เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 640 ใครกันแน่ที่ตื้นเขิน

บทที่ 640 ใครกันแน่ที่ตื้นเขิน

บทที่ 640 ใครกันแน่ที่ตื้นเขิน


หวังฮ่าวหรานเคยตรวจสอบข้อมูลของหลินเทียนมาแล้ว จึงรู้ดีว่าขวดโกลาหลเป็น ‘สมบัติวิเศษต้นกำเนิด’ ที่เกิดขึ้นหลังจากการถือกำเนิดของจักรวาล

เมื่อเทียบกับ ‘สมบัติวิเศษบรรพกาล’ อย่างเจดีย์เบิกนภาที่ถือกำเนิดพร้อมกับจักรวาล แม้ระดับจะด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับสุดยอดเหมือนกัน

ความแตกต่างทางระดับชั้นเป็นเรื่องรอง เพราะทั้งเจดีย์เบิกนภาและขวดโกลาหลต่างก็มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวที่ไม่ทับซ้อนกัน

คำว่า 'สมบัติวิเศษ' คือจุดสูงสุดของวัตถุวิเศษในโลกเซียน

และคำว่า 'ต้นกำเนิด' หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากพลังแห่งจักรวาล มิใช่สิ่งมีชีวิตใดสร้างขึ้น

นับว่าเป็นที่สุดของที่สุดในบรรดาสมบัติวิเศษทั้งปวง

ขนาดเซียนจุนขอบเขตตู้เจี๋ยเห็นแล้วยังต้องน้ำลายหก นับประสาอะไรกับหวังฮ่าวหรานที่เป็นเพียงขอบเขตรวมปราณขั้นเก้า

แม้จะอยากได้จนตัวสั่น แต่หวังฮ่าวหรานก็ยังคงมีสติ

ขวดโกลาหลมีเจ้าของแล้ว และเจ้าของคนนั้นคือหลินเทียน ต่อให้เขาแย่งชิงมาได้ตอนนี้ก็ใช้งานไม่ได้อยู่ดี

ครั้นจะฆ่าหลินเทียนเพื่อให้ขวดกลายเป็นสมบัติไร้นายก็คงไม่ได้ผล

เพราะถึงหลินเทียนจะตาย แต่ 'ตราประทับวิญญาณ' ของเขาก็ยังฝังแน่นอยู่บนขวด

ตราประทับชนิดนี้ แม้แต่เซียนจุนยังลบไม่ได้ หวังฮ่าวหรานยิ่งหมดสิทธิ์

ต้องรอให้ตราประทับสลายไปเองตามธรรมชาติ ซึ่งกินเวลานับหมื่นปี

หวังฮ่าวหรานไม่สามารถรอนานขนาดนั้นได้

เมื่อวิเคราะห์รอบด้านแล้ว หวังฮ่าวหรานจึงตัดสินใจไม่วู่วาม เขาข่มความโลภเอาไว้ แล้วค่อยๆถอยฉากออกมาเงียบๆ

ทางฝั่งหลินเทียน เขาเก็บผักจากสวนลับใส่กระสอบปุ๋ยใบใหญ่ แล้วแบกขึ้นบ่าเดินผิวปากลงเขาอย่างอารมณ์ดี

เมื่อมาถึงลานปูนหน้าบ้านหยางจือเซี่ย เขาก็ตะโกนเรียกทุกคนออกมา

หวังฮ่าวหราน ปู้เฟยเหยียน และหยางจือเซี่ยเดินออกมาดู

หลินเทียนเทผักออกจากกระสอบกองลงบนพื้น

"หน้าตาก็พอดูได้อยู่นะ แต่ไม่เห็นจะต่างจากผักที่บ้านฉันปลูกตรงไหนเลย" หยางจือเซี่ยกวาดตามองแล้ววิจารณ์ตรงๆ

"ดูภายนอกอาจจะคล้ายๆกัน แต่รสชาตินี่คนละเรื่องเลยนะ ถ้าเธอได้ลองชิมรับรองว่าจะกลับคำแทบไม่ทัน" หลินเทียนคุยโว

"นายบอกว่ามีเยอะไม่ใช่เหรอ? ทำไมเอามาแค่นี้ล่ะ?" หวังฮ่าวหรานแกล้งถามทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าบนเขามีอีกเพียบ

"เอาตัวอย่างมาให้ชิมก่อนไง ถ้าถูกใจค่อยคุยกันต่อ นายอยากได้เท่าไหร่ฉันจัดให้ได้หมด" หลินเทียนตอบ

"เอาตามนั้น" หวังฮ่าวหรานพยักหน้า

ผักพวกนี้กินสดไม่ได้ ต้องนำไปปรุงก่อน

หวังฮ่าวหรานเหลือบมองปู้เฟยเหยียนแวบหนึ่ง แล้วก็เบือนหน้าหนี

ปู้เฟยเหยียนเป็นนักฆ่า เรื่องหั่นผักสับหมูอาจจะคล่อง แต่ถ้าให้ผัดหรือทอด... คงไม่รอด

ตอนอยู่วิลล่าของหลิวเยว่ เธอเป็นแค่ลูกมือช่วยล้างช่วยหั่น หน้าที่แม่ครัวหลักเป็นของฉิวเฉียนเว่ย

หวังฮ่าวหรานจึงเบนสายตาไปที่หยางจือเซี่ย

"ถ้าพวกคุณไม่รังเกียจ เดี๋ยวฉันทำให้กินเองค่ะ" หยางจือเซี่ยรู้ใจ รีบอาสาอย่างกระตือรือร้น

"งั้นต้องรบกวนคุณจือเซี่ยแล้วล่ะ" หวังฮ่าวหรานยิ้มตอบ

"ไม่รบกวนหรอกค่ะ ขอแค่คุณไม่รังเกียจฝีมือฉันก็พอ" หยางจือเซี่ยยิ้มแก้มปริ

หลินเทียนเห็นท่าทีอ่อนหวานที่หยางจือเซี่ยมีต่อหวังฮ่าวหรานก็รู้สึกเปรี้ยวปากด้วยความอิจฉา รีบพูดแทรกขึ้นมา

"จะรังเกียจได้ยังไง จือเซี่ยทำอะไรก็อร่อยทั้งนั้นแหละ เดี๋ยววันนี้ฉันจะกินข้าวให้หมดหม้อเลยคอยดู"

"ฉันไม่ได้เชิญนายมากินข้าวที่บ้านด้วยสักหน่อย" หยางจือเซี่ยสวนกลับความหน้าด้านของหลินเทียน

"ฮ่าๆๆ ไม่รู้ล่ะ วันนี้ฉันไม่กลับ ฉันจะกินข้าวที่นี่"

หยางจือเซี่ยกลอกตามองบนอย่างเอือมระอา ขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับคนหน้าหนา จึงปล่อยเลยตามเลย

เธอย่อตัวลงเตรียมจะขนผักไปที่ครัว

"มาๆ ฉันช่วยเอง" หลินเทียนแสดงความเป็นลูกผู้ชาย รีบเข้ามาแย่งงานหนัก

หยางจือเซี่ยไม่ขัด อยากทำก็ให้เขาทำไป

หลินเทียนกวาดผักใส่กระสอบ แล้วแบกตามหยางจือเซี่ยไปที่ครัว

ระหว่างทาง หลินเทียนชวนอีกฝ่ายคุย "ไม่เห็นพ่อแม่เธอเลย พวกเขาไปไหนกัน?"

"ไปทำธุระต่างเมือง" หยางจือเซี่ยตอบ

"อ้าว เธออยู่บ้านคนเดียวเหรอ? แล้วยังให้คนแปลกหน้ามานอนพักที่บ้านเนี่ยนะ ไม่กลัวรึไง?" หลินเทียนทำท่าตกใจ

"พวกเขาดูไม่เหมือนคนเลว จะกลัวทำไม" หยางจือเซี่ยตอบแบบไม่ใส่ใจ

"พี่สาวที่ชื่อปู้เฟยเหยียนน่ะคนดีแน่ๆ แต่ไอ้หน้าขาวแซ่หวังนั่นฉันว่าไว้ใจไม่ได้ ดูท่าทางเจ้าชู้ประตูดิน หน้าเนื้อใจเสือ ดีไม่ดีมันเห็นเธอสวยเลยอาจจะคิดทำมิดิมิร้ายก็ได้!"

หลินเทียนสบโอกาสใส่ไฟหวังฮ่าวหรานทันทีที่อยู่กันตามลำพัง

แต่พูดไปพูดมา เขาก็นึกขึ้นได้ว่าหวังฮ่าวหรานกับปู้เฟยเหยียนเป็นพี่น้องกัน แต่ทำไมคนละแซ่ล่ะ?

คงเป็นลูกพี่ลูกน้องมั้ง... ช่างเถอะ ไม่สำคัญหรอก

"ฉันว่านายนั่นแหละที่ไม่น่าไว้ใจ เป็นคนเลวชอบนินทาชาวบ้านลับหลัง ฉันว่าหวังฮ่าวหรานเขาออกจะเป็นคนดี" หยางจือเซี่ยได้ยินหลินเทียนใส่ร้ายชายในดวงใจก็ของขึ้นทันที

"หยางจือเซี่ย! เธอนี่มันตื้นเขินจริงๆ เห็นผู้ชายหล่อหน่อยก็เหมาว่าเป็นคนดีหมดเลยรึไง?" หลินเทียนโมโหจนตาโต

"แล้วทีนายล่ะ เห็นพี่สาวคนสวยก็เหมาว่าเขาเป็นคนดีเหมือนกันไม่ใช่เหรอ? ตกลงใครกันแน่ที่ตื้นเขิน?" หยางจือเซี่ยย้อนถามอย่างเจ็บแสบ

หลินเทียนหน้าชา พูดไม่ออกไปชั่วขณะ

"โดนจี้ใจดำจนพูดไม่ออกล่ะสิ" หยางจือเซี่ยเชิดหน้าใส่อย่างผู้ชนะ

"เอาเถอะ ยังไงเธอก็ระวังตัวไว้หน่อยแล้วกัน สัญชาตญาณของฉันบอกว่าไอ้หมอนั่นคิดไม่ซื่อกับเธอแน่ๆ สายตาที่มันมองเธอน่ะ... ไม่ได้มีเจตนาดี" หลินเทียนเปลี่ยนเรื่องมาเตือนด้วยความ ‘หวังดี’

หยางจือเซี่ยไม่ได้ตอบโต้ แต่ในใจกลับคิดว่า 'ขอให้เป็นจริงทีเถอะ!'

หลินเทียนไม่รู้เลยว่าหยางจือเซี่ยถวายหัวใจให้อีกฝ่ายไปเรียบร้อยแล้ว เห็นเธอเงียบไปก็นึกว่ารับฟัง จึงรู้สึกสบายใจขึ้น

เขาวางหยางจือเซี่ยไว้เป็นว่าที่ภรรยาในอนาคตแล้ว ย่อมยอมไม่ได้ที่จะให้ชายอื่นมาแตะต้อง

เมื่อถึงห้องครัว หลินเทียนวางกระสอบผักลง

หยางจือเซี่ยเริ่มซาวข้าวเตรียมหุง

หลินเทียนอ้อยอิ่งอยู่ในครัว ไม่ยอมออกไป อยากอยู่กับหยางจือเซี่ยสองต่อสอง และหาโอกาสเกลี้ยกล่อมให้เธออยู่ห่างจากหวังฮ่าวหรานอีกครั้ง

แต่ยังไม่ทันได้อ้าปาก เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้น

ปู้เฟยเหยียนเดินเข้ามาในครัว

หลินเทียนรีบกลืนคำพูดใส่ร้ายทั้งหมดลงคอแทบไม่ทัน

"ให้ฉันช่วยนะ" ปู้เฟยเหยียนอาสา

เธอเกรงใจที่หยางจือเซี่ยไม่ยอมรับค่าเช่า จึงอยากช่วยงานตอบแทนบ้าง

*****

จบบทที่ บทที่ 640 ใครกันแน่ที่ตื้นเขิน

คัดลอกลิงก์แล้ว