- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 80 อาจารย์เลอะเลือนไปแล้ว
บทที่ 80 อาจารย์เลอะเลือนไปแล้ว
บทที่ 80 อาจารย์เลอะเลือนไปแล้ว
ทุกคนต่างก็หันขวับกลับไปมอง จักรยานสามคันขี่เข้ามาใกล้จากไกล ๆ หอบเอาฝุ่นดินสีเหลืองคลุ้งตลบ
“นั่นมันพี่ใหญ่กับพ่อตาของลูกไม่ใช่เหรอ? พวก... พวกเขาก็ไปเชิญพ่อครัวมาด้วยเหมือนกันเหรอ?” โจวเจ๋อหรี่ตามองดูอย่างละเอียด ก็อดที่จะประหลาดใจไม่ได้
เมื่อกี้นี้ยังกลุ้มใจเรื่องหาพ่อครัวไม่ได้อยู่เลย ไหงตอนนี้อยู่ ๆ ก็มีพ่อครัวใหญ่โผล่มาตั้งสองคน
“นี่มัน...” โจวฮ่าวรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที หลังจากที่เกิดเรื่องพ่อครัวในหมู่บ้านตกจักรยานเมื่อตอนเที่ยง พี่ใหญ่กับพ่อตาของเขาก็ร้อนใจช่วยกันวิ่งเต้นหาพ่อครัวใหญ่เลย ผลปรากฏว่าไปตามหามาได้จริง ๆ ด้วย
“มีพ่อครัวใหญ่มาเพิ่มอีกคนแล้ว” เซี่ยวเหล่ยยิ้มพูด
“ทางฝั่งพ่อตาของพี่ชายผมเขาก็กำลังช่วยหาพ่อครัวอยู่เหมือนกันครับ ทั้งสองครอบครัวต่างช่วยกันจัดการเรื่องนี้ นี่มันเลยบังเอิญมาชนกันพอดี พวกเราลองดูสถานการณ์ก่อนดีกว่าครับ ผมว่างานใหญ่ขนาดนี้ยังไงก็ต้องเป็นอาจารย์เท่านั้นแหละครับถึงจะคุมอยู่” โจวเยี่ยนยิ้มตาม เขายืนข้างอาจารย์ของเขาแน่นอนอยู่แล้ว
ในตำบลซูจีมีพ่อครัวระดับสองอยู่แค่สองคน อีกคนหนึ่งคือหัวหน้าพ่อครัวใหญ่ของร้านอาหารรัฐวิสาหกิจ โจวเยี่ยนไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะไปเชิญคนนั้นมาได้
เซี่ยวเหล่ยเป็นพ่อครัวที่สามารถคุมงานใหญ่ ๆ ได้ สามารถจัดงานเลี้ยงกลางแจ้งให้ออกมาดูดีมีหน้ามีตาได้
อีกอย่าง ถึงจะบอกว่ามาช่วย แต่งานนี้จริง ๆ แล้วก็ถือเป็นโปรเจกต์ที่ดีไม่น้อยเลย
อาจารย์เพิ่งจะลาออกมา ยังไม่ได้ตัดสินใจเลยว่าจะทำอะไรต่อ รับงานนี้งานเดียวทำเสร็จก็ได้เงินตั้งหกเจ็ดสิบหยวน เทียบเท่ากับเงินเดือนทั้งเดือนเลย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งลู่ทาง
แต่ว่าคนนี้เป็นคนที่ทางฝั่งพ่อตาของพี่ฮ่าวเชิญมา จะจัดการยังไงก็คงต้องแล้วแต่เขา จะไปทำให้พี่ใหญ่ฝั่งนั้นต้องเสียหน้าก็คงจะไม่ได้
เพียงครู่เดียว จักรยานสามคันก็ขี่มาถึงหน้าประตู
คนที่นำหน้ามาคือชายหนุ่มร่างเตี้ยล่ำคนหนึ่ง เฉินเสี่ยวหลง พี่ใหญ่ฝั่งภรรยาของโจวฮ่าว อากาศแบบนี้ยังใส่แค่เสื้อกล้ามสีน้ำเงินตัวเดียว พอลงจากรถก็รีบแนะนำผู้ชายที่ลงมาจากรถคันหลังให้โจวฮ่าวรู้จักทันที “โจวฮ่าว นี่คือน้าของฉันเอง อาจารย์เจิ้งเฉียง เขาเป็นพ่อครัวใหญ่ของภัตตาคารเฉิงตูนะ ปีนี้ก็เพิ่งจะสอบได้เป็นพ่อครัวระดับสามของประเทศด้วย ภัตตาคารเฉิงตูน่ะรู้จักใช่ไหม? ภัตตาคารหรูหราขนาดนั้นเลยนะ ขนาดแขกต่างประเทศก็ยังต้องไปต้อนรับเลย”
คำพูดนี้ทำเอาความสนใจของทุกคนพุ่งสูงขึ้นมาทันที ต่างก็พากันมองสำรวจชายคนนั้น
ภัตตาคารเฉิงตู! นั่นมันมีชื่อเสียงโด่งดังมากจริง ๆ
คนในหมู่บ้านถ้าใครได้ไปเฉิงตู แล้วได้ไปกินที่ภัตตาคารเฉิงตูสักครั้งหนึ่ง กลับมาต้องโม้ไปอีกครึ่งปี
ไม่นึกเลยว่าบ้านตระกูลเฉินจะมีญาติเป็นถึงพ่อครัวใหญ่ของภัตตาคารเฉิงตูด้วย ถ้าได้เขามาเป็นคนคุมตะหลิวล่ะก็ พูดออกไปตระกูลโจวคงจะได้หน้ามาก ๆ เลย
เจิ้งเฉียงรูปร่างเตี้ยล่ำท้วม ๆ สวมชุดพ่อครัวสีขาวหลวม ๆ ที่หน้าอกปักคำว่า ‘ภัตตาคารเฉิงตู’ ดูแล้วน่าจะอายุสักสามสิบห้าสามสิบหกปี พอได้ฟังคำแนะนำของเฉินเสี่ยวหลง แล้วเหลือบเห็นปฏิกิริยาของทุกคน มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แอบภูมิใจอยู่หลายส่วน
โจวฮ่าวก็รีบล้วงซองบุหรี่ หยิบบุหรี่ส่งให้ทันที พูดอย่างเกรงใจ “คุณน้าครับ ขอบคุณน้ามากเลยนะครับที่อุตส่าห์มา”
เจิ้งเฉียงรับบุหรี่มา ยิ้มพูด “ไม่เป็นไร เยวี่ยเยวี่ยก็เป็นฉันที่มองดูเธอโตมา พวกเธอแต่งงาน ฉันก็ยินดีจะมาช่วยออกแรง ช่วยแก้ปัญหาให้อยู่แล้ว ถึงยังไงฉันก็กลับมาจากเฉิงตูแล้ว ต่อไปก็คิดว่าจะมารับจัดงานเลี้ยงในหมู่บ้านนี่แหละ”
โจวเยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ให้ตายเถอะ น้าคนนี้ก็มีเป้าหมายชัดเจนเหมือนกันกับเขานี่นา
เซี่ยวเหล่ยจ้องมองเจิ้งเฉียงเขม็ง มุมปากปรากฏรอยยิ้มแปลก ๆ ที่แท้ก็เป็นเจ้าเด็กนี่เอง
โจวฮ่าวไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรมากมาย ยิ้มพูด “น้าครับ ต้องขอโทษจริง ๆ ครับ เมื่อกี้นี้โจวเยี่ยนเขาไปเชิญอาจารย์เซี่ยวซึ่งเป็นอาจารย์ของเขามา พวกเราก็เลยตกลงให้ท่านช่วยรับจัดงานเลี้ยงกลางแจ้งนี้ไปแล้วน่ะครับ ทำให้น้าต้องเสียเที่ยวมาเปล่า ๆ ต้องขอโทษจริง ๆ ครับ”
“หา?” รอยยิ้มบนใบหน้าของเจิ้งเฉียงแข็งค้างไปทันที เหลือบมองสองศิษย์อาจารย์เซี่ยวเหล่ยกับโจวเยี่ยนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ทั้งสองคนต่างก็สวมชุดพ่อครัว เลยดูไม่ยากเท่าไหร่ เพียงแต่ว่า เห็นได้ชัดว่าเขายังจำเซี่ยวเหล่ยไม่ได้
เขาพยายามจะเอาบุหรี่ไปเหน็บไว้ที่หูอยู่สองครั้งถึงจะเหน็บอยู่ รู้สึกอับอายเล็กน้อยเลยเกาหัวแกรก ๆ “ในเมื่ออาจารย์ท่านนี้เขามาก่อน งั้น... งั้นก็ไม่เป็นไรหรอกครับ”
เฉินเสี่ยวหลงก็เกาหัวแกรก ๆ อย่างอับอายเช่นกัน ดึงโจวฮ่าวไปคุยข้าง ๆ กระซิบพูด “น้องเขย น้าชายน่ะเป็นพ่อครัวใหญ่นะ พ่อครัวใหญ่จากภัตตาคารเฉิงตูเลยนะ แกก็ลองคิดดูอีกทีสิ”
“พี่ครับ คนเราต้องมีสัจจะ อาจารย์เซี่ยวก็เป็นพ่อครัวใหญ่เหมือนกัน เป็นโจวเยี่ยนที่ใช้เส้นสายส่วนตัวไปเชิญท่านมา ผมตกลงเรื่องนี้กับท่านไปแล้ว จะมาเปลี่ยนแปลงทีหลังมันไม่ดีหรอกครับ” โจวฮ่าวมีท่าทีแน่วแน่ แต่น้ำเสียงก็อ่อนลงหลายส่วน “ผมรู้ครับว่าคุณน้าเก่งมาก ที่ท่านยอมมาครั้งนี้ก็เพราะเห็นแก่หน้าเยวี่ยเยวี่ยกับทางบ้านพี่ บุญคุณครั้งนี้ผมจะจดจำไว้ครับ”
เฉินเสี่ยวหลงได้ยินดังนั้น ก็เลยไม่มีอะไรจะพูดต่อ
น้องเขยที่เป็นทหารของเขาคนนี้ นิสัยซื่อตรง ยึดถือเหตุผลมากกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่ก็ดีกับน้องสาวของเขามาก ไม่มีอะไรให้ติเลย
เรื่องนี้ จะจัดการแบบนี้มันก็ไม่ได้มีอะไรผิดพลาด ต่างฝ่ายต่างก็อุตส่าห์มาช่วย ตกลงกับคนไว้เรียบร้อย แล้วจะมาไล่คนเขากลับไปได้ยังไง แบบนั้นมันทำให้คนอื่นเขาเสียหน้าแย่สิ
พ่อของเฉินเสี่ยวหลงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ไม่ได้เอ่ยปากอะไร กำลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะปลอบใจเจิ้งเฉียงยังไงดี ถึงยังไงคนนี้ก็เป็นพวกเขาที่เชิญมา แต่ผลปรากฏว่าพอมาถึงที่แล้วกลับไม่ให้เขาทำ
ลุงรองถือซองบุหรี่อยู่ในมือ อ้าปากทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
คุณย่าที่ยืนมองอยู่ข้าง ๆ ก็ได้แต่ส่ายหน้า เตรียมจะก้าวออกไปพูดอะไรสักสองสามคำตามมารยาท
แต่เซี่ยวเหล่ยก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ยิ้มพลางยื่นมือออกไปหาเจิ้งเฉียง “อาจารย์เจิ้ง สวัสดีครับ ผมชื่อเซี่ยวเหล่ย งานเลี้ยงกลางแจ้งครั้งนี้มีตั้งสามสิบกว่าโต๊ะ ผมเองก็เพิ่งจะโดนเชิญมาแบบกะทันหันเหมือนกัน เพิ่งจะมาถึง ยังไม่มีลูกมือเลยสักคน
ไม่อย่างนั้นพวกเราสองคนมารับงานนี้ไปด้วยกันเลยไหม ช่วยกันจัดงานเลี้ยงกลางแจ้งครั้งนี้ให้ออกมาดี ๆ ให้แขกเหรื่อที่มาได้กินกันอย่างมีความสุข ให้คู่บ่าวสาวก็ได้จัดงานมงคลอย่างมีความสุขด้วย คุณว่าดีไหมครับ?”
พอคำพูดนี้หลุดออกมา คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็พากันประหลาดใจ มองไปที่เซี่ยวเหล่ยเป็นตาเดียวกัน
เรื่องนี้มันก็ตกลงกันไปแล้วนี่นา เจ้าภาพตัดสินใจแล้วว่าจะให้เซี่ยวเหล่ยเป็นคนทำ เจิ้งเฉียงก็ไม่ได้ว่าอะไรแล้ว ทำไมเขาถึงยังต้องออกตัวมาชวนเจิ้งเฉียงให้มาทำด้วยกันอีกล่ะ?
นั่นมันเท่ากับว่าต้องแบ่งเงินให้เขาด้วยเลยนะ
โจวเยี่ยนอ้าปากทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา อาจารย์เลอะเลือนไปแล้ว
เจิ้งเฉียงมองมือของเซี่ยวเหล่ยที่ยื่นออกมา ก็ยืนงงไปเหมือนกัน นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย?
เขาเรียนทำอาหารอยู่ที่เฉิงตูมาสิบกว่าปี สายตาก็พอมีอยู่บ้าง ท่อนแขนที่กำยำแข็งแรงของเซี่ยวเหล่ย ง่ามมือกับปลายนิ้วที่เต็มไปด้วยรอยด้านหนาเตอะแบบนั้น ต้องเป็นพ่อครัวเก่าแก่อย่างแน่นอน
เขาลองครุ่นคิดดูอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าอาจารย์เซี่ยวคนนี้คงเป็นเพราะเห็นว่าเขาเป็นพ่อครัวที่มาจากภัตตาคารเฉิงตู ก็เลยอยากจะเรียนรู้ประสบการณ์จากภัตตาคารหรู ๆ จากเขาบ้าง ถึงได้จงใจแสดงความเป็นมิตรกับเขาแบบนี้
อืม สมเหตุสมผลมาก
งานเลี้ยงกลางแจ้งครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับเขา เขาตั้งใจไว้แล้วว่าต่อไปนี้จะเริ่มจากการเป็นพ่อครัวในหมู่บ้านก่อน เงินน่ะไม่สำคัญเท่าไหร่ ชื่อเสียงสิสำคัญกว่า
ขอแค่เขาได้แสดงฝีมือทำอาหารอันสูงส่งออกมา ทำให้อาจารย์พ่อครัวอาวุโสคนนี้ยอมศิโรราบ มาเป็นแผนกเขียงให้เขา แค่นี้เขาก็ได้เป็นหัวหน้าพ่อครัวใหญ่ของงานเลี้ยงกลางแจ้งในครั้งนี้แล้ว ชื่อเสียงก็ต้องโด่งดังออกไปอยู่ดีนั่นแหละ!
แต่ว่า เซี่ยวเหล่ย... ชื่อนี้ทำไมมันรู้สึกคุ้น ๆ หูจังเลยนะ? แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก
“อาจารย์เซี่ยว สวัสดีครับ ยินดีมากเลยครับที่ได้ร่วมงานกับอาจารย์” เจิ้งเฉียงรีบจับมือของเซี่ยวเหล่ยไว้ทันที ยิ้มพูด “อาจารย์พูดถูกครับ ที่สำคัญที่สุดก็คือต้องจัดงานเลี้ยงกลางแจ้งนี้ให้ออกมาดี ให้แขกเหรื่อกินกันอย่างมีความสุข คู่บ่าวสาวก็จะได้ไม่ต้องกังวล เจ้าภาพก็จะได้หน้ามีตาด้วย”
“งั้นก็ดีไปเลย อาจารย์ทั้งสองท่านผนึกกำลังกันขนาดนี้ งานเลี้ยงกลางแจ้งครั้งนี้ต้องไม่มีปัญหาแน่นอน” ลุงรองโจวเจ๋อรีบถือซองบุหรี่เข้ามา ยัดใส่มือเจิ้งเฉียง ยิ้มจนตาหยี
จ่ายเงินเท่าเดิม แต่ได้พ่อครัวใหญ่มาตั้งสองคน นี่มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มอีก!
พ่อครัวในหมู่บ้านน่ะเหรอ?
ก็ปล่อยให้เขานอนพักรักษาตัวอยู่ที่สถานีอนามัยอย่างสบายใจไปเถอะ
“พี่ชายครับ พี่ไปตามคนมาจัดการเชือดหมูก่อนเลย เดี๋ยวชำแหละเสร็จก็ต้องใช้แล้ว พวกเมนูนึ่งก็ต้องเตรียมให้เสร็จภายในวันนี้เลย” เซี่ยวเหล่ยดึงมือกลับมา มองโจวเจ๋อแล้วพูด “แล้วก็เอารายการอาหารที่พ่อครัวในหมู่บ้านคนนั้นเขาเขียนไว้มาให้พวกเราดูหน่อย จากนั้นพาพวกเราไปดูด้วยว่าเตรียมกับข้าวอะไรไว้บ้างแล้ว ผมจะได้วางแผนงานถูก”
อาจารย์เซี่ยวสลับเข้าสู่โหมดการทำงานในทันที ทำงานเป็นขั้นเป็นตอนมีระบบระเบียบมาก ทำเอาเจิ้งเฉียงปรับตัวตามไม่ทันอยู่บ้าง รีบพยักหน้าตาม “ใช่ครับ”
“ได้เลย เดี๋ยวผมไปจัดการให้!” โจวเจ๋อพยักหน้า หันกลับไปเรียกคน
“เดี๋ยวฉันจัดการเรื่องเชือดหมูเอง!” โจวเจี๋ยรับคำทีหนึ่ง รีบตะโกนเรียกคนทันที “พี่ไห่ พี่เฟย แล้วก็พวกนาย ไปช่วยกันจับหมูให้หน่อย”
มีชายฉกรรจ์สองสามคนเดินออกมาจากกลุ่มคน มุ่งหน้าไปยังหมูอ้วนตัวใหญ่ที่กำลังยืนตัวสั่นงันงกอยู่ที่มุมกำแพง
“ลูกก็ไปช่วยกันจับหมูสิ อาสี่ของแกมาแล้ว ให้เขาเป็นคนเชือด ฝีมือเชือดหมูของเขาน่ะที่หนึ่งเลยนะ” ลุงใหญ่โจวชิงยิ้มพลางตบไปที่แขนของโจวเจียทีหนึ่ง มองโจวเหมี่ยวที่เพิ่งจะจอดรถเสร็จ
“ได้เลยครับ!” โจวเจี๋ยหัวเราะทีหนึ่ง ตะโกนโหวกเหวกตามไปด้วย แล้วก็พุ่งตัวเข้าไป
โจวเหมี่ยวเดินเข้ามาทักทายคำหนึ่ง ก็โดนลากตัวไปช่วยเชือดหมูเสียแล้ว
ส่วนเจิ้งเฉียงก็เดินไปคุยกับสองพ่อลูกตระกูลเฉินที่อยู่ข้าง ๆ
“อาจารย์ครับ ทำไมจู่ ๆ อาจารย์ถึงไปชวนอาจารย์เจิ้งมาทำด้วยกันล่ะครับ?” โจวเยี่ยนเพิ่งจะหาโอกาสได้ ก็เลยกระซิบถามเซี่ยวเหล่ยเสียงเบา
“นายเห็นรูปร่างกับมือของเขาหรือเปล่า? ร่างกายกำยำ ท่อนแขนล่ำสันแข็งแรง รอยด้านบนมือก็หนาเตอะเลย พื้นฐานต้องแน่นปึ้กแน่นอน” เซี่ยวเหล่ยพูดด้วยสีหน้าพึงพอใจ
“แล้วยังไงเหรอครับ?”
“ฉันกำลังขาดแผนกเขียงอยู่พอดีน่ะสิ เดี๋ยวนายก็ต้องกลับไปยุ่งที่ร้านอาหารแล้ว ตอนเย็นกับพรุ่งนี้ยังต้องทำของกินเล่นอีก กับข้าวตั้งสามสิบโต๊ะ ฉันคนเดียวจะไปทำเสร็จได้ยังไงกัน” เซี่ยวเหล่ยยิ้มพูด “การสอบพ่อครัวระดับสามน่ะ มาตรฐานทักษะการใช้มีดมันไม่ต่ำเลยนะ เขียงแบบนี้ พลิกแผ่นดินหาก็ยังหาเจอยากเลย”
โจวเยี่ยน “...”
อาจารย์ก็สมแล้วที่เป็นอาจารย์จริง ๆ
พูดกล่อมไปแค่สองสามประโยค ก็คิดจะหลอกใช้พ่อครัวระดับสามมาเป็นเขียงให้ตัวเองเสียแล้ว
ดูจากสีหน้าของอาจารย์เจิ้งเมื่อกี้นี้ที่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มขึ้นมา ก็น่าจะกำลังคิดอยู่ว่าจะโชว์ฝีมือขั้นเทพออกมายังไงดีสินะ?
ลุงรองรีบหยิบรายการอาหารมาให้ พาพวกเขาเดินไปยังโซนเตรียมวัตถุดิบ เดินไปก็อธิบายสถานการณ์ไป
พ่อครัวในหมู่บ้านคนนั้นประสบการณ์โชกโชน งานเลี้ยงกลางแจ้งสามสิบโต๊ะขึ้นไปก็เคยจัดมาไม่น้อย ตารางเวลาที่วางไว้ก็เลยค่อนข้างจะกระชั้นชิด แผนเดิมคือจะเริ่มเชือดหมูตอนเที่ยง เตรียมทำของสำหรับเก้าชามใหญ่ นี่ขนาดหมูก็ยังไม่ได้เชือดเลย ไก่ตั้งหลายสิบตัวก็ยังขังอยู่ในกรง ส่วนพวกผัก ของเคียง อะไรพวกนั้นกลับเตรียมไว้เกือบจะพร้อมหมดแล้ว
พอเซี่ยวเหล่ยทำความเข้าใจสถานการณ์เสร็จ ก็ถือรายการอาหารไว้ในมือศึกษาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “จัดคนไปจัดการเชือดไก่ด้วยเลย ตอนนี้กลางคืนอากาศเย็นสบายดี ไม่ต้องกลัวว่าจะเสีย วันนี้เอาพวกเมนูนึ่งมานึ่งเตรียมไว้ก่อนรอบหนึ่ง พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องรีบร้อนจนเกินไป ผมดูแล้วเครื่องปรุงของเขาที่นี่มันไม่พอหรอก พวกเครื่องเทศอะไรนั่นก็ต้องซื้อเพิ่มด้วย เดี๋ยวฉันเขียนรายการไว้ให้ แล้วคุณก็ให้คนไปซื้อที่สหกรณ์...”
ลุงใหญ่โจวชิงกับลุงรองโจวเจ๋อเดินตามอยู่ข้าง ๆ ฟังไปก็พยักหน้าจดจำไป
หลังจากที่พ่อครัวในหมู่บ้านคนนั้นตกจักรยานเมื่อตอนเที่ยง เขาก็ให้ลูกชายมาส่งข่าว แถมยังขนน้ำพะโล้กับเครื่องเทศกลับไปด้วย
อาจารย์เซี่ยวที่เป็นถึงหัวหน้าพ่อครัวใหญ่ของโรงงานรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่นี่มันแตกต่างจริง ๆ ทำงานเป็นระบบระเบียบมาก แถมยังขาดอะไร ขาดไปเท่าไหร่ ต้องไปซื้อที่ไหน ก็อธิบายได้ชัดเจนแจ่มแจ้งหมด
เดิมทีเจิ้งเฉียงก็เดินตีคู่มากับเซี่ยวเหล่ย กะว่าจะช่วยชี้แนะสักหน่อย แต่พอผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ถอยหลังมาช้า ๆ ก้าวหนึ่งโดยอัตโนมัติ มาเดินอยู่ข้าง ๆ โจวเยี่ยนแทน
เพราะเขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า เพียงแค่มองรายการอาหารแผ่นนั้น เขาก็ไม่สามารถประเมินได้เลยว่างานเลี้ยงครั้งนี้จะต้องใช้เครื่องปรุง เครื่องเทศ มากน้อยแค่ไหน แล้วก็ต้องไปหาซื้อจากที่ไหน
การจัดซื้อของภัตตาคารเฉิงตูมีคนรับผิดชอบโดยเฉพาะ ทุกครั้งที่เขาไปถึงครัวก็จะมีเครื่องปรุง เครื่องเทศ ให้ใช้แบบไม่จำกัด ของเคียงก็มีคนมาส่งให้ถึงในครัว
จากตอนแรกที่ฮึกเหิมเต็มที่ เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกเหนือกว่าเพราะมาจากภัตตาคารใหญ่โต พอมาถึงตอนนี้กลับค่อย ๆ หดหัวลง เงียบกริบไม่พูดไม่จา ซึ่งก็ใช้เวลาแค่สามนาทีเท่านั้น
การที่ได้เดินตามอยู่ข้าง ๆ เซี่ยวเหล่ย ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินตามอาจารย์ของเขาเองเลย
ฟังแล้วก็รู้สึกว่ามันมีเหตุผลไปเสียหมด แทบจะหาจังหวะพูดแทรกไม่ได้เลยสักคำ
ถูกต้อง โดนข่มจนอยู่หมัดแล้ว
โจวเยี่ยนเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย มาจากภัตตาคารใหญ่โต ก็ดูเหมือนจะไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้นนี่นา
“อาจารย์เจิ้ง คุณมีความเห็นว่ายังไงบ้าง?” เซี่ยวเหล่ยหยุดฝีเท้า หันกลับมามองเจิ้งเฉียงแล้วยิ้มถาม
“หา? เอ่อ...” เจิ้งเฉียงฝืนยิ้มออกมา “ผมว่าที่อาจารย์เซี่ยวพูดมาก็ถูกหมดแล้วครับ”
เซี่ยวเหล่ยพยักหน้า “งั้นก็ทำตามที่ผมบอกไปก่อนก็แล้วกัน”
“แต่ว่า ผมว่ารายการอาหารนี่มันก็ยังดูจืดชืดไปหน่อย มีแต่เนื้อหมูทั้งนั้นเลย แขกเหรื่อกินแล้วจะเลี่ยนง่ายนะครับ” เจิ้งเฉียงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่ถูกต้อง เลยเอ่ยปากขึ้นมาอีก “ไม่อย่างนั้นเราเพิ่มเป็ดรมควันใบชา(1) ทำไก่ผัดพิทักษ์วัง(2)อีกสักจาน แล้วก็ทำปลาหลีฮื้อราดพริก(3)อีกสักหน่อยดีไหมครับ ที่ภัตตาคารเฉิงตูของพวกเรา เวลาแขกมาจองโต๊ะจัดเลี้ยงก็ชอบสั่งกันทั้งนั้นเลย ได้รับคำชมดีมากด้วย”
……….……….……….……….
(1)เป็ดรมควันใบชา (樟茶鸭) อาหารขึ้นชื่อของเสฉวน ทำจากเป็ดที่หมักเครื่องเทศ แล้วนำไปรมควันด้วยใบชาและใบการบูร
(2)ไก่ผัดพิทักษ์วัง (宫保鸡丁) คือเมนู ‘ไก่ผัดเม็ดมะม่วง’ ที่คนไทยคุ้นเคย แต่สูตรดั้งเดิมของเสฉวนจะผัดกับถั่วลิสงและพริกแห้ง
(3)ปลาหลีฮื้อราดพริก (干烧鲤鱼) เป็นเมนูปลาราดพริกสไตล์เสฉวน