- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 578 พ่อหนิงเปลี่ยนสีหน้า
บทที่ 578 พ่อหนิงเปลี่ยนสีหน้า
บทที่ 578 พ่อหนิงเปลี่ยนสีหน้า
เช้าวันรุ่งขึ้น
ตะวันส่องแสงเจิดจ้า
ผู้อาวุโสจัวชิวเดินทางมาเยือนตระกูลหนิงด้วยตัวเอง เพื่อแจ้งข่าวการยกเลิกการประชุมสิบตระกูลยุทธ์
ปัจจุบันผู้นำตระกูลหนิงคือหนิงอ้าวเสวี่ย
พ่อของหนิงอ้าวเสวี่ยจึงสั่งให้สาวใช้ไปตามตัวบุตรสาวมา
ทว่าสาวใช้กลับมารายงานว่า หนิงอ้าวเสวี่ยไม่ได้กลับไปนอนที่ห้องเมื่อคืนนี้ และไม่รู้ว่าหายไปไหน
พ่อหนิงจึงจำต้องรับปากผู้อาวุโสจัวชิวแทนบุตรสาว
อันที่จริงเขาได้เตรียมใจไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อได้ยินข้อเสนอของผู้อาวุโสจัวชิว จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะคัดค้าน
หลังจากส่งแขกกลับไป พ่อหนิงตั้งใจจะไปแจ้งข่าวนี้กับหวังฮ่าวหราน
เขาถามสาวใช้ถึงที่อยู่ของชายหนุ่ม
สาวใช้รายงานว่าหวังฮ่าวหรานยังไม่ได้รับประทานอาหารเช้า และดูเหมือนจะยังไม่ตื่นนอน
พ่อหนิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
ในสายตาเขา หวังฮ่าวหรานดูไม่เหมือนคนเกียจคร้านที่ชอบนอนตื่นสาย การที่ป่านนี้ยังไม่ลุกจากที่นอนจึงถือเป็นเรื่องผิดปกติ
คิดได้ดังนั้น พ่อหนิงจึงเดินไปดูที่ห้องรับรองของหวังฮ่าวหราน
แต่ทว่า ทันทีที่เขาเดินมาถึงหน้าห้องและกำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตู
ประตูห้องก็เปิดออกเองโดยอัตโนมัติ
คนที่เปิดประตูออกมาคือหนิงอ้าวเสวี่ย ดูจากท่าทางแล้ว เหมือนนางกำลังจะเดินออกมาจากด้านในพอดี
พ่อหนิงสังเกตเห็นว่าผมเผ้าของหนิงอ้าวเสวี่ยยุ่งเหยิงเล็กน้อย
จะบอกว่าหนิงอ้าวเสวี่ยเพิ่งมาหาหวังฮ่าวหรานก็ฟังดูไม่สมเหตุสมผล เพราะหนิงอ้าวเสวี่ยไม่มีนิสัยปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้ออกมาในสภาพไม่เรียบร้อยแบบนี้
พอลองเพ่งมองให้ดี พ่อหนิงก็สังเกตเห็นว่าลูกสาวดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลผิดหูผิดตา จึงเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทันที
หนิงอ้าวเสวี่ยกำลังอารมณ์ดี ไม่ทันได้ระวังตัวว่ามีคนอยู่ข้างนอก พอเปิดประตูออกมาเจอบิดาตนเองยืนอยู่ จึงตกใจจนหน้าถอดสี
"ท่านพ่อ?!" หนิงอ้าวเสวี่ยอุทานด้วยความตื่นตระหนก
ปฏิกิริยานี้ยิ่งตอกย้ำให้พ่อหนิงมั่นใจว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นถูกต้อง
เขามองข้ามไหล่ลูกสาวเข้าไปในห้อง เห็นหวังฮ่าวหราน
ชายหนุ่มเพิ่งจะลุกจากเตียง และกำลังสวมเสื้อผ้าอยู่
เพลิงโทสะลุกโชนขึ้นในใจของคนเป็นพ่อ
แม้เขาจะเปิดไฟเขียวให้หวังฮ่าวหรานคบหากับลูกสาว แต่ก็ไม่คิดว่าความสัมพันธ์จะพัฒนารวดเร็วปานสายฟ้าแลบขนาดนี้
ตระกูลหนิงเป็นตระกูลยุทธ์ที่มีหน้ามีตาในฉางโจว หนิงอ้าวเสวี่ยก็เป็นลูกสาวคนเดียวและเป็นคนดังของเมือง
ต่อให้หวังฮ่าวหรานจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับลูกสาวเขา อย่างน้อยก็ควรจะให้เกียรติและมอบสถานะที่ชัดเจนให้นางก่อน
"อรุณสวัสดิ์ครับอาหนิง" หวังฮ่าวหรานสวมเสื้อผ้าเสร็จพอดี ทักทายพ่อของหนิงอ้าวเสวี่ยด้วยรอยยิ้มและท่าทีสบายๆ
แต่พ่อหนิงกลับยิ้มไม่ออก "ข้าเห็นเจ้าเป็นแขก ดูแลต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ยอมให้ลูกสาวคบหาด้วย แต่เจ้าทำเกินไปหน่อยไหม ถึงกับกล้า..."
พูดได้ครึ่งเดียว พ่อหนิงก็กระดากปากที่จะพูดต่อ ได้แต่ส่งเสียงฮึดฮัดด้วยความโกรธ
"ท่านพ่อ ข้าเต็มใจเอง ไม่เกี่ยวกับเขา" หนิงอ้าวเสวี่ยรีบออกตัวปกป้องหวังฮ่าวหราน
"อ้าวเสวี่ย... ทำไมลูกถึง... ถึงได้หน้าไม่อายแบบนี้?!" พ่อหนิงตะลึงงัน เหมือนเพิ่งจะรู้จักลูกสาวตัวเองจริงๆ
เพราะการกระทำนี้ช่างขัดกับบุคลิกของนางที่เขาเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง
ตอนแรกเขาคิดว่าลูกสาวอาจจะโดนล่อลวงจนสุดท้ายต้องจำยอม
แต่ดูจากท่าทีของหนิงอ้าวเสวี่ยแล้ว มันคนละเรื่องกันเลย
หนิงอ้าวเสวี่ยถูกพ่อต่อว่าก็หน้าแดงก่ำ เถียงไม่ออก
พ่อหนิงสะบัดแขนเสื้อด้วยความโมโห หันไปถามหวังฮ่าวหรานเสียงแข็ง "ใกล้จะหมดปีแล้ว เจ้าจะแต่งกับอ้าวเสวี่ยเมื่อไหร่?"
ในเมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกแล้ว พ่อหนิงก็ทำได้เพียงพยายามกอบกู้สถานการณ์ให้ดีที่สุด
"ผมจะแต่งกับเธอแน่นอน แต่คงไม่ใช่ปีนี้" หวังฮ่าวหรานส่ายหน้าปฏิเสธ
เมื่อคืนตอนที่พลอดรักกัน เขาได้คุยเรื่องนี้กับหนิงอ้าวเสวี่ยแล้ว ซึ่งเธอก็ตกลงยอมตามใจเขาทุกอย่าง
"ต้องจัดงานภายในปีนี้เท่านั้น!" พ่อหนิงยืนกรานเสียงแข็ง
"ต้องขออภัยที่ผมคงทำตามไม่ได้ แต่คุณอาใจเย็นๆก่อน ผมแค่ช่วยชี้แนะการฝึกยุทธ์ให้อ้าวเสวี่ยเท่านั้น ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณอาคิด" หวังฮ่าวหรานแถน้ำขุ่นๆผสมความจริงบ้างนิดหน่อย
แต่พูดไปตัวเองก็ยังไม่เชื่อเลย พ่อหนิงยิ่งไม่ต้องพูดถึง
"ชี้แนะการฝึกยุทธ์? เห็นข้าเป็นเด็กสามขวบหรือไง?!"
ด้วยความโมโหสุดขีด พ่อหนิงซัดฝ่ามือใส่หวังฮ่าวหรานทันที
หนิงอ้าวเสวี่ยที่จับตาดูสถานการณ์อยู่ตลอดรีบพุ่งตัวเข้ามาขวางหน้าหวังฮ่าวหราน รับฝ่ามือของบิดาตนเองไว้
ปัง!
เสียงฝ่ามือปะทะกันดังสนั่น พ่อหนิงเซถอยหลังไปหลายก้าว พื้นกระเบื้องใต้เท้าแตกร้าวเป็นทางยาว
พ่อหนิงตกตะลึงจนหน้าซีดเผือด
พลังฝีมือของเขาอีกเพียงก้าวเดียวก็จะถึงระดับปรมาจารย์ใหญ่ฮวาจิ้นแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเก่งกว่าหนิงอ้าวเสวี่ยอยู่ขั้นหนึ่ง
แต่เมื่อครู่นี้ตอนปะทะฝ่ามือ เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังของลูกสาวเหนือกว่าเขาไปไกลลิบ
"ท่านพ่อ ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ"
หนิงอ้าวเสวี่ยเองก็ทำไปเพราะความตกใจ พอเห็นบิดาถูกพลังกระแทกจนหน้าซีดก็รีบเข้าไปขอโทษขอโพย
พ่อหนิงไม่ได้โกรธ และไม่ได้ด่าว่าลูกสาวอกตัญญู แต่กลับถามด้วยความตื่นตระหนก
"อ้าวเสวี่ย พลังของลูก... เกิดอะไรขึ้น?"
"ลูกบรรลุระดับปรมาจารย์ใหญ่ฮวาจิ้นแล้ว ตอนนี้น่าจะมีกำลังภายในราวๆร้อยสามสิบกว่าปี" หนิงอ้าวเสวี่ยอธิบาย
"เป็นไปไม่ได้! จะก้าวหน้าเร็วขนาดนั้นได้ยังไง?!" พ่อหนิงถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ แล้วสายตาก็เหลือบไปมองหวังฮ่าวหรานโดยอัตโนมัติ
หรือว่าที่หวังฮ่าวหรานบอกว่าช่วยชี้แนะการฝึกยุทธ์จะเป็นเรื่องจริง?
"เป็นเพราะเขาจริงๆ พลังของลูกถึงก้าวหน้าได้เร็วขนาดนี้" หนิงอ้าวเสวี่ยเม้มปากตอบด้วยความเขินอาย
"มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ บอกพ่อมาเร็ว" พ่อหนิงหันไปมองหวังฮ่าวหรานด้วยสายตาที่อ่อนโยนลงมาก แล้วคาดคั้นลูกสาวต่อ
หนิงอ้าวเสวี่ยกระดากอายที่จะบอกความจริง จึงตอบเลี่ยงๆไปว่า
"ก็เขาช่วยชี้แนะนั่นแหละ ท่านพ่ออย่าถามมากเลย รู้แค่ว่าเขาแข็งแกร่งกว่าลูกมาก จนท่านพ่อจินตนาการไม่ถึงเลยล่ะ"
จินตนาการไม่ถึง... ปรมาจารย์น้อยต้านจิน? หรือปรมาจารย์ใหญ่ต้านจิน? หรือจะถึงระดับกังจินแล้ว? พ่อหนิงเริ่มเดาไปต่างๆนานา
"ไม่ถามก็ไม่ถาม" พ่อหนิงเลิกเซ้าซี้ ใบหน้าเปื้อนยิ้มกว้าง ความโกรธเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น
เขามองหวังฮ่าวหรานอย่างพินิจพิเคราะห์ ยิ่งมองก็ยิ่งถูกชะตา ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเมตตาอารีสุดๆว่า
"ฮ่าวหราน ในเมื่อหลานกำลังชี้แนะอ้าวเสวี่ยอยู่ งั้นก็ชี้แนะต่อเถอะ อาไม่กวนแล้ว ตามสบายนะ ตามสบาย"
พูดจบ พ่อหนิงก็เดินยิ้มร่าออกไปอย่างมีความสุข แถมยังช่วยปิดประตูให้เสร็จสรรพตอนเดินออกไป
หนิงอ้าวเสวี่ยเห็นบิดาเปลี่ยนสีหน้าเร็วยิ่งกว่ากิ้งก่าก็ได้แต่พูดไม่ออก
"ขะ...ข้ากลับห้องก่อนนะ" หนิงอ้าวเสวี่ยจัดผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ แล้วบอกหวังฮ่าวหรานเสียงเบา
"พ่อคุณก็บอกแล้วนี่ว่าให้ผมชี้แนะการฝึกคุณต่อ ในเมื่อผู้ใหญ่เปิดทางให้แล้ว งั้นผมขอ 'ชี้แนะ' คุณอีกสักรอบดีไหม?" หวังฮ่าวหรานขยิบตาให้เธออย่างเจ้าเล่ห์
หนิงอ้าวเสวี่ยตกใจเล็กน้อย อยากจะหนี แต่ขากลับก้าวไม่ออก เหมือนถูกตอกตะปูตรึงไว้กับพื้น
นางเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ไม่ใช่ดอกไม้ในเรือนกระจก พายุฝนโหมกระหน่ำแค่นี้นางรับไหวอยู่แล้ว
เรื่องความอดทนในการฝึกฝน หนิงอ้าวเสวี่ยไม่เป็นรองใคร
และถ้าจะพูดกันตามตรง มันก็เป็นความเหนื่อยยากที่แฝงไปด้วยความสุข... ซึ่งความสุขนั้นมีมากกว่าความเหนื่อยยากแบบเทียบกันไม่ติดเลยทีเดียว
*****