- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 70 ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง
บทที่ 70 ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง
บทที่ 70 ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง
อาจารย์จางกับลูกศิษย์ทำงานกันคล่องแคล่วมาก ก่อเตาเสร็จก่อนที่โรงงานจะเลิกงาน แถมยังเก็บกวาดทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่อง
พอรับค่าแรงไปจากมือของโจวเยี่ยน อาจารย์จางก็มองเขายิ้ม ๆ “เถ้าแก่โจว ตั้งใจเรียนทำของพะโล้ให้ดีนะ ถ้าคุณเรียนสำเร็จเมื่อไหร่ ต่อไปผมมาร้านคุณบ่อย ๆ แน่นอน พ่อผมยังบ่นคิดถึงเครื่องในวัวพะโล้ที่น้าจางทำอยู่บ่อย ๆ เลย เพียงแต่ว่าตอนนี้ฟันเขาเหลืออยู่แค่สามซี่แล้ว กลัวว่าจะเคี้ยวไม่ไหว”
“ได้ครับ ผมจะตั้งใจเรียนแน่นอน” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า
ไอ้เรื่องรักแรกในวัยเด็กอะไรพวกนี้ ต่อให้เจ้าตัวมาเองก็อาจจะไม่เหมือนเดิมแล้ว
โจวเยี่ยนไม่มั่นใจเลยว่าของพะโล้ที่เขาทำออกมาจะทำให้อาจารย์จางพอใจได้
ถึงยังไงข้าวผัดกับเกี๊ยวน้ำที่อร่อยที่สุดตรงประตูหลังโรงเรียนมัธยมปลาย พอตอนมหาวิทยาลัยปิดเทอมกลับไปกินอีกที มันก็ไม่มีความรู้สึกเหมือนตอนที่เลิกเรียนภาคค่ำแล้วรีบวิ่งไปสวาปามอย่างหิวกระหายในตอนนั้นอีกแล้ว
ช่วยไม่ได้ พอได้ไปลิ้มลองของดี ๆ ข้างนอกมาเยอะ สุดท้ายมันก็เปิดโลกไปแล้ว
พอกลับไปมองเถ้าแก่เนี้ยที่เมื่อก่อนยังดูสวยสง่า ก็รู้สึกว่าเสน่ห์มันลดน้อยลงไปบ้าง
เตาใหม่ถูกทิ้งไว้ให้แห้ง ต้องรออีกสองวันถึงจะใช้งานได้
เขาวางแผนว่าสองวันนี้จะหาเวลาว่างกลับไปหาคุณย่าอีกสักรอบ ไปบอกกล่าวไว้ล่วงหน้า ถึงตอนนั้นจะได้เชิญเธอมาช่วยต้มน้ำพะโล้
ถ้าวันเสาร์นี้สามารถต้มน้ำพะโล้เสร็จได้ วันจันทร์หน้าก็จะได้เริ่มลองขายของพะโล้ดู
หาเงินน่ะ มันก็ต้องเต็มไปด้วยแพชชั่น กระตือรือร้นเต็มที่
ข้อดีที่สุดสำหรับของพะโล้ก็คือ มันไม่จำกัดอยู่แค่การกินที่ร้าน อยากได้อะไรก็ชั่งน้ำหนักหั่นเดี๋ยวนั้น ห่อกลับไปกินพร้อมกันทั้งครอบครัวที่บ้านได้
ที่หน้าประตูโรงอาหารของโรงงานจริง ๆ ก็มีแผงขายของพะโล้อยู่สามแผง ร้านหนึ่งธุรกิจดี อีกสองร้านก็พอขายได้อยู่ แสดงว่าตลาดของพะโล้มันมีอยู่จริง ของสิ่งนี้มันเป็นกับแกล้มในดวงใจของใครหลายคนเลยนะ เด็ก ๆ ก็ชอบกิน
สองร้านที่ว่านั่นส่วนใหญ่จะขายพวกเครื่องในหมูพะโล้ หัวหมูพะโล้ หูหมูพะโล้ ลิ้นหมูพะโล้ ขาหมูพะโล้ ล้วนแต่เป็นของขายดีทั้งนั้น
ส่วนร้านที่ธุรกิจดีที่สุดจะขายเป็ดหวานเป็นหลัก เป็ดหวานตัวหนึ่งขายตั้งสามหยวนสองเหมา ทุกวันก็ขายได้ตั้งหลายตัว แถมยังขายพวกเครื่องในเป็ดพะโล้กับหัวหมูพะโล้พ่วงไปด้วย ธุรกิจดีมาก
โจวเยี่ยนผัดกับข้าวง่าย ๆ สองสามอย่าง พวกเขาก็กินมื้อเย็นกันให้เสร็จก่อนที่โรงงานจะเลิกงาน
กินอิ่มแล้วถึงจะมีแรงทำงาน
โรงงานเลิกงาน ลูกค้าก็พากันแห่เข้ามา
ชื่อเสียงของหมูสองไฟใส่ต้นกระเทียมแพร่กระจายไปเร็วมาก กลายเป็นเมนูในดวงใจของเหล่าลูกค้าไปแล้ว
แต่ว่าวันนี้โจวเยี่ยนเตรียมไว้แค่ยี่สิบที่ ตอนเที่ยงขายไปสิบสามที่ พอเปิดขายมื้อเย็นได้แป๊บเดียวก็ขายหมดเกลี้ยง
“หา? หมูสองไฟหมดแล้วเหรอ? พวกเราอุตส่าห์ตั้งใจมากินหมูสองไฟเลยนะ!”
“เถ้าแก่ ยังไงกันเนี่ย? หมูสองไฟขายดีขนาดนี้ ทำไมเธอเตรียมไว้แค่นี้เองล่ะ?”
ลูกค้าที่เดินเข้ามาทีหลัง มองป้ายหมูสองไฟใส่ต้นกระเทียมที่แขวนอยู่ในโซนขายหมดแล้ว นอกจากจะตกใจ ก็ยังแอบโมโหอยู่หน่อย ๆ
ตอนเที่ยงฟังเพื่อนร่วมงานพูดซะจนน้ำลายไหล พอมาถึงร้านดันขายหมดเกลี้ยงแล้ว?
“ต้องขอโทษด้วยนะคะทุกคน หมูสองไฟของร้านเรายืนหยัดที่จะใช้แต่เนื้อมีดที่สอง เพื่อรับประกันรสสัมผัสที่ดีที่สุด วันนี้เพิ่งจะเริ่มขาย ก็เลยเตรียมไว้แค่ยี่สิบที่ค่ะ” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มอธิบายให้เหล่าลูกค้าฟัง แล้วก็พูดเสริมอีกประโยค “พรุ่งนี้พวกเราจะเตรียมไว้ให้เยอะขึ้นหน่อย ลูกค้าที่อยากกินหมูสองไฟก็มาร้านเร็วหน่อยนะคะ”
ในเมื่อน้าจ้าวพูดแบบนี้แล้ว ลูกค้าก็เลยไม่ได้พูดอะไรต่ออีก ได้แต่แอบจดจำไว้ในใจว่าพรุ่งนี้ตอนเที่ยงต้องรีบมา
พอเหลือบไปเห็นเนื้อสับผัดพริกกับปลาไนผัดโหระพาบนโต๊ะของคนอื่นมันช่างยั่วยวนใจขนาดนั้น ก็ก้าวขาไม่ออกจริง ๆ
ในเมื่อมาถึงแล้ว เลยถือโอกาสนั่งลงสั่งกับข้าวอย่างอื่นสองสามอย่างแทน แล้วก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนกัน
ธุรกิจในวันนี้ เพราะมีเมนูเด็ดอย่างหมูสองไฟใส่ต้นกระเทียมเพิ่มเข้ามา ก็เลยยิ่งดีกว่าเมื่อวานเสียอีก
วันนี้สหายเหล่าโจวไม่ได้ไปตกปลา มาช่วยงานที่ร้านตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นลูกน้องที่เชื่อฟังน้าจ้าวที่สุด ชี้ไปทางไหนก็ไปทางนั้น สั่งให้ทำอะไรก็ทำหมด
แม้แต่โจวโม่โม่ก็ยังไม่ว่าง ย้ายเก้าอี้ม้านั่งตัวเล็กมานั่งอยู่ที่หน้าประตู เจอใครก็ต้องชวนคุยสักสองสามประโยค ขนาดลูกหมาเดินผ่านก็ยังต้องทักทาย
โจวโม่โม่ตัวเล็กนิดเดียว หน้าตาน่ารัก ปากก็หวานอีก ใครเห็นก็ต้องเอ็นดู ต่างยินดีที่จะคุยเล่นกับเธอสักสองสามประโยค
พอคุยกันถูกคอ เจ้าตัวเล็กก็จะช่วยแนะนำกับข้าวของร้านตัวเอง อวดว่าเกอเกอของเธอทำกับข้าวเก่งขนาดไหน ชวนให้พวกเขาเข้ามาลองชิมดู
ลูกค้าบางคนทนการโจมตีด้วยความน่ารักนี้ไม่ไหว ก็เลยเผลอเดินเข้ามาลองชิมดูจริง ๆ
งานนี้เป็นน้าจ้าวที่จัดแจงให้เธอเอง
อย่าเห็นว่าโจวโม่โม่ตัวเล็กแค่นี้นะ แต่ละวันพลังงานล้นเหลือมากจริง ๆ
วันหนึ่งมีเรื่องให้พูดไม่หยุด มีคำถามว่าทำไมไม่รู้จบ
พอทำงานเหนื่อยมาทั้งวันกลับถึงบ้าน เธอก็อยากจะล้มตัวลงนอนทันที ไม่อยากจะมาได้ยินเสียงโจวโม่โม่กระซิบอยู่ข้างหูว่า “แม่คะ แม่คะ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ?”
ถึงแม้ว่าลูกสาวคนเล็กจะน่ารักมาก แต่เธอก็เหนื่อยจริง ๆ
จำเป็นต้องหาทางให้เธอใช้พลังงานให้หมดก่อนกลับถึงบ้าน พอกลับถึงบ้านอาบน้ำอาบท่า ห่มผ้าผืนเล็ก ๆ กลิ้งลงบนเตียงก็หลับได้เลยนั่นแหละดีที่สุด
เวลาเลิกงานแบบนี้คนที่หน้าประตูโรงงานมันเยอะแยะวุ่นวาย ไม่กล้าปล่อยให้เธอวิ่งไปวิ่งมา
ก็เลยจัดตำแหน่งงานให้เธอที่หน้าประตู อยากจะคุยโม้กับใครก็คุยไป
โจวเยี่ยนยังตั้งค่าคอมมิชชันให้เธอด้วย ดึงลูกค้าเข้าร้านได้หนึ่งคน ให้รางวัลหนึ่งเฟิน
โจวโม่โม่ก็ไม่ใช่ว่าอยากจะได้เงินหนึ่งเฟินนี่หรอก เธอเป็นคนช่างพูดจริง ๆ นั่นแหละ ก็เลยถือโอกาสหาเงินไปด้วยเลย
“พี่สาว คราวหน้ามาอีกนะคะ” โจวโม่โม่โบกมือเล็ก ๆ ให้กับคนงานสาวที่กินอิ่มแล้วกำลังจะเดินออกจากร้าน
“หนูน่ารักจังเลยจ้ะ เดี๋ยวคราวหน้าพี่มาอีกนะ” บนใบหน้าของคนงานสาวเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส รู้สึกว่ามื้ออาหารนี้มันช่างตราตรึงใจยิ่งขึ้นไปอีก
พอปิดร้านตอนเย็น โจวเยี่ยนก็คิดค่าคอมมิชชันให้โจวโม่โม่ไปหนึ่งเหมาสามเฟิน
แรงงานเด็กตัวน้อย ๆ อาศัยปากเล็ก ๆ ของตัวเองหาเงินค่าลูกอมได้แล้ว
“ขอบคุณค่ะเกอเกอ! หนูรักเกอเกอที่สุด!” โจวโม่โม่กำเงินไว้ในมือ ดีใจจนกระโดดโลดเต้นอยู่กับที่
“ไม่เป็นไรจ้ะ” โจวเยี่ยนยิ้มพลางลูบหัวเธอ
เจ้าตัวเล็กตะโกนเรียกลูกค้าเข้ามาได้สิบสามคน กินของไปก็เจ็ดแปดหยวนได้ เขาคงได้กำไรสักสามสี่หยวน ค่าคอมมิชชันหนึ่งเหมาสามเฟิน ไม่รู้ว่าจะนับเป็นการขูดรีดแรงงานเด็กหรือเปล่า
ยังไงซะแรงงานเด็กก็ดีใจมาก แม่ของแรงงานเด็กก็ดีใจมาก ส่วนเขาในฐานะนายทุนยิ่งดีใจมากกว่า
วิน-วิน-วิน!
พอเก็บล้างถ้วยชามเสร็จ พ่อกับแม่ของเขาก็กลับไปก่อน
วันนี้กินมื้อเย็นกันเร็ว ข้างนอกฟ้ายังสว่างอยู่
โจวเยี่ยนล็อกกุญแจ แล้วก็ออกไปหาอาหลินวิ่งออกกำลังกายอีก
“อาหลินครับ ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเขาได้รับจดหมายมาฉบับหนึ่ง อีกฝ่ายเขาขึ้นต้นจดหมายว่า ‘หวังว่าเมื่อเห็นจดหมายฉบับนี้ คุณจะสุขสบายดี’ ต้องตอบกลับไปยังไงถึงจะดูมีความรู้เหรอครับ?” ระหว่างที่กำลังวิ่งเหยาะ ๆ โจวเยี่ยนก็เอ่ยถามหลินจื้อเฉียง
“ไอ้เพื่อนที่ว่านี่มันใช่ตัวเธอเองหรือเปล่า?” หลินจื้อเฉียงมองเขายิ้ม ๆ “เซี่ยเหยาเขียนจดหมายมาหาเธอเหรอ? งั้นเธอก็ถามถูกคนแล้วล่ะ เมื่อก่อนตอนอยู่ที่มอสโกนะ พวกนั้นเขาเรียกฉันว่าราชาจดหมายรักเลย”
“เพิ่งได้รับวันนี้เลยครับ กำลังคิดอยู่ว่าจะตอบกลับไปยังไงดี” โจวเยี่ยนก็ไม่ได้เขินอายอะไร ยังไงซะเขาก็หน้าหนาอยู่แล้ว ถามอย่างนอบน้อม “ว่ายังไงครับ?”
“เมื่อก่อนตอนที่ฉันเขียนจดหมายหาอันเหอนะ คำขึ้นต้นก็คือ: อันเหอที่รักของผม สวัสดี” หลินจื้อเฉียงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ฉันว่าแบบนี้มันก็ดีมากแล้วนะ”
“ก็ดีครับ...” โจวเยี่ยนพยักหน้า ราชาจดหมายรักอะไรกัน ก็ไม่ได้ต่างจากเขาสักเท่าไหร่เลยนี่นา
...
พอกลับมาถึงร้าน โจวเยี่ยนก็ซักเสื้อผ้า เอาหน่อไม้อบแห้งแช่ลงในกะละมัง อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า พอทำบัญชีเสร็จ ก็หยิบปากกาปาร์คเกอร์ด้ามนั้นที่เซี่ยเหยาให้เขาเป็นของขวัญออกมา นั่งตัวตรงอยู่ที่หน้าโต๊ะ ตรงหน้ามีกระดาษเขียนจดหมายแผ่นใหม่วางอยู่
สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากเคร่งขรึมจริงจัง ครุ่นคิดอย่างหนัก ค่อย ๆ หงุดหงิด ค่อย ๆ สงบลง ง่วงซึม
กระดาษเขียนจดหมายที่เพิ่งเขียนไปได้สิบกว่าตัวอักษรถูกขยำเป็นก้อนกลม โยนทิ้งลงถังขยะที่มุมห้องอย่างแม่นยำ
ง่วงแล้ว นอนดีกว่า!
พรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้าไปซื้อของอีก จะให้การเขียนจดหมายมาขัดขวางการหาเงินไม่ได้
อ้อ จริงสิ พรุ่งนี้ถ้าว่าง ๆ ก็ลองไปห้องสมุดในตำบลดูหน่อยดีกว่า ว่ามีหนังสือ ‘จดหมายถึงภรรยา’ หรือเรื่องอื่น ๆ บ้างไหม
อาหลินน่ะกินน้ำหมึกต่างประเทศมาเต็มท้อง แต่ของที่บรรพบุรุษสืบทอดกันมา ยังไงมันก็ซาบซึ้งกินใจกว่าอยู่หลายส่วน
...
เช้าวันต่อมาฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง สหายเสี่ยวโจวก็ขี่จักรยาน 28 นิ้วออกไปซื้อของ
หมูสองไฟขายดีเกินไป เขาเลยต้องขี่จักรยานออกไปกว้านซื้อเนื้อมีดที่สองแต่เช้า
สวีเหล่าเอ้อร์กับจางเหล่าซานต่างก็เก็บเนื้อมีดที่สองไว้ให้เขาคนละห้าจิน โจวเยี่ยนเดินวนอยู่ในตลาดแผงเนื้อรอบหนึ่ง ก็เลยซื้อเนื้อมีดที่สองดี ๆ มาได้อีกสองชิ้น แถมยังนัดแนะกับเถ้าแก่ไว้ด้วยว่าพรุ่งนี้ก็จะมาเอาอีก
เบาะหลังจักรยานของเขาถูกดัดแปลงเรียบร้อยแล้ว สองข้างติดตะกร้าไม้ไผ่สานทรงครึ่งใบไว้ข้างละอัน บรรทุกของได้ไม่น้อยเลย เบาะหลังถ้าหดขาเข้ามาหน่อยก็ยังพอนั่งได้
นี่คือทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้ว
“อาเล็ก!”
โจวเยี่ยนพาน้าจ้าวซ้อนท้ายจักรยานบรรทุกของมาเต็มตะกร้าสองใบกลับมาถึงร้านอาหาร โจวลี่ฮุยก็รีบวิ่งเข้ามาช่วยยกตะกร้าไม้ไผ่ที่โจวโม่โม่นอนหลับอยู่ลงมา
“ดูท่าทางแรงจะเยอะขึ้นอีกไม่น้อยเลยนะ” โจวเยี่ยนตบไปที่ต้นแขนกำยำของโจวลี่ฮุย สองสามวันนี้ที่มาช่วยขนน้ำที่ร้าน ฝีมือทำอาหารจะก้าวหน้าหรือเปล่าไม่รู้ แต่แรงนี่เยอะขึ้นไม่น้อยเลย
โจวลี่ฮุยยิ้มซื่อ ๆ “ผมท่องสูตรคูณจนจบหมดแล้วนะครับ แถมยังเรียนรู้อักษรไปอีกตั้งหลายตัว น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู พริกไทยเสฉวน พริกไทย โป๊ยกั๊ก อบเชย... ผมเขียนเป็นหมดแล้ว”
“ไม่เลว พยายามต่อไปนะ รอให้ถึงตอนปิดเทอมก่อนเดี๋ยวฉันจะทดสอบเธอหน่อย ถ้าผ่านด่านฉันไปได้ ปิดเทอมหน้าหนาวเธอก็มาเรียนทำอาหารที่ร้านได้เลย” โจวเยี่ยนยิ้มพูด
“ได้ครับ! ผมจะตั้งใจเรียนแน่นอน!” โจวลี่ฮุยพยักหน้าหงึก ๆ สายตาแน่วแน่
โจวเยี่ยนเริ่มต้มน้ำซุปกระดูก โจวลี่ฮุยรับหน้าที่ขนน้ำ หิ้วน้ำจากบ่อทีละถัง ๆ ออกมาจากครัวเทลงไปในหม้อใบใหญ่ที่สูงหนึ่งเมตร หน้าผากของเขาเริ่มมีเหงื่อผุดพราย ฝ่ามือก็เริ่มด้าน แต่กลับไม่เคยปริปากบ่นว่าเหนื่อยเลยสักคำ
พอขนน้ำเสร็จ เขาก็ไปก่อไฟให้โจวเยี่ยนในครัว ดูเขาผัดเครื่องราดหน้า ดึงเส้นบะหมี่
พอใกล้จะเจ็ดโมงครึ่ง โจวลี่ฮุยก็กินมื้อเช้าในครัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว หยิบกล่องข้าวที่ใส่กับข้าวของตัวเองออกมาจากกระเป๋านักเรียน เปิดออก แล้วมองโจวเยี่ยนพูดว่า “อาเล็กครับ วันนี้ผมขอหัวไชเท้าดองหน่อยได้ไหมครับ? ผมอยากจะเอาไปกินกับเพื่อนที่โรงเรียน”
“เพื่อนผู้ชายหรือว่าเพื่อนผู้หญิงล่ะ?” โจวเยี่ยนยิ้มถาม
“เพื่อนผู้ชายครับ เพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ผม” โจวลี่ฮุยรีบพูด
โจวเยี่ยนเหลือบมองกล่องข้าวของเขาแวบหนึ่ง ข้างในใส่เนื้อสันนอกตุ๋นมันฝรั่งมา มีเนื้อสันนอกอยู่แค่สามสี่ชิ้น แล้วก็มีเครื่องในวัวปน ๆ มาบ้าง แม่ของเขาจัดอาหารให้ก็ไม่เลวเลยทีเดียว เต็มกล่องข้าวพอดี
“กล่องข้าวของเธอเดี๋ยวก็ต้องเอาไปนึ่งให้ร้อนก่อนค่อยกิน เอาหัวไชเท้าดองใส่ลงไปเดี๋ยวกินไม่ได้พอดี เดี๋ยวฉันหากระปุกเล็ก ๆ ตักแบ่งใส่ไปให้” โจวเยี่ยนเดินไปที่ชั้นวางของข้าง ๆ เลือกขวดโหลแก้วใบเล็ก ๆ มาใบหนึ่ง ตักหัวไชเท้าดองใส่ให้เขากระปุกหนึ่ง
“ขอบคุณครับอาเล็ก! งั้นผมไปเข้าเรียนก่อนนะครับ” โจวลี่ฮุยเอาหัวไชเท้าดองกับกล่องข้าวใส่ลงไปในกระเป๋านักเรียน หันหลังวิ่งออกจากร้านไป
“ระวัง ๆ หน่อย อยู่ที่โรงเรียนก็ต้องเชื่อฟังคุณครู ตั้งใจกินข้าว อย่าไปก่อเรื่องล่ะ” จ้าวหงยิ้มตะโกนไล่หลังเขาไป
“รู้แล้วครับ!” โจวลี่ฮุยตะโกนตอบกลับมาโดยไม่หันหลัง
จ้าวหงกำลังจะเดินเข้าร้าน ก็เหลือบไปเห็นโจวเว่ยกั๋วขี่จักรยานคันใหม่เอี่ยมเข้ามาจอดที่หน้าร้านอาหารพอดี ยิ้มแล้วเอ่ยถาม “อาเล็กคะ ทำไมวันนี้มาทั้งเสื้อผ้าใหม่ ทั้งจักรยานใหม่เลยล่ะคะ?”