- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 606 มุ่งหน้าสู่สำนักชิงหยุน
บทที่ 606 มุ่งหน้าสู่สำนักชิงหยุน
บทที่ 606 มุ่งหน้าสู่สำนักชิงหยุน
หวังฮ่าวหรานระงับความคิดฟุ้งซ่านไว้ชั่วคราว แล้วหันไปสังเกตสีหน้าของเฟิ่งเหรา
เห็นนางกำลังพินิจพิจารณาเขาอยู่ นัยน์ตาคู่สวยทอประกายระยิบระยับ ไม่อาจคาดเดาได้ว่าในใจกำลังคิดสิ่งใด ก่อนที่นางจะเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่แฝงความอาลัยอาวรณ์
"ยังจำได้ไหม? ตรงนี้แหละที่เราเจอกันครั้งแรก"
"จำได้สิครับ" หวังฮ่าวหรานพยักหน้า
เฟิ่งเหราเพียงแค่เปรยขึ้นมา แต่ไม่ได้สานต่อบทสนทนาในเรื่องนั้น นางเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างรวดเร็ว
"ยินดีด้วยนะที่เจ้ากับซวนซู่จำกันได้แล้ว ในฐานะพี่สาว ข้าควรจะแสดงความยินดีกับพวกเจ้าอย่างเป็นทางการ"
"ถ้ามีโอกาส ผมจะพาซวนซู่กลับไปเยี่ยมเขาเฟิ่งซีบ้าง ยังไงที่นั่นก็ถือเป็นบ้านของซวนซู่เหมือนกัน" หวังฮ่าวหรานตอบกลับ
"แล้วข้าจะรอนะ" เฟิ่งเหรายิ้มบางๆ ก่อนจะถามด้วยความสงสัย "ว่าแต่เจ้าจะไปหาหยุนชูหรานที่สำนักชิงหยุนทำไมหรือ?"
"เรื่องมันค่อนข้างซับซ้อน เอาไว้ผมจะอธิบายให้ฟังทีหลัง ตอนนี้อย่าเพิ่งถามอะไรมากเลยครับ เราออกเดินทางกันเถอะ" หวังฮ่าวหรานตัดบท
"ตกลง" เฟิ่งเหราพยักหน้าอย่างว่าง่าย นางลุกขึ้นจากที่นั่ง บิดเอวเล็กน้อย แล้วเดินเยื้องย่างเข้ามาหาหวังฮ่าวหราน
กลิ่นอายความสูงศักดิ์ของหญิงสาวแผ่ซ่านออกมา ปะทะเข้ากับใบหน้าของชายหนุ่มจนทำให้จิตใจเริ่มปั่นป่วน
หวังฮ่าวหรานรู้สึกถึงแรงกระตุ้นประหลาดอันยากจะอธิบายที่ก่อตัวขึ้นจากก้นบึ้งของจิตใจและร่างกาย
ก่อนที่จะเริ่มฝึกฝนคัมภีร์จักรพรรดิมาร เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องหญิงสาว ความยับยั้งชั่งใจของเขานั้นยอดเยี่ยมมาโดยตลอด
แต่หลังจากฝึกวิชานี้ เมื่อได้พบเจอกับ 'วัตถุดิบชั้นเลิศ' ในการบำเพ็ญคู่ เขากลับรู้สึกควบคุมตัวเองได้ยากขึ้น
ข้อมูลความทรงจำของเย่ฟานที่ได้มาจากการค้นความทรงจำของลูกศิษย์และคู่บำเพ็ญของจักรพรรดิมารจี๋เทียนนั้นยังถือว่าผิวเผินเกินไป ไม่สามารถเทียบได้กับประสบการณ์ตรงของผู้ฝึกวิชานี้จริงๆ
วิชานี้มีผลข้างเคียงที่มองไม่เห็น คือมันจะ 'ขยาย' อารมณ์ความรู้สึกให้รุนแรงขึ้น
ในแง่หนึ่ง มันเป็นแรงผลักดันให้ผู้ฝึกวิชามีความกระหายที่จะฝึกฝน
ในอดีต จักรพรรดิมารจี๋เทียนกล้าไปยุ่งกับคู่บำเพ็ญของตัวตนระดับเซียนจุน ทั้งที่รู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นหายนะ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอิทธิพลของคัมภีร์จักรพรรดิมารนี่เอง
แน่นอนว่ามองอีกมุมหนึ่งมันก็มีข้อดี คือเมื่อร่วมฝึกฝนกับคู่บำเพ็ญ มันจะช่วยขยายความรู้สึกรักใคร่ของฝ่ายหญิงให้มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
พูดง่ายๆคือทำให้คู่บำเพ็ญรักและหลงใหลในตัวเขามากขึ้นนั่นเอง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลังจากที่หวังฮ่าวหราน 'ฝึกวิชา' กับเหล่านางเอกแล้ว ค่าความประทับใจถึงพุ่งขึ้นง่ายดายนัก
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด กลิ่นหอมจางๆก็ลอยมาแตะจมูก พร้อมกับร่างอรชรที่งดงามราวภาพวาดปรากฏชัดขึ้นในสายตา
ทว่า ร่างนั้นกลับหยุดชะงักเมื่อเข้ามาในระยะหนึ่งเมตร ไม่ได้ก้าวเข้ามาใกล้กว่านั้น
ระยะห่างนี้ไม่ถือว่าเหินห่าง แต่ก็ไม่ใกล้ชิดเกินงาม เป็นระยะที่ 'เพื่อนที่ดี' พึงกระทำ
"ทางไปสำนักชิงหยุนล้วนเป็นป่าเขา เจ้าไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ อาจจะรู้สึกลำบากสักหน่อย ถ้าเจ้ารีบจริงๆ ข้าแบกเจ้าไปได้นะ จะเร็วกว่ากันมาก" เฟิ่งเหราเสนอ
หวังฮ่าวหรานเกือบจะหลุดปากไปว่า 'ไม่จำเป็น' แต่เมื่อทัศนคติเปลี่ยนไป เขาจึงไม่รังเกียจที่จะใกล้ชิดกับเฟิ่งเหราอีกต่อไป จึงตอบกลับไปตามน้ำ
"งั้นคงต้องรบกวน 'พี่สาว' แล้ว"
เฟิ่งเหราชะงักไปครู่หนึ่ง แปลกใจกับสรรพนามที่เปลี่ยนไป แต่ไม่นานก็คิดได้ว่ามันสมเหตุสมผล
เฟิ่งซวนซู่เป็นน้องสาวบุญธรรมของนาง สามีของน้องสาวจะเรียกนางว่าพี่สาวก็ถือว่าถูกต้องแล้ว
วันนี้ไม่ใช่วันประกอบพิธีกรรมของเขาเฟิ่งซี บริเวณแท่นบูชาเฟิ่งซีจึงคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว
ด้วยสถานะที่พิเศษของเฟิ่งเหรา นางจึงไม่สะดวกจะเปิดเผยใบหน้าในที่สาธารณะ จึงหยิบหมวกปีกกว้างที่มีผ้าโปร่งคลุมหน้ามาสวมใส่
ยามกลับเขาเฟิ่งซี เฟิ่งเหราไม่ได้แต่งกายแบบคนยุคปัจจุบัน แต่สวมชุดจีนโบราณที่ดูหรูหราสง่างาม เมื่อสวมหมวกคลุมหน้าเข้าไป ยิ่งดูเหมือนจอมยุทธ์หญิงในหนังกำลังภายในไม่มีผิดเพี้ยน
เมื่อทั้งคู่ออกจากเขตแท่นบูชาเฟิ่งซีมาถึงจุดที่ปลอดคน เฟิ่งเหราก็โอบเอวหวังฮ่าวหราน แล้วทะยานร่างขึ้นสู่อากาศ
หวังฮ่าวหรานรู้สึกเพียงว่าพื้นดินห่างออกไปเรื่อยๆ เพียงชั่วพริบตา เขาก็มายืนอยู่บนยอดไม้สูงลิบ
ปลายเท้าของเฟิ่งเหราแตะเบาๆบนกิ่งไม้ ร่างของนางก็พุ่งทะยานออกไปอีกครั้ง เพียงไม่กี่จังหวะ ก็เคลื่อนที่ไปไกลกว่าร้อยเมตร
ในฐานะจ้าวสำนักเขาเฟิ่งซี ฝีมือของเฟิ่งเหรานับว่าสูงส่งมาก
ก่อนหน้านี้หวังฮ่าวหรานมีระดับพลังจำกัด จึงมองความสามารถของเฟิ่งเหราไม่ออก ประกอบกับนางไม่เคยแสดงฝีมือให้เห็น
แต่ตอนนี้หวังฮ่าวหรานก้าวเข้าสู่เส้นทางผู้บำเพ็ญเซียนแล้ว แม้เฟิ่งเหราจะไม่ลงมือ เขาก็มองระดับพลังของนางออกได้ไม่ยาก
ยิ่งเมื่อนางใช้วิชาตัวเบา ลมปราณที่แผ่ออกมาก็ยิ่งเปิดเผยความแข็งแกร่ง
กำลังภายในของเฟิ่งเหราสะสมมาเกือบสองร้อยปี ใกล้จะทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์น้อยต้านจินเต็มที
แข็งแกร่งกว่าตาแก่ผู้นำตระกูลจั่วชิว อันดับหนึ่งแห่งสิบตระกูลยุทธแห่งฉางโจวเสียอีก
แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติ
แม้ฉางโจวจะขึ้นชื่อเรื่องวรยุทธ์ แต่เมื่อเทียบกับสำนักใหญ่ในยุทธภพ ก็ยังถือว่าเป็นรองอยู่ขั้นหนึ่ง
ระหว่างที่กระโดดไปตามยอดไม้ในป่าลึก เฟิ่งเหราไม่ได้ฉวยโอกาสทำอะไรเกินเลย ไม่ได้แสดงท่าที 'กระหาย' เขาเหมือนเมื่อก่อน กลับดูสำรวมกิริยาอย่างผิดปกติ
หวังฮ่าวหรานรู้สึกไม่ชินเอาเสียเลย
แต่ไม่นานเขาก็เดาได้ว่า คงเป็นเพราะท่าทีหมางเมินของเขาก่อนหน้านี้ ทำให้เฟิ่งเหรารู้สึกตัว
นางอาจจะเสียใจ หรือไม่ก็ไม่อยากทำให้เขาลำบากใจ จึงพยายามรักษาระยะห่าง
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว หวังฮ่าวหรานคิดว่าเหตุผลข้อหลังน่าจะเป็นไปได้มากกว่า
ต้องยอมรับว่าเฟิ่งเหราเป็นผู้หญิงที่ 'รู้ความ' มากจริงๆ... รู้ความจนน่าสงสาร
เมื่อคิดได้ดังนั้น หวังฮ่าวหรานก็อดรู้สึกผิดไม่ได้
พูดตามตรง การที่เขาไปจุดไฟรักในใจนางแล้วปล่อยทิ้งไว้ไม่ยอมดับ มันช่างโหดร้ายกับเฟิ่งเหราเหลือเกิน
หลังจากกลับไปเขาเฟิ่งซี เฟิ่งเหราซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยระดับวรยุทธ์ของนาง ร่างกายไม่ควรทรุดโทรมง่ายๆ
สาเหตุคงหนีไม่พ้นความตรอมใจและความคิดถึงที่กัดกินจิตใจ
คิดได้ดังนั้น หวังฮ่าวหรานจึงอยากจะปลอบประโลมนางบ้าง...
ทันใดนั้น เฟิ่งเหราที่กำลังตั้งสมาธิกับการใช้วิชาตัวเบาก็ถูกจู่โจมด้วยสัมผัสบางอย่างจนจิตใจเตลิด ลมปราณปั่นป่วนในทันที
เท้าที่เพิ่งแตะลงบนยอดไม้เพื่อส่งแรงพลันสะดุดกึก
ร่างของทั้งคู่ร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องล่าง ความสูงกว่ายี่สิบเมตรกำลังรอรับร่างของพวกเขาอยู่
โชคดีที่เฟิ่งเหราตั้งสติได้ทัน นางรีบโคจรลมปราณ ใช้วิชาตัวเบาดีดตัวกลับขึ้นมายืนบนยอดไม้อีกครั้ง
แต่นางไม่ได้กระโดดต่อ เพียงแค่ยืนนิ่งอยู่บนกิ่งไม้
เฟิ่งเหรายังคงรู้สึกถึงความอุ่นวาบที่หลงเหลืออยู่บนแก้ม นางหันไปมองใบหน้าหล่อเหลาข้างกายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนประหลาดใจ
"พี่สาวฝีมือยอดเยี่ยมจริงๆ"
หวังฮ่าวหรานเอ่ยชม ราวกับชื่นชมปฏิกิริยาอันรวดเร็วของนางที่ไม่ปล่อยให้ทั้งคู่ร่วงลงไปคลุกฝุ่น
"แค่วิชาตัวเบาเล็กน้อยเท่านั้น ยังมีที่เด็ดกว่านี้อีกนะ... อยากลองหน่อยไหม?"
แววตาของเฟิ่งเหรากลับมาเปล่งประกายร้อนแรงเหมือนวันวานอีกครั้ง
สายตาแบบนี้ หวังฮ่าวหรานคุ้นเคยดีที่สุด
พูดให้เข้าใจง่ายๆคือสายตาที่พร้อมจะ 'กลืนกิน' เขาเข้าไปทั้งตัว
และจากการสังเกตก่อนหน้านี้ หวังฮ่าวหรานรู้ดีว่า... วันนี้เฟิ่งเหรา 'สะดวก' มาก
ไม่มี ‘ญาติสนิทมิตรสหาย’ มาเยี่ยมเยือน
ที่นี่คือป่าลึก ไร้ผู้คนสัญจร... ต่อให้เกิดเสียงดังแค่ไหนก็คงไม่มีใครได้ยิน...
*****