- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 140 รสชาติที่ไร้ข้อกังขา! พะโล้ตระกูลจางหวนคืนสู่โต๊ะอาหาร
บทที่ 140 รสชาติที่ไร้ข้อกังขา! พะโล้ตระกูลจางหวนคืนสู่โต๊ะอาหาร
บทที่ 140 รสชาติที่ไร้ข้อกังขา! พะโล้ตระกูลจางหวนคืนสู่โต๊ะอาหาร
หวงเฮ่อยิ้มพูดว่า “มา อาจารย์หลี่ เรามากำหนดวิธีการหั่นและปริมาณกันก่อน”
“ได้ครับ” หลี่เหล่าซานพยักหน้า ลูกศิษย์ก็รีบยกเขียงและมีดทำครัวประจำตัวของเขามาให้ทันที เขาล้างมือ เช็ดให้แห้ง แล้วหยิบหัวหมูพะโล้ชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากตะกร้า
หัวหมูพะโล้ชิ้นนี้พอจับดูก็รู้ว่าไฟถึง นุ่มแต่ไม่เละ พอเขย่าก็สั่นดึ๋งดั๋ง แต่ก็ยังมีความเหนียวหนึบอยู่ข้างใน
กินหัวหมูพะโล้จะนุ่มเละเกินไปไม่ได้ ของที่ไม่มีอะไรให้เคี้ยวไม่เหมาะจะเอามาเป็นกับแกล้ม
“หัวหมูพะโล้ต้องหั่นกว้างห้าเซนติเมตร หนาหนึ่งเฉียน ปริมาณต่อจานประมาณสี่เหลี่ยง เอาจานใบนี้ใส่น่าจะกำลังพอดี” หวงเฮ่อเลือกจานกระเบื้องสีขาวใบหนึ่งวางไว้ข้างเขียง
“ได้ครับ”
หลี่เหล่าซานรับคำ มีดทำครัวในมือก็สับลงฉับ ๆ หัวหมูพะโล้หนาเท่าเหรียญทองแดงร่วงหล่นลงมาทีละชิ้น ใช้มีดตักขึ้นมาจัดวางเรียงเป็นวงกลมในจาน แล้วก่อขึ้นไปตรงกลาง หัวหมูพะโล้สีแดงสดซึมซับน้ำพะโล้จนชุ่มฉ่ำ สีสันดั่งอำพัน พอก่อซ้อนกันขึ้นมาก็ดูสวยงามมาก
“ดี! เอาตามมาตรฐานนี้เลย!” หวงเฮ่อพอใจมาก ตบมือพูด
สมกับเป็นพ่อครัวระดับหนึ่ง ฝีมือการใช้มีดและการจัดจานนี้ถือว่ามีระดับมาก พูดอะไรไปเขาก็เข้าใจได้อย่างถ่องแท้ทันที แถมยังทำออกมาได้เกินมาตรฐานอีกด้วย
หวงเฮ่อพูดต่อ “หูหมูพะโล้คิดจานละสามเหลี่ยง ก็ประมาณหูหมูหนึ่งอันต่อจาน ต้องหั่นให้บาง แบบที่แสงส่องผ่านได้ แล้วก็ต้องหั่นให้เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อรับประกันความสม่ำเสมอของรสสัมผัส”
หลี่เหล่าซานได้ยินดังนั้นก็ลองหั่นดูสองที หยิบหูหมูสองชิ้นที่มีความหนาต่างกันเล็กน้อยขึ้นมาถาม “อันไหนได้มาตรฐานกว่าครับ?”
“ขอดูหน่อย...” หวงเฮ่อมองซ้ายมองขวา ตัดสินใจกินหูหมูทั้งสองชิ้นเข้าไปเลย พยักหน้าพูด “เอาอันที่หนาหน่อยนั่น บางพอให้แสงส่องผ่าน แต่ก็ยังมีอะไรให้เคี้ยว ไม่อย่างนั้นเข้าปากไปแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย มันก็จะขาดรสชาติไปหน่อย”
หลี่เหล่าซานพยักหน้า สับฉับ ๆ รัว ๆ หูหมูอันหนึ่งถูกหั่นเป็นแผ่นบางสม่ำเสมอ ขยุ้มให้กระจายตัวแล้วใส่ลงในจานกระเบื้องสีขาว สีแดงสดเป็นมันเงาก็พลันโดดเด่นขึ้นมาทันที ดูแล้วไม่เลวเลยทีเดียว
ไม่นาน จมูกหมูพะโล้ก็หั่นใส่จานเสร็จเรียบร้อย
พะโล้สามจานวางเรียงบนโต๊ะ ดูแล้วมีระดับจริง ๆ
“สีของพะโล้นี้สวยเหลือเกิน คุมไฟตอนตุ๋นได้ดี น้ำพะโล้ซึมเข้าเนื้อ ย้อมสีจนกลายเป็นสีอำพัน ดีกว่าหัวหมูพะโล้ที่ขายข้างนอกเยอะเลย” หลี่เหล่าซานกล่าวชม
นี่ไม่ได้เป็นการประจบเถ้าแก่ แต่เป็นการชื่นชมพะโล้ชั้นเลิศจากใจจริง
คุณภาพเนื้อเป็นยังไง ตอนหั่นเขาก็รู้ดีอยู่แก่ใจแล้ว
เนื้อตุ๋นหม้อเดียวกัน แต่คุมไฟได้ยอดเยี่ยมมาก หูหมูพะโล้ยังคงความกรอบอร่อย ไม่ได้นุ่มเละเหมือนหัวหมูพะโล้
“อาจารย์หลี่ฝีมือใช้มีดดี การจัดจานก็ยอดเยี่ยม” หวงเฮ่อก็พยักหน้าหงึก ๆ พอใจมากเช่นกัน
หลี่เหล่าซานได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม คำพูดของเถ้าแก่ยังฟังลื่นหูอยู่บ้าง
ถ้าเกิดไปจ้างพ่อครัวคนอื่นมา เขาคงไม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยหั่นและจัดจานขนาดนี้หรอก แถมยังต้องระวังจะโดนแย่งงานอีก
แต่ในเมื่อเถ้าแก่ตุ๋นเอง งั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูด แสดงฝีมือการใช้มีดออกมาพอสมควร จะช่วยให้สถานะในใจเถ้าแก่แข็งแกร่งขึ้น และมีผลต่อการขึ้นเงินเดือนในอนาคต
หวงเฮ่อหันไปพูดกับชายหนุ่มร่างท้วมเตี้ยข้าง ๆ ว่า “ซุนโจว ฝีมือใช้มีดนายดี งานหั่นพะโล้ให้เป็นหน้าที่นาย ต่อไปก็หั่นและจัดจานตามมาตรฐานอาจารย์หลี่ ห้ามพลาดเด็ดขาดนะ”
“เถ้าแก่ครับ ฝีมือผมกับอาจารย์หลี่ยังห่างชั้นกันอยู่ ให้ผมหั่นน่ะไม่มีปัญหา แต่เถ้าแก่ต้องให้อาจารย์หลี่ช่วยชี้แนะผมเยอะ ๆ นะครับ” ซุนโจวพยักหน้าพูด
“อาจารย์หลี่ คุณว่าไง?” หวงเฮ่อยิ้มถาม
หลี่เหล่าซานฟังคำพูดของซุนโจวแล้วถูกใจมาก ยิ้มพยักหน้า “ได้สิ ผมไม่กั๊กวิชาอยู่แล้ว”
หวงเฮ่อให้หวงปิงไปหยิบตะเกียบมาหนึ่งกระบอก กวักมือเรียกทุกคน “มาสิ ทุกคนลองชิมดู วันนี้ถ้ามีลูกค้าเก่ามา ผมก็กะจะเริ่มเชียร์ขายแล้ว ดูซิว่าพะโล้แบบนี้ตั้งราคาเท่าไหร่ถึงจะเหมาะ”
ช่วงลองชิมอาหาร เป็นช่วงที่ทุกคนชอบที่สุด
หลี่เหล่าซานลงมือก่อน คีบหูหมูพะโล้ชิ้นหนึ่งใส่ปาก เคี้ยวจนกระดูกอ่อนดังกรุบกรับก้องอยู่ในปาก หูหมูบางนุ่ม รสสัมผัสยอดเยี่ยม กลิ่นพะโล้ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งเข้มข้น กลืนลงไปแล้วยังมีกลิ่นหอมติดปาก
สุดยอด!
มีหูหมูพะโล้จานนี้ ดื่มเหล้าได้เพิ่มอีกตั้งสองแก้วเชียวนะ
จากนั้นเขาก็ลองชิมหัวหมูพะโล้อีกชิ้น หัวหมูพะโล้หนาเท่าเหรียญทองแดง รสสัมผัสหนักแน่นกว่าหูหมู กัดแล้วนุ่มหนึบ มันครึ่งเนื้อครึ่ง น้ำพะโล้ซึมเข้าเนื้อ กินเข้าไปคำหนึ่ง ยังรู้สึกเหมือนมีน้ำพะโล้แตกกระจายอยู่ในปาก กลิ่นหอมของเนื้ออบอวล
หอม! หอมเหลือเกิน!
หัวหมูคำนี้ มันช่างโดนใจเขาจริง ๆ
จมูกหมูพะโล้ก็ไม่เลว แต่เขาชอบหูหมูและหัวหมูพะโล้มากกว่า
หลี่เหล่าซานกินหัวหมูพะโล้เพิ่มไปอีกชิ้น วางตะเกียบลงแล้วพูดว่า “เถ้าแก่ครับ พะโล้นี้ดีมาก! น้ำพะโล้หม้อนี้ต้องบ่มมาหลายปีแน่ ๆ รสชาติสุดยอดไปเลย! หัวหมูพะโล้จานนี้ ผมว่าตั้งราคาสองหยวนได้สบาย หูหมูพะโล้จานนี้ยังเพิ่มได้อีกห้าเหมา”
ความสงสัยในตอนแรกมลายหายไปจนหมดสิ้น ทั่วเจียโจวหาพะโล้ที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว
รสชาตินี้คือที่หนึ่งเลย
หน้าตาก็ดี จัดใส่จาน ยกขึ้นโต๊ะ คุ้มค่ากับราคานี้
“อร่อยจริง ๆ! หอมมาก เป็นกับแกล้มชั้นยอด!”
“หัวหมูพะโล้นี่หอมจริง ๆ มันแต่ไม่เลี่ยน กินเข้าไปคำหนึ่ง กลิ่นเนื้อหอมฟุ้งเต็มปาก สองหยวนผมก็ว่าไม่มีปัญหา!”
“สองหยวนแพงไปหน่อยมั้ง? ข้างนอกหัวหมูพะโล้จินหนึ่งขายแค่สองหยวนห้าเหมาเองนะ ผมว่าขายสักหนึ่งหยวนหกเหมาลูกค้าน่าจะสั่งเยอะกว่า ราคานี้ก็เข้ากับราคาเมนูในร้านเราด้วย”
“ผมว่าอาจารย์จางพูดมีเหตุผล หัวหมูพะโล้หนึ่งหยวนหกเหมา หูหมูกับจมูกหมูสองหยวน”
ทุกคนต่างแย่งกันพูด เสนอคำแนะนำและความคิดเห็นของตัวเอง
ในครัวหลังร้านเฟยเยี่ยน ยังไงหวงเฮ่อก็เป็นคนตัดสินใจ ทุกคนเลยกล้าพูดความคิดเห็นที่ต่างจากหลี่เหล่าซาน
แต่เรื่องพะโล้อร่อย เป็นสิ่งที่เหล่าพ่อครัวเห็นพ้องต้องกัน
ยังดีที่เป็นของที่เถ้าแก่ทำเอง ไม่ถึงกับคุกคามสถานะและงานของพวกเขา
“ดี ๆ ๆ ผมจดไว้หมดแล้ว เดี๋ยวผมไปปรึกษากับซูหลาน แล้วค่อยเคาะราคาอีกที” หวงเฮ่อตั้งใจฟัง พยักหน้าหงึก ๆ ชี้ไปที่พะโล้สามจานนั้น “ถ้าชอบก็แบ่งกันกินเถอะ แต่ในตะกร้านี่ต้องเก็บไว้ให้ลูกค้านะ”
“ได้ครับ!” ทุกคนรับคำยิ้ม ๆ
หวงเฮ่อสบตาหวงปิงทีหนึ่ง แล้วเดินออกจากครัวไป
จ้าวซูหลานเพิ่งลงมาจากชั้นบน ได้ยินเสียงก็หันมองมาทางครัว
หวงเฮ่อรีบเดินเข้าไป เรียกหวงปิงให้เข้าไปในห้องส่วนตัวข้าง ๆ ด้วยกัน แล้วปิดประตู
“เอาพะโล้มาแล้วเหรอ?” จ้าวซูหลานถาม
“เอามาแล้ว ให้หลี่เหล่าซานกำหนดมาตรฐานการหั่นและการจัดจานเรียบร้อยแล้ว ผมให้ทุกคนลองชิมแล้ว ต่างก็ชมว่าดี” หวงเฮ่อเก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ “ขนาดพ่อครัวกินแล้วยังชมไม่ขาดปาก ถ้าเราขึ้นเมนูพะโล้นี้ ลูกค้าต้องพอใจแน่!”
จ้าวซูหลานได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม เธอเองก็มั่นใจในพะโล้นี้เหมือนกัน “ตั้งราคาเท่าไหร่?”
หวงเฮ่อเล่าข้อเสนอแนะของทุกคนให้ฟังรอบหนึ่ง
จ้าวซูหลานหยิบกระดาษปากกามาคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง พูดว่า “ฉันว่าหัวหมูพะโล้ 1.6 หยวน หูหมูพะโล้ 1.8 หยวนต่อจาน แบบนี้ราคาต่อจานจะดูไม่สูงโดดจนเกินไป
เน้นขายกินในร้าน ถ้าลูกค้าจะห่อกลับบ้าน ก็ยังคิดราคาเป็นจาน ไม่ชั่งกิโลขาย แบบนี้กำไรขั้นต้นจะได้เกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์”
หวงเฮ่อคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง ก็พยักหน้า “ได้ เอาตามที่คุณว่า”
“รับมาในราคานี้ ยังขายได้กำไรเท่าตัวอีกเหรอ?” หวงปิงที่ฟังอยู่ข้าง ๆ รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“เปิดร้านอาหารถ้ากำไรขั้นต้นไม่ถึงครึ่ง เปิดได้ครึ่งเดือนก็เจ๊งแล้ว” จ้าวซูหลานค้อนเขาขวับหนึ่ง พูดว่า “แกรู้ไหมว่าเรามีพนักงานกี่คน? ค่าเสื่อมราคาจานชาม เครื่องครัว โต๊ะเก้าอี้เดือนหนึ่งเท่าไหร่? ไหนจะต้องวิ่งเต้นสร้างสัมพันธ์ รักษาฐานลูกค้า...”
หวงปิงฟังจนง่วง รอจนจ้าวซูหลานพูดจบ ก็พูดด้วยความคาดหวังว่า “งั้นถ้าผมอยากไปตั้งแผงขายพะโล้ พ่อกับแม่ว่าได้ไหม?”
หวงเฮ่อเหลือบมองแวบหนึ่ง พูดอย่างรังเกียจว่า “ฝีมือใช้มีดของแกน่ะ อย่าไปทำลายของดีเลย แกหั่นหูหมูได้หนาเท่าเขียง เสียของหมด”
หวงปิงตาโต “ป๊า! ป๊าพูดแรงกว่าหวงอิงอีกนะ!”
“แสดงว่าพ่อลูกใจตรงกันไง” หวงเฮ่อหัวเราะ
“ชิ! ผมไปให้ซุนโจวสอนหั่นดีกว่า! ไม่เชื่อหรอกว่าจะหั่นหัวหมูไม่ได้!” หวงปิงเดินปึงปังออกไปอย่างโมโห
หวงเฮ่อกับจ้าวซูหลานสบตากัน แปลกใจนิดหน่อย
“พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกเหรอเนี่ย? เจ้านี่ถึงกับยอมไปฝึกหั่นของเองเลยเหรอ?” หวงเฮ่อสงสัย
“การที่มันคิดจะไปขายพะโล้หาเงินเอง นี่แหละที่แปลกกว่า” จ้าวซูหลานยิ้มพูด “กลับตัวกลับใจแล้ว? หรือว่าเห็นโจวเยี่ยนอายุเท่ากัน แต่หาเงินใช้เองได้แล้ว เลยโดนกระตุ้น?”
“นกกระจอกที่สอนร้องเพลงไม่เพราะ แม่ไก่ที่จับกดไม่ยอมออกไข่! เรื่องที่เราบอกให้ทำไม่เคยสำเร็จสักอย่าง ไม่รู้ว่าคราวนี้เขาจะตั้งใจจริงหรือเปล่านะ” หวงเฮ่อลูบคาง สีหน้าแฝงความคาดหวังอยู่บ้าง
...
ตอนเที่ยงปิดร้านแล้ว โจวเยี่ยนเอาห่อพะโล้กับหนังสือเล่มหนึ่งใส่ตะกร้าหน้ารถ ขี่ไปทางห้องสมุดอย่างไม่รีบร้อน
หน้าประตูห้องสมุด ลุงวังนอนเอนหลังอยู่บนเก้าอี้เอน หลับตาพริ้ม โยกไปมาเบา ๆ
วิทยุข้าง ๆ มีเสียงเล่านิทานดังมา “ซานสยงซิ่นตบไหล่เขาอย่างแรง ‘ข้าให้สามร้อยตำลึง! แถมเสื้อคลุมขนมิ้งกันหนาวให้พี่ชายอีกตัว!' ท่ามกลางเสียงฮือฮาของคนมุง ฉินฉยงเงยหน้ามองผู้กล้าที่บังเอิญได้พบพานผู้นี้ พายุหิมะทำให้สายตาพร่ามัว รู้สึกเพียงว่ากระบองทองในอกร้อนผ่าว...”
โจวเยี่ยนจอดรถ
“อ่าน ‘เมืองที่ถูกปิดล้อม’ จบแล้วเหรอ?” ลุงวังไม่ลืมตา ก็รู้ว่าเป็นโจวเยี่ยนมาแล้ว
“ครับ อ่านจบแล้ว วันนี้จะมายืมเล่มใหม่ครับ” โจวเยี่ยนฟังเสียงจากวิทยุข้าง ๆ ยิ้มพูดว่า “เปิด ‘พงศาวดารสุยถัง’ อยู่เหรอครับ?”
“ใช่ เล่าได้สนุกดี ฟังเพลินไม่ต้องใช้สายตา” ลุงวังลุกขึ้นนั่ง มองโจวเยี่ยนยิ้ม ๆ “เธอนี่ก็รอบรู้เหมือนกันนะ ฟังแค่ไม่กี่ประโยคก็รู้แล้วว่าเรื่องอะไร”
“เดาเอาน่ะครับ” โจวเยี่ยนหัวเราะ นิยายเรื่อง ‘พงศาวดารสุยถัง’ เขาเคยฟังไม่กี่ตอน แต่ ‘ตำนานวีรบุรุษสุยถัง’ เขาชอบดูมาตั้งแต่เด็ก
“เอาพะโล้มาฝากแกล้มเหล้าครับ” โจวเยี่ยนยื่นห่อกระดาษไขที่ใส่พะโล้ให้
“พะโล้ของเธอรสชาติไม่เลวเลยจริง ๆ คราวก่อนฉันกินแกล้มเหล้าไปตั้งสี่เหลี่ยง ปกติดื่มได้แค่สองเหลี่ยงเอง” ลุงวังยื่นมือไปรับ ยิ้มถาม “เท่าไหร่? ฉันต้องคิดเงินให้เธอแล้ว”
“ปรมาจารย์ครับ ท่านช่วยเลือกหนังสือให้ผมสักสองเล่มก็พอ จะเอาเงินทำไม ความรู้ประเมินค่าไม่ได้นะครับ” โจวเยี่ยนโบกมือยิ้ม ๆ หยิบหนังสือ ‘เมืองที่ถูกปิดล้อม’ ในตะกร้าหน้ารถขึ้นมาถือไว้ แล้วพูดเสริมว่า “พ่อผมอยากอ่าน ‘ซ้องกั๋ง’ บอกผมมายืมให้หน่อย”
ลุงวังได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ซ้องกั๋งอยู่ตรงตู้ที่สองแถวที่สามเล่มที่ห้าจากขวามือ คราวนี้เธอลองดูตู้ที่ห้า แถวที่สอง เล่มสุดท้ายนะ นักเขียนรุ่นใหม่เขียน ฉันว่าคนหนุ่มอย่างพวกเธอน่าจะลองอ่านดู”
“ได้ครับ” โจวเยี่ยนถือหนังสือเดินเข้าไป เอา ‘เมืองที่ถูกปิดล้อม’ ไปเก็บที่เดิมก่อน แล้วไปหา ‘ซ้องกั๋ง’ จากนั้นก็เดินไปตามคำแนะนำของลุงวัง หาหนังสือเล่มสุดท้ายในแถวที่สองจนเจอ
บนปกที่มีสีฟ้าอ่อนกินพื้นที่ไปแปดส่วน มีเพียงดอกไม้เล็ก ๆ ดอกหนึ่งและตัวอักษรห้าตัวง่าย ๆ:
“ชีวิต” —— ลู่เหยา เขียน (1)
หนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มหนึ่ง
โจวเยี่ยนถือหนังสือสองเล่มเดินออกมา ใส่ไว้ในตะกร้าหน้ารถ
ลุงวังแกะห่อกระดาษไขออกแล้ว ข้างมือมีแก้วเหล้าเพิ่มมาอีกใบ มองโจวเยี่ยนยิ้มถามว่า “ทำเนื้อวัวพะโล้เป็นหรือยังล่ะ? ในบรรดาพะโล้ตระกูลจาง ที่ฉันจำได้แม่นที่สุดก็คือเนื้อวัวพะโล้นี่แหละ”
……….……….……….……….
(1) ชีวิต (人生) ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1982 เนื้อหาเล่าถึงทางเลือกและการต่อสู้ดิ้นรนของคนหนุ่มสาวชนบทที่ใฝ่ฝันอยากมีชีวิตในเมืองใหญ่ ถือเป็นวรรณกรรมที่ทรงอิทธิพลต่อความคิดของวัยรุ่นจีนในยุค 80 เป็นอย่างมาก