคิดหาวิธีแก้ปัญหา พรุ่งนี้บ่ายถ้าว่างจะไปเดินเล่นที่เจียโจวสักหน่อย สืบประวัติครอบครัวของคุณนายชิว

[ติ๊ง! ขายพะโล้เกิน 500 ที่ และประสบความสำเร็จในการปลุกความทรงจำรสเลิศของนักชิมชาวซูจี ใช้ชื่อเสียงร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาทำให้พะโล้ตระกูลจางกลับมามีชื่อเสียงในซูจีอีกครั้ง! ภารกิจสืบทอดพะโล้ตระกูลจางเสร็จสิ้น!]

[ได้รับรางวัล: สูตรเนื้อวัวพะโล้ฉบับสมบูรณ์+1]

[การสนทนากับจางซูเฟิน เปิดใช้งานรางวัลพิเศษ: ความทรงจำที่กระจัดกระจายของจางซูเฟิน]

[หมายเหตุ: ไอเทมใช้แล้วทิ้ง]

โจวเยี่ยนลืมตาโพลง มองรางวัลที่เด้งขึ้นมา ข้ามสูตรเนื้อวัวพะโล้ไป จ้องไปที่ความทรงจำที่กระจัดกระจาย

อะไรเนี่ย?

ความทรงจำที่กระจัดกระจาย?

คุณย่าบอกว่าจะค่อย ๆ นึกให้ งั้นสู้...

เขาดูเองเลยไม่ดีกว่าเหรอ?

ลุกขึ้นไปล็อกประตู โจวเยี่ยนกลับมานอนบนเตียง ใช้ความคิดสั่งการเปิด [ความทรงจำที่กระจัดกระจายของจางซูเฟิน]

เขานึกว่าจะเด้งหน้าต่างเล่นวิดีโอขึ้นมา

ผลปรากฏว่าวินาทีถัดมา ภาพตรงหน้ามืดดับ วูบหมดสติไปทันที

...

“ยาเบื่อหนู~ ยาเบื่อหนู~ หนูโดนเข้าไปหนีไม่รอด...”

“ลับมีดจ้า~ ลับกรรไกร~ ลับมีดทำครัว~”

“แวะมาดูสักนิด ประหยัดไปหลายสิบหยวน...”

เสียงร้องขายของจอแจดังขึ้นข้างหู เสียงบอกราคา ต่อราคาดังไม่ขาดสาย

โจวเยี่ยนพยายามกะพริบตา พบว่าตัวเองดูเหมือนจะไม่มีเปลือกตา แต่ภาพตรงหน้าเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

หัวสะพานหินซูจีที่คุ้นเคยแต่ก็แปลกตา เต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย สวมเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบแขนสั้น นั่งกับพื้น หรือไม่ก็เดินร้องขายไปตามถนน

ยังมีผู้ชายสวมเสื้อคลุมยาวและผู้หญิงสวมกี่เพ้า ดูภูมิฐานกว่าไม่น้อย

ร้านที่ขายดีที่สุด คือแผงขายพะโล้แผงหนึ่ง คนต่อแถวยาวเหยียดเป็นสิบคน ข้างแผงตั้งป้ายเขียนมือว่า: พะโล้ตระกูลจาง

หลังแผงมีผู้หญิงอายุประมาณยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดยืนอยู่ หน้าตาสะสวย ตัดผมสั้นเสมอหู สวมเสื้อคอจีนลายดอกสีคราม กางเกงขายาวสีดำ เอวคาดผ้ากันเปื้อน ดูทะมัดทะแมงสะอาดสะอ้าน กำลังยิ้มรับเงินทอนเงิน

โจวเยี่ยนเคยเห็นรูปถ่ายสมัยสาว ๆ ของคุณย่า สู้ตัวจริงไม่ได้เลย คุณย่าของเขาสมัยสาว ๆ สวยจริง ๆ สวยแบบสะอาดสะอ้านทะมัดทะแมง

ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่า: จางซูเฟิน!

โต๊ะเล็กข้าง ๆ วางเขียงไม้กลมหนา ชายหนุ่มตัดผมเกรียน รูปร่างสูงใหญ่กำยำกำลังถือมีดทำครัวหั่นหูหมูฉับ ๆ นั่นไม่ใช่ปู่โจวอี้ของเขาหรอกเหรอ?!

ดูอายุราวสามสิบปี หน้าตาเหมือนอาเล็กเจ็ดแปดส่วน แต่ล่ำกว่า บนใบหน้าประดับรอยยิ้ม ดูซื่อ ๆ จริงใจ ไม่มีความน่าเกรงขามเหมือนในรูปถ่ายเลย

“พี่จาง เอาเนื้อวัวพะโล้ให้ผมจินหนึ่งเหมือนเดิม จัดสวย ๆ หน่อยนะ วางเละเทะผมเอาไปให้เขาไม่ได้”

เสียงหนึ่งดึงดูดความสนใจของโจวเยี่ยน คนที่ยืนอยู่หน้าสุดของแถวพะโล้เป็นชายหนุ่มผอมสูง สวมเสื้อกั๊กสูท กางเกงสแล็ค รองเท้าหนังขัดมันวับ

หน้าตาหล่อเหลา คิ้วเข้มตาโต ผมหวีเสยแสกข้าง ใส่น้ำมันบนผมเยอะไปหน่อย มันวาววับ แมลงวันเกาะยังลื่นหัวทิ่ม

มือขวาหิ้วกรงนก ข้างในมีนกแก้วสีสันสดใสตัวหนึ่ง มือซ้ายยื่นชามกระเบื้องลายครามใบหนึ่งมาให้ ก้นชามมีดอกโบตั๋นบานสะพรั่ง สีเคลือบสวยงามมาก

โจวเยี่ยนเบิกตากว้าง สีหน้าตกตะลึง

“ปะ... ปรมาจารย์?!”

จบบทที่ บทที่ 150 [ความทรงจำที่กระจัดกระจายของจางซูเฟิน]

คัดลอกลิงก์แล้ว