- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 65 ยายหมี
บทที่ 65 ยายหมี
บทที่ 65 ยายหมี
โจวเยี่ยนเก็บปลาไนไว้สองตัวไว้ทำเป็นมื้อเย็น เมนูบนผนังเข้าสู่โซนขายหมดเกลี้ยงแล้ว ปิดทำการสำหรับวันนี้
ช่วงครึ่งหลังลูกค้าไม่เยอะ จ้าวหงว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำก็เลยล้างถ้วยชามไปเกือบหมด พอเก็บถ้วยชามกองสุดท้ายเข้าครัว น้าจ้าวก็มาช่วยเคลียร์ต่อ เธอเลยเลิกงานซ้อนจักรยานของโจวเฟยกลับไป
“เมื่อกี้พ่อไปถามโจวเฟยมา พวกพี่น้องเขาก็ตกลงกันว่าจะใส่ซองแดงกันคนละสิบหยวน พวกโจวไห่ก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน” โจวเหมี่ยวเดินเข้าครัวมา มองโจวเยี่ยนที่กำลังทอดปลาอยู่แล้วพูดว่า “พวกเขาปรึกษากันแล้ว รู้สึกว่าลูกสใเป็นน้องเล็กสุด ไม่ต้องใส่ซองแดงก็ได้ แต่พ่อว่ามันไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ เลยบอกไปว่าลูกก็จะใส่เหมือนกัน”
“พ่อพูดถูกครับ พี่ฮ่าวแต่งงาน ซองแดงผมก็ต้องใส่แน่นอนอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นพี่สะใภ้จะคิดยังไง” โจวเยี่ยนพลิกปลาอีกด้านหนึ่ง ยิ้มพูด “เงินสิบหยวนผมยังพอหาได้อยู่ แล้วพวกพ่อล่ะครับ? พ่อจะใส่กันเท่าไหร่?”
“พวกเราเป็นผู้ใหญ่ ตามธรรมเนียมตอนนี้ ยังไงก็คงเลี่ยงยี่สิบหยวนไม่ได้หรอก” น้าจ้าวที่นั่งก่อไฟอยู่หลังเตาพูดเสริมขึ้นมา “พวกป้ารองเขาจัดงานครั้งนี้ก็ไม่เล็กเลย ค่าใช้จ่ายก็เยอะ พวกเราต้องช่วยสนับสนุนหน่อยอยู่แล้ว ยังไงซะอีกสองปีตอนลูกจัดงาน พวกเขาก็ต้องใส่ซองกลับคืนมาเหมือนกันนั่นแหละ”
“แล้วพวกพ่อมีเงินยี่สิบหยวนติดตัวเหรอครับ?” โจวเยี่ยนยิ้มถาม
น้าจ้าวที่กำลังยัดฟืนเข้าเตาถึงกับหยุดชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าของสหายเหล่าโจวก็เจื่อนลงไปหลายส่วน
เงินเก็บที่มีอยู่น้อยนิดของพวกเขา ทั้งหมดก็ทุ่มลงไปกับร้านนี้ของโจวเยี่ยนหมดแล้ว รวมถึงเงินเก็บส่วนตัวของสหายเหล่าโจวก็โดนรีดไถไปจนเกลี้ยง
หลายวันนี้เหล่าโจวฆ่าวัวขายเนื้อก็พอจะเก็บเงินได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ต้องเก็บไว้ใช้ซื้อวัว เป็นเงินที่ต้องหมุนเวียนทุกวัน แตะต้องไม่ได้
“เดี๋ยวผมเอาให้ยี่สิบหยวนครับ ถือว่าผมใช้คืนให้พวกพ่อ” โจวเยี่ยนยิ้มพูด
“ที่ร้านยังต้องใช้เงิน เดี๋ยวพวกเราไปหาทางกันเองก็ได้” เหล่าโจวส่ายหน้า
“ผมมี” โจวเยี่ยนพูดสวนกลับไปคำหนึ่ง
เหล่าโจวกับน้าจ้าวได้ยินดังนั้นก็เลยไม่ปฏิเสธอีก สองวันนี้ธุรกิจที่ร้านดีมาก เงินยี่สิบหยวนโจวเยี่ยนก็มีจริง ๆ
โจวเยี่ยนยกปลาไนผัดโหระพาออกจากครัว เปิดลิ้นชักเก็บเงินหยิบธนบัตรใบละสิบหยวนออกมาสองใบ ส่งใส่มือน้าจ้าว “ส่วนเงินที่เหลือ เดือนหน้าผมจะใช้คืนให้พวกพ่อทั้งหมดเลยครับ”
“จะมาคืนอะไรกัน เงินนั่นเอาให้ลูกไปเปิดร้าน พวกเราก็ไม่เคยคิดจะเอาคืนอยู่แล้ว ลูกเก็บไว้ดี ๆ เถอะ ต่อไปจะแต่งเมียยังต้องใช้เงินอีกเยอะแยะ” น้าจ้าวหยิบธนบัตรใบละสิบสองใบนั้นไว้ ยิ้มพูด “เอาแค่นี้ยี่สิบหยวนก็พอแล้ว พ่อเขาฆ่าวัวหาเงินได้น่า”
“ไม่ได้หรอกครับ ตอนเปิดร้านผมก็บอกแล้วว่ายืม พอผมหาเงินได้ก็ต้องคืนอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นถ้าแม่ไม่เอา ผมก็จะเอาเงินไปให้พ่อผมแทน” โจวเยี่ยนยิ้มพูด
“เขาไม่กล้าหรอก!” น้าจ้าวเลิกคิ้วข้างหนึ่ง
“แม่จ๋า รับไปเถอะ รับไปเถอะ” สหายเหล่าโจวรีบโบกมือ แล้วก็หันไปถลึงตาใส่โจวเยี่ยนทีหนึ่ง “ลูกต้องจำไว้นะ บ้านหลังนี้ มีแค่แม่ของแกเท่านั้นที่คุมเงินได้”
ลูกชายตัวดี ยังคิดจะมาวางกับดักพ่ออีก!
ปกติแอบยัดเงินค่าน้ำขนมให้สักห้าหยวนสิบหยวนก็พอทน
นี่ห้าร้อย!
ต่อให้โจวเยี่ยนกล้ายัดให้ เขาก็ไม่กล้ารับหรอก
น้าจ้าวไม่ได้พยักหน้า แต่ในใจก็แอบดีใจอยู่ มุมปากประดับรอยยิ้ม
“เกอเกอ ถ้าพวกเขาไม่รับ หนูรับเอง!” โจวโม่โม่กินมื้อเย็นเสร็จแล้ว นั่งเล่นอยู่ข้าง ๆ พอฟังอยู่ครู่หนึ่งก็ยื่นมือเล็ก ๆ ออกมาหาโจวเยี่ยน “หนูจะเอาไปซื้อลูกอมกิน”
“ให้เธอหนึ่งเหมา เธอไปซื้อเองเลย” โจวเยี่ยนวางเงินหนึ่งเหมาลงบนมือเธอ ถือเป็นเงินปันผลค่าลงทุนของเธอในตอนนั้น
“ขอบคุณค่ะเกอเกอ!” โจวโม่โม่ถือเงินไว้ ขยับเข้าไปกอดใบหน้าของโจวเยี่ยนหอมฟอดทีหนึ่ง หันหลังทำท่าจะวิ่งออกไปนอกร้าน
“ลูกจะไปไหน?” น้าจ้าวตะโกนเรียก
“ไปร้านของชำซื้อลูกอมค่ะ” โจวโม่โม่ตอบ
“หยุดอยู่ตรงนั้นเดี๋ยวนี้! ฟ้าจะมืดแล้วยังจะไปซื้อลูกอมอีก โดนยายหมีจับตัวไปเมื่อไหร่ แล้วจะร้องไห้ไม่ออก” น้าจ้าวพูดเสียงเข้ม
โจวโม่โม่หยุดชะงักฝีเท้า บนใบหน้าฉายแววหวาดกลัวเล็กน้อย “แม่คะ มียายหมีจริง ๆ เหรอ?”
น้าจ้าวพูดเสียงเย็นชา “ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปดูสิ ยังไงแม่ก็ได้ยินมาว่ามันชอบกินนิ้วเด็กมากเลยนะ ทีละนิ้ว ๆ เหมือนกินถั่วปากอ้าเลย กรุบ ๆ กรอบ ๆ คอยดักรอจนฟ้ามืด ออกมาจับเด็กเล็ก ๆ ที่อยู่คนเดียว”
“ฮึก! หนูไม่ไปแล้ว...” โจวโม่โม่กระโจนเข้าไปในอ้อมกอดของโจวเยี่ยนทันที ซุกหน้ามุด ๆ “เกอเกอ หนูกลัว”
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว แค่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย ยายหมีก็ไม่กล้ามาแล้ว” โจวเยี่ยนยิ้มพลางลูบหัวเธอ “ตอนกลางคืนเด็กเล็ก ๆ ออกไปข้างนอกคนเดียวไม่ได้นะ ต้องมีผู้ใหญ่ไปด้วย เข้าใจไหม”
“อื้อ ๆ” โจวโม่โม่เงยหน้าขึ้นมา ตาสองข้างคลอไปด้วยน้ำตา ดูน่าสงสาร “งั้น... งั้นพรุ่งนี้หนูค่อยไปซื้อก็ได้”
“ได้สิ พรุ่งนี้แม่พาไปซื้อ” น้าจ้าวก็ยิ้มพลางลูบหัวเธอเช่นกัน
“ค่ะ” โจวโม่โม่พยักหน้า เปลี่ยนไปซบอ้อมกอดของน้าจ้าวแทน “หนูอยากกินกระต่ายตัวใหญ่ ๆ (ลูกอมนมตรากระต่ายขาว)”
ยายหมีน่าจะเป็นฝันร้ายในวัยเด็กของคนเสฉวน-ฉงชิ่งไม่น้อยเลย ตอนที่โจวเยี่ยนมาเรียนมหาวิทยาลัยที่เฉิงตู ก็เคยได้ยินรูมเมตที่เป็นคนท้องถิ่นเล่าให้ฟังอยู่ครั้งหนึ่ง
จริง ๆ แล้วมันก็คือหมาป่ากับลูกแกะในเวอร์ชันเสฉวน-ฉงชิ่งนั่นแหละ เอามาหลอกนักศึกษามหาวิทยาลัยไม่ได้แล้ว แต่สำหรับเด็กน้อยอายุสามขวบครึ่งนี่กำลังพอเหมาะพอดีเลย
ในยุคสมัยนี้ มันไม่ใช่ยุคที่โลกสวยอะไรเลย
สองปีมานี้ที่ต้องมีการกวาดล้างอย่างหนัก ก็เป็นเพราะว่าอัตราการเกิดอาชญากรรมมันสูงเกินไป ความสงบเรียบร้อยในสังคมมันวุ่นวาย เกิดคดีใหญ่ ๆ ที่สะเทือนขวัญไปทั่วประเทศขึ้นหลายคดี จำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดมาจัดการ
ก่อนหน้านี้มีคดีดักปล้นชิงทรัพย์ ลักพาตัวผู้หญิงและเด็กเกิดขึ้นบ่อยมาก พอปราบปรามไปได้ปีหนึ่ง สถานการณ์ก็ดีขึ้นไม่น้อย พวกนักเลงอันธพาลโดยพื้นฐานก็สงบเสงี่ยมลงแล้ว
แต่เมื่อเดือนที่แล้วที่หมู่บ้านข้าง ๆ ก็ยังเพิ่งมีเด็กโดนลักพาตัวไปจากหน้าประตูบ้านตัวเองอยู่เลย
พอฟ้ามืด ก็ไม่มีใครกล้าปล่อยให้ลูกหลานคลาดสายตา
โจวโม่โม่หน้าตาน่ารักขนาดนี้ เป็นเป้าหมายอันดับต้น ๆ ของพวกค้ามนุษย์แน่นอน
ก็เฉพาะเวลาแบบนี้แหละ น้าจ้าวถึงจะได้งัดเอาไพ่ตายอย่างยายหมีออกมาปราบโจวโม่โม่ที่กำลังซุกซนไม่หยุด
คนแต่ละรุ่นก็มียายหมีในเวอร์ชันของตัวเอง การทำให้เด็ก ๆ รู้จักระแวดระวังโลกที่สวยงามใบนี้บ้าง โจวเยี่ยนคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี
พวกโลกสวยใสซื่อน่ะโดนหลอกง่ายจะตายไป
ถึงแม้ว่าโจวโม่โม่จะเพิ่งอายุแค่สามขวบ แต่โจวเยี่ยนก็เริ่มคิดถึงเรื่องการป้องกันพวกแมวขโมยแล้ว
“อ้อ จริงสิ ไอ้ข้าวราดหน้าอะไรนั่นที่พวกเขาพูดกันน่ะ ลูกคิดจะทำขายไหม?” น้าจ้าวเอ่ยถาม
“ข้าวราดหน้าผมว่าทำขายได้นะครับ ลูกค้ากลุ่มนี้ใหญ่กว่าพวกที่กินอาหารตามสั่งจานเล็กเสียอีก แถมยังเสิร์ฟได้เร็ว อัตราหมุนเวียนโต๊ะก็เร็ว มันก็หลักการเดียวกับการกินบะหมี่นั่นแหละครับ” โจวเยี่ยนพูด “แต่ว่าต้องกำหนดทั้งปริมาณ กับข้าวเคียง แล้วก็ราคาให้เรียบร้อยก่อนค่อยเอาขึ้นเมนู ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ากินแล้วคุ้มค่า แถมยังพออกพอใจด้วย”
น้าจ้าวฟังแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ก็ยังพยักหน้าพูด “ก็ได้ ถ้าลูกจะทำก็ทำเลย อยากให้แม่ทำอะไรก็สั่งมาแล้วกัน”
“ได้ครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า เรื่องนี้เขายังต้องใช้เวลาขบคิดให้ดี ๆ อีกหน่อย
ข้าวราดหน้าสามารถใช้เป็นเมนูที่แตกยอดออกไปได้ เหมาะสำหรับลูกค้ากลุ่มที่ไม่อยากกินข้าวร่วมกับคนอื่น อยากจะกินเงินส่วนที่ตัวเองจ่ายไปให้คุ้มค่าเต็มเม็ดเต็มหน่วย
คนงานส่วนใหญ่ในเวลาทำงานก็ไม่ได้มีความต้องการที่จะต้องเลี้ยงข้าวใครอยู่แล้ว
อาหารมื้อทำงาน ความอร่อยกับความคุ้มค่านี่แหละคือหัวใจสำคัญ
พอกินมื้อเย็นเสร็จ ฟ้าก็เกือบจะมืดแล้ว
หลังธุรกิจร้านอาหารค่อย ๆ ดีขึ้น เวลาเลิกงานของพวกเขาก็ยิ่งเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ
“พรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกเราเปลี่ยนมากินข้าวก่อนเปิดร้านกันดีกว่าครับ จะได้ไม่หิวไส้กิ่ว” โจวเยี่ยนพูดกับน้าจ้าวที่นั่งซ้อนอยู่เบาะหลัง
“ได้เลย คืนนี้แม่ก็หิวอยู่เหมือนกัน” น้าจ้าวเห็นด้วย
มองส่งน้าจ้าวกับพวกจนลับสายตา โจวเยี่ยนก็ล็อกกุญแจ ถือหัวไชเท้าดองกระปุกหนึ่งออกไปวิ่ง
ตอนที่โจวเยี่ยนไปถึงบ้านพักพนักงาน หลินจื้อเฉียงก็กำลังอบอุ่นร่างกายอยู่ น่าจะวอร์มมาได้สักพักแล้ว บนหัวเต็มไปด้วยเหงื่อ
“เสี่ยวโจว มาแล้วเหรอ” พอเห็นโจวเยี่ยน เขาก็ยิ้มทักทาย
“อาหลินครับ รอนานไหมครับ?” โจวเยี่ยนวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไป ยิ้มพูด “นี่หัวไชเท้าดองเอามาฝากจิ่งสิงกับปิ่งเหวินครับ คราวที่แล้วอาเมิ่งบอกว่าสองคนชอบกินไม่ใช่เหรอครับ ผมกะว่าน่าจะกินกันหมดแล้ว ก็เลยเอามาฝากเพิ่มอีกหน่อย”