- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 506 รักพี่เสียดายน้อง
บทที่ 506 รักพี่เสียดายน้อง
บทที่ 506 รักพี่เสียดายน้อง
หลังจากมู่หนานจือเอ่ยประโยคนั้นออกไป หัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นราวกับจะกระดอนออกมาจากอก
ความรู้สึกผสมปนเปไประหว่างความประหม่า ความเขินอาย แต่ที่มากกว่านั้นคือความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก ซึ่งก่อตัวขึ้นเมื่อได้สบตากับชายหนุ่มตรงหน้า
เธอไม่รู้จะนิยามความรู้สึกนี้ว่าอย่างไร หากต้องพูดออกมาจริงๆ... หรือนี่จะเป็นปฏิกิริยาเคมีแห่งความรักที่เขาว่ากัน?
มู่หนานจือไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้มาก่อน จึงไม่แน่ใจนักว่าใช่หรือไม่ ทำได้เพียงสบตาเขาต่อไป
ทุกสรรพสิ่งรอบกายราวกับหยุดนิ่ง เหลือเพียงชายหญิงคู่หนึ่งที่สายตาสอดประสานกัน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ จู่ๆทั้งสองก็ส่งยิ้มให้กัน
นี่คงจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘แค่มองตาก็รู้ใจ’ สินะ? หวังฮ่าวหรานคิดในใจ ก่อนจะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบอันงดงามนี้ลงก่อน
“คืนนี้คุณว่างไหมครับ?”
“คะ?!” ใบหน้าที่แดงระเรื่อของมู่หนานจือฉายแววตื่นตระหนกขึ้นมาทันที
‘จะ... เร็วไปไหมนะ?’
“ไปทานข้าวด้วยกันสิครับ” หวังฮ่าวหรานเสริมต่ออีกประโยคพร้อมรอยยิ้มแฝงความนัย
มู่หนานจือถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่งค้อนวงงามไปให้เขาหนึ่งที
หมอนี่จงใจแกล้งเธอชัดๆ!
เธอเม้มปากเล็กน้อย ตั้งใจจะตอบกลับไปว่า “ไม่ว่าง” เพื่อเอาคืนที่เขามาล้อเล่นกับความรู้สึก
แต่ไม่รู้ทำไม จู่ๆลิ้นกลับแข็งทื่อ เปล่งคำปฏิเสธไม่ออกเสียดื้อๆ
“ได้ค่ะ”
น่าแปลกที่คำตอบตกลงกลับลื่นไหลออกมาจากปากอย่างง่ายดาย
เล่นเอาเจ้าตัวอย่างมู่หนานจือยังแปลกใจและเขินอายตัวเองไม่น้อย
“งั้นเจอกันคืนนี้นะครับ” หวังฮ่าวหรานส่งยิ้มกระชากใจทิ้งท้าย
มู่หนานจือโบกมือลา มองส่งรถของหวังฮ่าวหรานที่แล่นจากไป
จนกระทั่งรถของเขาลับสายตาไปแล้ว เธอยังคงยืนเหม่อมองอยู่ที่เดิมอีกพักใหญ่ กว่าจะดึงสายตากลับมาได้
แววตาของเธอฉายความหม่นหมองขึ้นมาเล็กน้อย
แต่พอคิดถึงนัดทานข้าวคืนนี้ ความหม่นหมองนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความลิงโลดใจอย่างรวดเร็ว
เธอกอดร่มกระดาษน้ำมันแนบอกราวกับเป็นของล้ำค่าหายาก หมุนตัวเดินกลับเข้าโรงแรม
แม้แต่จังหวะการก้าวเดิน ก็ยังดูเบาสบายและร่าเริงกว่าปกติมากนัก
เมื่อกลับถึงห้องพัก มู่หนานจือนั่งกอดร่มกระดาษน้ำมันพลางปล่อยใจล่องลอยไปไกล
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น
มู่หนานจือสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ลุกขึ้นไปเปิดประตู
เปี่ยนซูเหวินก้าวเดินเข้ามา สังเกตเห็นความผิดปกติของเพื่อนสาว จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ทำไมกอดร่มกระดาษไว้แบบนั้นล่ะ?”
มู่หนานจือชะงัก เพิ่งรู้ตัวว่าตอนลุกไปเปิดประตู เธอยังไม่ได้วางร่มลงเลย
ด้วยความเก้อเขิน เธอรีบเอาร่มไปวางไว้บนโต๊ะรับแขก
แต่ทว่าตอนวาง เธอกลับทำอย่างทะนุถนอมระมัดระวังเป็นที่สุด ราวกับกลัวว่ามันจะบุบสลาย
เปี่ยนซูเหวินยิ่งดูยิ่งแปลกใจ มองร่มสลับกับนึกถึงชุดที่มู่หนานจือใส่ตอนอยู่ศาลามู่หวาง จู่ๆเธอก็พูดโพล่งออกมาอย่างกับตาเห็น
“พี่สาว... อย่าบอกนะว่าไปเจอ ‘สวี่เซียน’ เข้าให้แล้ว?”
น้ำเสียงของเปี่ยนซูเหวินฟังดูขี้เล่น เหมือนกำลังสวมบทบาทเป็น ‘เสี่ยวชิง’ น้องสาวของนางพญางูขาว เพราะตอนออกจากศาลามู่หวางเธอรีบร้อนจนไม่ได้เปลี่ยนชุด จนถึงตอนนี้ก็ยังอยู่ในชุดสีเขียวมรกต
“นี่เธอเป็นหมอดูหรือไง?” มู่หนานจือถามกลับด้วยสีหน้าแปลกๆ
“จริงเหรอเนี่ย?!” เปี่ยนซูเหวินอุทานเสียงหลง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นอาการดีใจจนเนื้อเต้น รีบพุ่งเข้าไปจับมือมู่หนานจือ ไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็นลุกโชน “รีบเล่ามาเร็วเข้า! เป็นไงมาไง?”
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่แลกเบอร์ติดต่อกัน แล้วก็... เขาชวนฉันไปทานข้าวเย็นนี้” ใบหน้าของมู่หนานจือแดงซ่านด้วยความขัดเขินแบบที่เปี่ยนซูเหวินไม่เคยเห็นมาก่อน
เปี่ยนซูเหวินประหลาดใจระคนยินดีกับเพื่อนรัก “นี่เรียกว่าไม่มีอะไรได้ไง! ชวนกินข้าวเลยนะ แถมยังเป็นมื้อค่ำอีก มีลุ้นชัวร์ๆ”
แต่พูดไปพูดมา รอยยิ้มของเธอก็เริ่มจางลง “ว่าแต่ทำไมต้องนัดตอนกลางคืนด้วย ผู้ชายคนนี้คิดไม่ซื่อหรือเปล่า?”
“ตอนที่ชุดฉันเปียกน้ำจนดูไม่เรียบร้อย เขายังไม่มองด้วยสายตาโลมเลียเลย คนแบบนั้นจะเป็นคนไม่ดีได้ยังไง?” มู่หนานจือรีบแก้ต่างให้ทันควัน
แต่พอพูดจบ เธอก็เพิ่งรู้ตัวว่าหลุดปากออกไป
เปี่ยนซูเหวินทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ มองมู่หนานจือราวกับเห็นสัตว์หายาก ก่อนจะหัวเราะออกมา
“แหม... หัวใจสาวน้อยเริ่มหวั่นไหวแล้วสินะ”
มู่หนานจือหน้าแดงด้วยความอับอาย แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ เธอถอนหายใจเบาๆ
“คำพูดของเธอก่อนหน้านี้... ถูกเผงเลย”
“คำไหนเหรอ?” เปี่ยนซูเหวินงง
“ความรัก... เปรียบเสมือนยาพิษ” มู่หนานจือจ้องตาเพื่อนสาวแล้วพูดช้าๆ
เปี่ยนซูเหวินอึ้งไปครู่หนึ่ง เพราะเธอเองก็เข้าใจความรู้สึกนี้ดี จึงเลิกแซวแล้วเปลี่ยนมาอวยพรจากใจจริง
“ยินดีด้วยนะ”
“ยังเร็วไปที่จะพูดคำนั้น” มู่หนานจือถอนหายใจอีกเฮือก ความรู้สึกกังวลใจเริ่มก่อตัวขึ้น
เปี่ยนซูเหวินสังเกตเห็นท่าทีนั้น ก็พอเดาได้ลางๆว่าเพื่อนรักกำลังกังวลเรื่องอะไร
“นั่นไม่ใช่ความผิดของเธอสักหน่อย ทำไมต้องเอามาลงโทษตัวเองด้วยล่ะ?” เปี่ยนซูเหวินปลอบโยน
“พูดน่ะมันง่าย แต่สุดท้าย... ฉันก็ไม่บริสุทธิ์แล้วอยู่ดี” มู่หนานจือขมวดคิ้วแน่น
“ถ้าผู้ชายคนนั้นชอบเธอจริงๆ เขาจะไม่แคร์เรื่องนี้หรอก แต่ถ้าเขาถือสา ก็แสดงว่าคนคนนั้นไม่ใช่รักแท้... ถ้าไม่ใช่รักแท้ แล้วเธอจะไปแคร์เขาให้เสียเวลาทำไม สุดท้ายคนที่จะเจ็บก็คือตัวเธอเองนะ” เปี่ยนซูเหวินพยายามเกลี้ยกล่อม
“แต่ว่า...” มู่หนานจืออึกอัก
“เธอกลัวว่าเขาจะรังเกียจ แต่ก็ตัดใจจากเขาไม่ได้... ใช่ไหม?”
เปี่ยนซูเหวินเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เพื่อนรักของเธอเพิ่งเจออีกฝ่ายวันนี้เองไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงได้แคร์เขาขนาดนี้?
เธอชักอยากรู้แล้วสิว่าผู้ชายที่ทำให้มู่หนานจือหลงหัวปักหัวปำได้ขนาดนี้หน้าตาเป็นยังไง?
“อื้ม” มู่หนานจือพยักหน้ารับ
เปี่ยนซูเหวินขมวดคิ้ว ใจจริงอยากจะบอกให้มู่หนานจือเลิกยุ่งกับผู้ชายคนนั้นไปซะถ้าเขารังเกียจเรื่องในอดีต แต่พอเห็นอาการวิตกกังวลของเพื่อน... ขืนพูดยุส่งเดชไปแล้วมู่หนานจือตัดสินใจพลาด อาจจะเสียใจไปตลอดชีวิตก็ได้
คิดได้ดังนั้น เปี่ยนซูเหวินจึงเสนอทางออก
“งั้นก็ปิดบังเขาไปเลยสิ ถ้าถึงขั้นต้องมีอะไรกันจริงๆ ฉันมีวิธีช่วยตบตาเขาได้”
“อย่าลืมสิ ฉันเป็นหมอนะ”
“ฉันไม่อยากหลอกเขา” มู่หนานจือส่ายหน้าปฏิเสธทันที
‘จบกัน ยัยนี่เกินเยียวยาแล้ว’ เปี่ยนซูเหวินกลุ้มใจ นวดขมับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเสนออีกทาง
“งั้นเธอก็ลองหยั่งเชิงดูสิ ลองถามอ้อมๆดูว่าเขาถือสาเรื่องแบบนี้ไหม ถ้าเขาไม่ถือ เธอก็ค่อยบอกความจริง แต่ถ้าเขาถือ... ค่อยมาหาทางแก้กันอีกที ดีไหม?”
มู่หนานจือได้ยินดังนั้น แววตาก็เป็นประกายขึ้นมา
เปี่ยนซูเหวินอ่านสีหน้าออก รู้ว่าเพื่อนเริ่มคล้อยตาม จึงรีบเสริมต่อ
“ถ้าเธอคิดว่าวิธีนี้เวิร์กก็ต้องรีบลงมือ ทางที่ดีลองถามคืนนี้เลยตอนทานข้าว”
“เอาอย่างนี้ ฉันขอตามไปด้วยคนดีกว่า ฉันอยากเห็นหน้าจริงๆว่าคนที่เธอเจอเนี่ย เป็น ‘สวี่เซียน’ ผู้แสนดี หรือว่า ‘พานอัน[1]’ ผู้รูปงามกันแน่”
*****
[1] “พานอัน” หนึ่งในสี่ชายหนุ่มที่หล่อที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติจีน