เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 90 วางใจเถอะ ผมไม่ทำเป็ดหรอก!

บทที่ 90 วางใจเถอะ ผมไม่ทำเป็ดหรอก!

บทที่ 90 วางใจเถอะ ผมไม่ทำเป็ดหรอก!


โจวเยี่ยนรีบปั้นหน้ายิ้มแย้ม พยักหน้าพูด “ได้เลยครับ! คุณอาจะสั่งของกินเล่นกี่อย่างเหรอครับ?”

“ก็เอาเหมือนวันนี้สามสี่อย่างนี่แหละ เธอเหมาไปเลยทั้งของทั้งแรงงาน มะรืนนี้ตอนเที่ยงก่อนจะเริ่มกินเลี้ยง ก็เอามาส่งฉันให้ทันขึ้นโต๊ะก็พอ”

“รับรองว่าส่งถึงแน่นอนครับ!”

เพียงครู่เดียว ก็มีคนอีกหลายคนกรูเข้ามาล้อมวงสั่งจองของพะโล้กับไก่แช่เหล้ากับโจวเยี่ยน ล้วนแต่เป็นงานเลี้ยงเล็ก ๆ ที่จัดกันเองที่บ้านแค่สามถึงห้าโต๊ะเท่านั้น

งานแบบนี้โดยทั่วไปจะไม่ไปจ้างพ่อครัวในหมู่บ้านให้มันวุ่นวายหรอก ก็จะไปหาญาติพี่น้องในตระกูลที่ทำอาหารเก่งที่สุดมาเป็นคนคุมตะหลิว แล้วไปซื้อของพะโล้ของกินเล่นมาเสริมทัพอีกหน่อย ต้นทุนจะไม่สูงมาก

โจวเยี่ยนหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาจดเวลาและสถานที่ไว้

ก็ไม่ใช่ว่าจะรับส่งให้ทุกออร์เดอร์หรอกนะ

“พี่ครับ หูหมูสองจานนี้ ไม่อย่างนั้นวันนั้นพี่เข้าตำบลมาซื้อกับข้าว ก็แวะมารับที่ร้านเลยดีไหมครับ? จะให้วิ่งไปหมู่บ้านใต้น่ะ ไปกลับก็ปาเข้าไปครึ่งชั่วโมงแล้ว” โจวเยี่ยนยิ้มปฏิเสธคำสั่งซื้อที่ให้ไปส่งอย่างสุภาพ

ในเมื่อไม่คิดค่าจัดส่ง งั้นต้องมียอดสั่งซื้อขั้นต่ำ มันก็สมเหตุสมผลแล้วไม่ใช่เหรอ?

ก็ล้วนแต่เป็นญาติพี่น้องกันทั้งนั้น เลยพอจะพูดคุยกันได้ง่ายหน่อย

ถ้าสั่งเกินห้าโต๊ะ แล้วอยู่ในเขตตำบลซูจี โจวเยี่ยนจะไปส่งให้เอง เพราะนี่ถือเป็นออร์เดอร์ใหญ่แล้ว

ทำธุรกิจนี่นา มันก็ต้องรู้จักพลิกแพลงไปตามสถานการณ์

พอฝูงชนสลายตัวไป โจวเยี่ยนก็เดินกลับมาหาเซี่ยวเหล่ยกับเจิ้งเฉียง

ทั้งสองคนถือกระดาษแผ่นหนึ่งอยู่ในมือ กำลังพากันยิ้มร่าหัวเราะคิกคักกันอยู่

“ได้กี่งานเหรอครับ?” โจวเยี่ยนยิ้มถาม

“หกงาน” เจิ้งเฉียงชูมือขึ้นมาทำท่าทางประกอบ มองโจวเยี่ยนด้วยสีหน้าเลื่อมใส “ศิษย์น้อง นายนี่มันเก่งเกินไปแล้ว!”

“ต้องบอกว่าพวกเราสามคนเก่งต่างหากครับ นี่คือชื่อเสียงที่สร้างขึ้นมาด้วยฝีมือของพวกเราเองนะครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพลางโบกมือ

“เดือนนี้สามงาน เดือนหน้าอีกสองงาน แล้วก็เดือนถัดไปอีกหนึ่งงาน” เจิ้งเฉียงยื่นกระดาษแผ่นนั้นส่งมาให้โจวเยี่ยน ยิ้มพูด “เดือนนี้มีสองเจ้าที่สั่งของกินเล่นจากนายด้วย ก็เอาตามมาตรฐานของวันนี้นี่แหละ นายจดวันกับจำนวนโต๊ะไว้ก่อนนะ ถึงตอนนั้นเดี๋ยวฉันจะมาคุยเรื่องจำนวนโต๊ะที่แน่นอนกับนายล่วงหน้าสักสองวันอีกที”

“งั้นก็ดีไปเลยสิครับ นี่มันงานใหญ่เลยนะเนี่ย” โจวเยี่ยนรับกระดาษแผ่นนั้นมาอย่างดีอกดีใจ หยิบสมุดเล่มเล็กออกมาจดบันทึกไว้

วันที่แปดมีเจ้าหนึ่ง วันที่สิบหกก็มีอีกเจ้าหนึ่ง อยู่ในตำบลซูจีทั้งคู่เลย เจ้าหนึ่งยี่สิบโต๊ะ อีกเจ้าหนึ่งสามสิบแปดโต๊ะ ล้วนแต่งานใหญ่ทั้งนั้น!

เห็นไหมล่ะ นี่แหละคือสถานการณ์ที่เรียกว่าการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน วิน-วินกันทั้งสองฝ่าย

เซี่ยวเหล่ยพูดขึ้นมาอีก “อีกสี่งานที่เหลือนั่นนายก็มาทำของกินเล่นให้พวกเราด้วยเลย เดี๋ยวฉันแบ่งเงินให้”

“ถ้าเจ้าภาพเขาไม่ได้รีเควสต์มาเป็นพิเศษ ผมก็ไม่ไปแล้วล่ะครับ อาจารย์ครับ ฝีมือทำของพะโล้ของอาจารย์ตอนที่อยู่โรงอาหารก็ถือเป็นยอดฝีมือคนหนึ่งเลยนะ รอจนถึงงานที่สามนู่น น้ำพะโล้ของอาจารย์ก็คงจะเลี้ยงได้ที่พอดีแล้ว เงินก้อนนี้พวกอาจารย์ก็หากันเองเถอะครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพลางส่ายหน้า “ผมยังต้องคอยดูแลร้านอาหารทางนี้ด้วย เวลาคงจะไม่สะดวกเท่าไหร่”

“ได้เลย” เซี่ยวเหล่ยพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก

โจวเยี่ยนไปจัดโต๊ะไพ่ให้พวกเขานั่งเล่นกัน ส่วนตัวเองก็ขี่จักรยานกลับไปที่ร้านอาหาร

อาจารย์กับเจิ้งเฉียงจะไปแบ่งเงินกันยังไงโจวเยี่ยนไม่ขอยุ่งด้วยอยู่แล้ว อาจารย์ของเขาคร่ำหวอดอยู่ในยุทธภพมาตั้งหลายสิบปี แถมยังเป็นถึงอาจารย์อาของเจิ้งเฉียงอีก ยังไงก็ต้องแบ่งเงินกันได้อย่างลงตัวแน่นอน

โต๊ะละสามหยวน พวกเขาสองคนแบ่งกัน รายได้ก็ถือว่าน่าพอใจอยู่

พอพวกเขาสองคนทำงานเข้าขากันได้ดีแล้ว การที่จะแบ่งคนหนึ่งคนออกมาทำของกินเล่นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย ถ้าเกิดยังจะมาแบ่งเงินให้เขาอีกรอบหนึ่ง เงินไม่กี่สิบหยวนเอามาแบ่งกันสามคน แล้วเดือนหนึ่งมันจะไปได้สักเท่าไหร่กัน?

ตอนนี้ร้านอาหารของโจวเยี่ยนทำกำไรได้เกินร้อยหยวนต่อวันแล้ว ต่อไปถ้าเริ่มทำของพะโล้ขาย กำไรก็ยังมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นไปอีก

การตั้งหน้าตั้งตาบริหารร้านอาหารต่างหากคือสิ่งที่เขาควรจะทำในตอนนี้ เขาไม่สามารถกวาดเงินทุกเฟินในตลาดมาใส่กระเป๋าของตัวเองได้หรอก

ถ้าเกิดวันไหนอาจารย์ของเขากับเจิ้งเฉียงคิดจะไปเปิดภัตตาคารรับจัดเลี้ยงขึ้นมา เขาก็สนใจที่จะไปร่วมหุ้นด้วยอยู่เหมือนกัน

รออีกสักสองสามปีให้สภาพความเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้นกว่านี้ก่อน พอเริ่มจะหันมาใส่ใจเรื่องหน้าตาทางสังคมกันเมื่อไหร่ ตอนนั้นภัตตาคารก็น่าจะหาเงินได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

พอกลับมาถึงครัวหลังร้าน โจวเยี่ยนก็ใช้กระชอนตาถี่ตักเศษเนื้อที่อยู่ในน้ำพะโล้ออกมาจนหมด จากนั้นก็เอาผ้าขาวบางมาหุ้มกระชอนกรองซ้ำอีกรอบหนึ่ง ยืนยันให้แน่ใจว่าไม่มีเศษเนื้อหลงเหลืออยู่แล้ว จากนั้นก็เติมน้ำ เติมสี เติมเกลือ แล้วก็จุดไฟต้มน้ำพะโล้ให้เดือดอีกรอบหนึ่ง

น้ำพะโล้เก่ามันต้องคอยเลี้ยง ทุกครั้งที่ต้มเนื้อพะโล้เสร็จก็ต้องมาทำขั้นตอนเหล่านี้ซ้ำอีกรอบ ไม่อย่างนั้นพอถึงวันรุ่งขึ้นน้ำพะโล้มันจะเปรี้ยว

เสียงตอบรับจากแขกเหรื่อในวันนี้ดีมากจริง ๆ โจวเยี่ยนเลยยิ่งเข้าใจในคุณค่าของน้ำพะโล้เก่าหม้อนี้ได้อย่างลึกซึ้ง

ขอแค่เขาเลี้ยงน้ำพะโล้เก่าหม้อนี้ไว้ให้ดี ๆ แค่อาศัยน้ำพะโล้หม้อนี้หม้อเดียวก็รับประกันได้เลยว่าเขาจะมีข้าวกินไปตลอดชาติแน่นอน

[ติ๊ง! เริ่มภารกิจรอง: การสืบทอดของพะโล้ตระกูลจาง]

[ของพะโล้ตระกูลจางแห่งซูจี ก่อตั้งโดยจางซูเฟินเมื่อปี 1930 ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาได้กลายเป็นความทรงจำอันแสนอร่อยของคนรุ่นเก่าในซูจี]

[ผู้เล่นเข้าเป็นศิษย์ของจางซูเฟินสำเร็จ เริ่มภารกิจการสืบทอด: ขายของพะโล้ให้ได้ 500 ที่ ปลุกความทรงจำอันแสนอร่อยของนักชิมรุ่นเก่าในซูจี ทำให้ของพะโล้ตระกูลจางกลับมามีชื่อเสียงโด่งดังในซูจีอีกครั้ง รางวัลภารกิจ: ไม่ทราบ ยอมรับ: ใช่/ไม่ใช่]

โจวเยี่ยนที่กำลังก่อไฟอยู่ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ภารกิจระบบที่ห่างหายไปนานกลับมาแล้ว!

500 ที่ ความยากของภารกิจนี้ก็ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง สามารถทำสำเร็จได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาอยู่บ้าง

เขาคิดว่าจะเริ่มขายของพะโล้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เลย เริ่มจากหัวหมูพะโล้กับไก่แช่เหล้าก่อน ส่วนเนื้อน่องวัวพะโล้ก็ควบคุมปริมาณไว้ก่อน ยังคงใช้วิธีเดิม ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณการขายไปทีละนิด พยายามไม่ให้มีเหลือทิ้ง

น้ำพะโล้กำลังต้มด้วยไฟกลางค่อนข้างอ่อน โจวเยี่ยนหยิบกระดาษกับปากกาออกมา คำนวณต้นทุน แล้วก็เริ่มตั้งราคา

หัวหมูที่เลาะกระดูกออกแล้วทั้งหัว ราคาอยู่ที่จินละหกเหมา พอเอามาต้มพะโล้ก็จะหดตัวลงไปอีกสองสามส่วน ทุกครั้งที่ต้มน้ำพะโล้มันจะพร่องลงไปไม่น้อย นี่ถือเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาด้วย

หูหมูพะโล้กับจมูกหมูพะโล้มีน้อย แถมคนส่วนใหญ่ก็ชอบซื้อไปกินแกล้มเหล้า ราคาต้องตั้งไว้ให้สูงหน่อย คิดที่จินละ 3 หยวน

หัวหมูพะโล้จินละ 2.5 หยวน ไก่แช่เหล้าก็จินละ 2.5 หยวน

เนื้อวัวพะโล้ต้นทุนสูงกว่า ราคาตั้งไว้ที่จินละ 4 หยวน

กำไรขั้นต้นของเนื้อวัวพะโล้จริง ๆ แล้วก็มีอยู่แค่ประมาณ 30% เท่านั้น แถมโจวเยี่ยนยังคิดว่ามันไม่น่าจะขายดีด้วย

ราคามันแพงไปหน่อยจริง ๆ นั่นแหละ ถ้าเทียบในฐานะกับแกล้มเหมือนกัน หัวหมูพะโล้กับไก่แช่เหล้าเห็นได้ชัดว่าคุ้มค่าคุ้มราคากว่า

แผงขายของพะโล้สามแผงตรงหน้าประตูโรงงานก็ไม่มีเจ้าไหนขายเนื้อวัวพะโล้เลย

ราคาที่ตั้งไว้นี้แพงกว่าแผงขายของพะโล้ตรงหน้าประตูโรงงานอยู่จินละสองสามเหมา ถ้าคิดจากหัวหมูหนึ่งหัว หักต้นทุนต่าง ๆ ออกไปแล้ว กำไรขั้นต้นก็จะอยู่ที่ประมาณ 55%

ของแพงมันก็มีเหตุผลของมัน น้ำตาลเคี่ยวสีและเครื่องเทศที่ใส่ลงไปในน้ำพะโล้ก็ล้วนแต่ใช้ของดีมีคุณภาพทั้งนั้น แถมโจวเยี่ยนก็มั่นใจว่าของพะโล้ที่เขาทำออกมาต้องอร่อยกว่าของพวกนั้นแน่นอน

วันนี้ตอนที่คุณย่าช่วยชี้แนะเรื่องของพะโล้ให้เขา ก็เคยคุยกันถึงเรื่องการตั้งราคาเหมือนกัน ตอนนั้นที่คุณย่าขายของพะโล้ ราคาก็ตั้งไว้แพงกว่าร้านขายของพะโล้ร้านอื่นในตำบลซูจีอยู่สามส่วนมาตลอด

ถึงจะเป็นอย่างนั้น ของพะโล้ที่ท่านทำก็ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด ทุกวันที่เข็นรถออกไปตั้งแผง พอถึงตอนเที่ยงก็ขายหมดเกลี้ยงแล้ว

การตั้งราคาแบบนี้ นอกจากเนื้อหนึ่งร้อยจินเท่ากันจะทำกำไรได้มากกว่าแล้ว อีกด้านหนึ่งก็เพื่อเป็นการเหลือช่องทางทำมาหากินให้เพื่อนร่วมอาชีพคนอื่น ๆ ด้วย จะได้ไม่โดนคนอิจฉาริษยา

ราคาที่โจวเยี่ยนตั้งไว้นี้ถือว่าค่อนข้างจะถ่อมตัวมากแล้ว

จากนั้นโจวเยี่ยนก็ตั้งราคาสำหรับกินที่ร้านด้วย

หูหมูพะโล้กับจมูกหมูพะโล้หนึ่งที่มีเนื้อสามเหลี่ยง หั่นบาง ๆ ได้หนึ่งจานพอดี ราคา 1 หยวน หัวหมูพะโล้กับไก่แช่เหล้าหนึ่งที่มีเนื้อสี่เหลี่ยง ตั้งราคาไว้ 1 หยวน ราคาโดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากการซื้อแบบชั่งน้ำหนักเลย

เนื้อวัวพะโล้หนึ่งที่สี่เหลี่ยง ตั้งราคาไว้ 1.6 หยวน

ถ้าเกิดเนื้อวัวพะโล้มันขายไม่ดีจริง ๆ โจวเยี่ยนก็อาจจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเมนูที่ต้องสั่งจองล่วงหน้าหนึ่งวันถึงจะทำให้ ปกติก็จะแปะป้ายว่าขายหมดแล้วไปเลย

หลังจากที่กำหนดราคาเรียบร้อยแล้ว โจวเยี่ยนก็หยิบแผ่นไม้ที่ตัดเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ออกมาจากในตู้ เริ่มลงมือเขียนรายการอาหาร แถมยังระบุปริมาณของแต่ละจานลงไปตรง ๆ เลยด้วย เพื่อให้ลูกค้ารู้ปริมาณที่ชัดเจน

การเปิดร้านอาหารมันจะไปง่ายขนาดนั้นได้ยังไง เรื่องจุกจิกจิปาถะมันเยอะแยะไปหมด

หลังจากที่เพิ่มการขายของพะโล้เข้ามาแล้ว ครัวหลังร้านก็จะยุ่งมากขึ้นไปอีก

หัวหมูพะโล้ หูหมูพะโล้ จมูกหมูพะโล้ ต้องหั่นกันสด ๆ ไก่แช่เหล้าก็ต้องยำกันสด ๆ ใหม่ ๆ รสชาติถึงจะรับประกันได้

โจวเยี่ยนกำลังคิดอยู่ว่าจะต้องรับสมัครเขียงที่มีฝีมือมีดดี ๆ สักคนหรือเปล่า ให้มารับผิดชอบหั่นเนื้อพะโล้สด ๆ กันตรงหน้าประตูร้านเลย แบบนี้ในช่วงเวลาเร่งด่วนครัวหลังร้านถึงจะพอรับมือไหว

หรือมิฉะนั้นก็มุ่งเน้นไปที่ช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงตอนที่โรงงานทอผ้าเลิกงานตอนเย็น หั่นหูหมูพะโล้ หัวหมูพะโล้ ไก่แช่เหล้า เตรียมไว้ล่วงหน้าเลย ให้น้าจ้าวรับผิดชอบแค่ชั่งน้ำหนักกับห่อกลับบ้านก็พอ ส่วนลูกค้าที่กินที่ร้าน โจวเยี่ยนก็ค่อยรับผิดชอบหั่นสด ๆ ยำสด ๆ อยู่ในครัวหลังร้านไปก่อน ยังไม่ต้องเพิ่มคน

พอป้ายห้าแผ่นถูกแขวนขึ้นไปบนผนัง รายการอาหารก็ดูหลากหลายขึ้นมาทันที

ของพะโล้ส่วนใหญ่จะเป็นแบบห่อกลับบ้าน นอกจากจะทำให้รายการอาหารหลากหลายขึ้นแล้ว ก็ยังสามารถขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ได้อีกด้วย ช่วยเพิ่มยอดขายได้โดยตรงเลย

พอน้ำพะโล้เดือดได้ที่ ก็ดับไฟ โจวเยี่ยนปิดฝาหม้อให้เรียบร้อย คล้องกุญแจล็อกประตู แล้วเดินออกจากร้านไป

วันนี้โรงงานทอผ้าหยุด แต่แผงลอยตรงหน้าประตูก็ยังมีออกมาตั้งแผงกันอยู่บ้างสองสามเจ้า

พวกคนงานที่พักอยู่ที่หอพัก พอถึงวันหยุดจะออกมาเดินเล่นหาอะไรกินแถวนี้เหมือนกัน เลยพอจะมีลูกค้าอยู่บ้างประปราย

“เถ้าแก่โจว วันอาทิตย์ก็ยังมาเหรอ?” มีคนทักทายเขา

โจวเยี่ยนกำเบรกทีหนึ่ง หันกลับไปมองก็เห็นว่าเป็นเถ้าแก่ร้านเป็ดหวานกำลังยืนยิ้มให้เขาอยู่พอดี หน้ากลม ๆ รูปร่างท้วมเล็กน้อย อายุประมาณสามสิบปี บนตัวสวมเสื้อคลุมยาวสำหรับทำงานสีเทาทับไว้ตัวหนึ่ง ผมหยิกฟูหนาดกเต็มศีรษะ เหมือนกับใส่วิกผมหนา ๆ ไว้เลย ถ้าไม่สังเกตดี ๆ ก็คงนึกว่าเป็นป้าใจดีที่ไหนสักคน

จ้าวหมิงฮุย เป็นคนตำบลมู่เฉิง อำเภอเจียเจียง มีฝีมือการทำเป็ดที่สืบทอดกันมาในตระกูล

ตอนที่ร้านอาหารของเสี่ยวโจวเพิ่งจะเปิดใหม่ ๆ เขาก็เคยมากินอยู่สองสามครั้ง ไป ๆ มา ๆ ก็เลยรู้จักกัน ความสัมพันธ์ถือว่าค่อนข้างดี

ด้านหลังแผงลอยมีเก้าอี้เอนหลังวางอยู่ตัวหนึ่ง ผู้หญิงผมสั้นรูปร่างท้วมเล็กน้อยคนหนึ่งกำลังนอนกอดเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อยู่ บนตัวมีเสื้อคลุมยาวสำหรับทำงานคลุมไว้ ทั้งสองกำลังนอนพักผ่อนอยู่ นั่นคือภรรยากับลูกสาวคนเล็กของเขา

“ใช่ครับ แวะมาเอาของนิดหน่อยน่ะ เหล่าจ้าว วันนี้ก็ยังออกมาขายอีกเหรอ” โจวเยี่ยนยิ้มพูด

“ใช่ วันนี้ก็ทำมาแค่สองตัวเอง เหลืออีกครึ่งตัวสุดท้ายนี่แหละ ขายหมดก็กลับบ้านแล้ว” จ้าวหมิงฮุยพยักหน้า ชี้ไปที่จานตรงหน้า “ยังมีหัวเป็ดพะโล้เหลืออยู่สองหัว เอาไปกินเล่นสักอันไหม?”

โจวเยี่ยนเหลือบมองตามทิศทางที่นิ้วของเขาชี้ไปแวบหนึ่ง

[หัวเป็ดพะโล้แสนธรรมดาสองหัว]

[เป็ดหวานที่รสชาติไม่เลวครึ่งตัว]

“ไม่ดีกว่าครับ วันนี้เพิ่งไปกินงานเลี้ยงกลางแจ้งมา ตอนนี้ท้องยังแน่นอยู่เลย” โจวเยี่ยนยิ้มพลางส่ายหน้า เหล่าจ้าวทำเป็ดน่ะเป็นมืออาชีพอยู่แล้ว แต่ฝีมือการทำหัวเป็ดยังขาด ๆ เกิน ๆ ไปหน่อย

“งั้นกินถั่วลิสงต้มเกลือหน่อยสิ เมื่อเช้าฉันต้มไว้กินเล่นเอง ลูกค้ามาซื้อก็ไม่ขายนะ” จ้าวหมิงฮุยเดินเข้ามา ยัดถั่วลิสงต้มกำหนึ่งใส่มือโจวเยี่ยน ยิ้มพูด “ช่วงนี้ธุรกิจของนายดีจังเลยนะ ฉันก็ดีใจไปกับนายด้วย คราวนี้ไปรอดแล้วสินะ?”

“ธุรกิจก็พอไปได้ครับ คราวนี้ไม่ต้องปิดร้านแล้วล่ะ” โจวเยี่ยนเหยียบขาตั้งจักรยานลง แกะถั่วลิสงเม็ดหนึ่งโยนเข้าปาก กลิ่นพะโล้เข้มข้นดี ความเค็มก็กำลังพอเหมาะ หอมดีเหมือนกันนะ

[ถั่วลิสงต้มที่รสชาติไม่เลวหนึ่งเม็ด]

“ถั่วลิสงต้มนี่อร่อยกว่าหัวเป็ดพะโล้ของคุณอีกนะ ไม่ลองเลิกขายหัวเป็ดแล้วมาขายถั่วลิสงแทนดูล่ะ?” โจวเยี่ยนเสนอแนะอย่างจริงจัง

“จริงเหรอ?” จ้าวหมิงฮุยตาสองข้างเป็นประกาย พยักหน้าหงึก ๆ พูด “ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน! รสชาติของถั่วลิสงนี่ฉันปรับมาตั้งหลายสิบครั้งแล้วนะ นี่คือสูตรสุดท้ายที่ลงตัวแล้ว ฉันก็อยากจะขายอยู่เหมือนกัน แต่ภรรยาฉันบอกว่าไม่มีใครเขาอยากกินกันหรอก”

“กินแกล้มเหล้าดีจะตายไป ทำไมจะไม่มีคนอยากกินล่ะ?” โจวเยี่ยนยิ้มพูดกับเขา “สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ขอแค่มีลูกค้ามาซื้อของพะโล้หรือเป็ดหวาน คุณก็หยิบให้เขาลองชิมสักสองสามเม็ดสิ มีคนหยุดยืนมอง คุณก็ยื่นให้เขาสักสองสามเม็ดเหมือนกัน สร้างชื่อเสียงให้มันติดตลาดก่อน ทำให้คนเขารู้ว่าที่ร้านมีถั่วลิสงต้มขาย แล้วรสชาติก็ไม่เลวด้วย”

“ต่อให้จะต้องแจกฟรีไปสักสัปดาห์หนึ่ง อย่างมากก็แจกถั่วลิสงไปแค่สิบจินเท่านั้นแหละ ใช้เงินไม่เท่าไหร่หรอก พอถึงสัปดาห์ถัดไปก็เริ่มขายถั่วลิสงต้มได้เลย วางไว้ตรงที่เห็นชัด ๆ บนแผงนั่นแหละ เขียนราคาติดไว้ข้างบนด้วย ติดป้ายราคาให้ชัดเจน รับรองว่าขายได้แน่นอน”

จ้าวหมิงฮุยยิ่งฟังตาก็ยิ่งเป็นประกาย อดไม่ได้ที่จะปรบมือชม “ความคิดของนายนี่มันดีจริง ๆ! ทำไมฉันถึงคิดไม่ถึงนะ? โจวเยี่ยน นายนี่หัวไวชะมัดเลย!”

“คุณก็ลองดูสิ ผมว่าถั่วลิสงนี่น่าจะขายดีกว่าหัวเป็ดอีกนะ ถั่วลิสงมันถูก แถมพอเอาไปต้มแล้วน้ำหนักมันก็เพิ่มขึ้นด้วย จินหนึ่งขายสักสี่เหมา ได้กำไรครึ่งต่อครึ่ง ไม่ดีตรงไหน” โจวเยี่ยนกินถั่วลิสงไปอีกเม็ดหนึ่ง เอาส่วนที่เหลือยัดใส่กระเป๋าเสื้อกะว่าจะเอาไปฝากโจวโม่โม่

“ได้เลย! พรุ่งนี้ฉันจะเริ่มเอาถั่วลิสงให้ลูกค้ารองชิมเลย” จ้าวหมิงฮุยพยักหน้าหงึก ๆ สีหน้ายิ้มแย้มดีใจ เอ่ยถามขึ้นมาลอย ๆ “ฉันเห็นเมื่อเช้านายก็แวะกลับมาที่ร้านรอบหนึ่งไม่ใช่เหรอ? มาขนย้ายอะไรเหรอ?”

“อ๋อ พี่ชายผมแต่งงานครับ ผมก็เลยช่วยเขาต้มหัวหมูพะโล้กับเนื้อวัวพะโล้หน่อยน่ะ” โจวเยี่ยนเก็บขาตั้งจักรยานขึ้น เตรียมจะไป

“ของพะโล้เหรอ?” จ้าวหมิงฮุยชะงักไปเล็กน้อย มองเขาอย่างประหลาดใจ “นายก็จะเริ่มขายของพะโล้ด้วยเหมือนกันเหรอ?”

โจวเยี่ยนยิ้มปลอบใจ “วางใจเถอะ ผมไม่ทำเป็ดหรอก”

จ้าวหมิงฮุย: ...

จบบทที่ บทที่ 90 วางใจเถอะ ผมไม่ทำเป็ดหรอก!

คัดลอกลิงก์แล้ว