เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 502 สถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่อ

บทที่ 502 สถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่อ

บทที่ 502 สถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่อ


ศาลามู่หวางตั้งตระหง่านอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำชิงหลิง มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าพันปี ในอดีตเคยเป็นหอแสดงดนตรีและการร่ายรำของราชสำนัก

เล่าขานกันว่า โอรสของฮ่องเต้องค์หนึ่งในสมัยโบราณได้มาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการที่นี่จึงได้สร้างศาลานี้ขึ้น ด้วยความโอ่อ่าตระการตา จึงดึงดูดเหล่าบัณฑิตและกวีมากมายให้แวะเวียนมาเยี่ยมชม พร้อมทั้งฝากผลงานบทกวีไว้เป็นอนุสรณ์นับไม่ถ้วน

บทกวีบางบทถึงขั้นมีชื่อเสียงขจรขจาย เล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงคนรุ่นหลัง

จนมีคำกล่าวที่ว่า หากมาเยือนชิงหลิงแล้วไม่ได้มาเดินชมศาลามู่หวาง ก็เหมือนมาไม่ถึง

…...

ยามสายของวัน

เปี่ยนซูเหวินลากมู่หนานจือออกจากโรงแรม มุ่งหน้ามายังบริเวณศาลามู่หวาง

สองข้างทางเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว

รูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นสะดุดตาของเปี่ยนซูเหวินและมู่หนานจือทำให้ผู้คนจำนวนมากหันมามองด้วยความตกตะลึงในความงาม

ทว่ามู่หนานจือที่เพิ่งประสบเหตุการณ์พลิกผันในชีวิต จิตใจจึงยังเปราะบางและอ่อนไหวเป็นพิเศษ เมื่อถูกสายตาหลายคู่จ้องมองสำรวจ จึงรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจอยู่บ้าง

เปี่ยนซูเหวินสังเกตเห็นอาการนั้น จึงจูงมือเธอเดินเลี่ยงออกจากจุดที่ผู้คนพลุกพล่าน

บริเวณรอบๆมีเรือลำเล็กให้เช่า เปี่ยนซูเหวินจึงเช่าเรือลำหนึ่ง พามู่หนานจือล่องเรือชมสายน้ำ

ผืนน้ำใสกระจ่าง ท้องฟ้าสีครามไร้เมฆหมอก

เมื่อทอดสายตาออกไปไกลอีกนิด ก็จะเห็นศาลามู่หวางที่ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า ดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม

เรือลำน้อยล่องลอยไปตามกระแสน้ำ

มู่หนานจือนั่งกอดเข่าอยู่ที่หัวเรือ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด รู้สึกว่าความอัดอั้นตันใจบรรเทาลงไปได้หลายส่วน

ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว...

เธอกำลังอยู่ในช่วงวัยที่งดงามที่สุดของผู้หญิง ความสวยสะพรั่งกำลังเบ่งบานเต็มที่

ตอนอยู่ที่เมืองหลวง ไม่รู้ว่ามีหนุ่มรูปงามและผู้มีความสามารถมากมายเพียงใดมาตามจีบ แต่เธอกลับไม่เคยสนใจไยดี

ไม่ใช่เพราะเธอแกล้งทำตัวถือดีหรือวางท่าสูงส่ง แต่เป็นเพราะเธอไม่มีความสนใจในเรื่องรักใคร่ระหว่างชายหญิงเลยแม้แต่น้อยนิด

เธอไม่เคยคิดเลยว่าในอนาคตจะต้องไปลงเอยกับผู้ชายคนไหน หรือแม้แต่ความคิดที่จะแต่งงานก็ไม่เคยมีอยู่ในหัว

เรื่องความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์... เอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะยากทำใจยอมรับอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นกลายเป็นปมฝังใจจนปล่อยวางไม่ได้

อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป ไม่จำเป็นต้องเก็บมาคิดให้รกสมอง

ชีวิตนี้ขอเพียงแค่ได้บรรลุศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นก็พอแล้ว

ส่วนเรื่องอื่น... ไม่สำคัญ

พอจัดระเบียบความคิดได้ อารมณ์ของมู่หนานจือก็ดีขึ้นมาก

เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เห็นเปี่ยนซูเหวินกำลังถือโทรศัพท์มือถือ ใบหน้าเปื้อนยิ้มขณะถ่ายภาพทิวทัศน์รอบตัว

พอถ่ายเสร็จ อีกฝ่ายก็กดส่งออกไปทันที

จากนั้นก็ถือโทรศัพท์รอข้อความตอบกลับด้วยท่าทางดีใจและคาดหวัง

แต่ผ่านไปหลายนาที ก็ยังไม่มีการตอบรับใดๆ

เปี่ยนซูเหวินเริ่มมีสีหน้าหงอยเหงาลงเล็กน้อย

“รูปวิวที่เธอเพิ่งถ่าย ส่งไปให้ใครเหรอ?” มู่หนานจือที่อารมณ์ดีขึ้นแล้ว พอเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเพื่อนสาว จึงเอ่ยปากชวนคุยแก้เบื่อ

“ก็ต้องส่งให้แฟนฉันสิ วันนี้เขาน่าจะหยุดเรียน แต่ไม่รู้ทำอะไรอยู่ ถึงไม่ยอมตอบข้อความฉันเลย” เปี่ยนซูเหวินบ่นอุบด้วยความน้อยใจ

มู่หนานจือพอจะเดาได้อยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำตอบจึงไม่ได้แปลกใจอะไร เพียงแค่รู้สึกไม่เข้าใจอย่างยิ่ง

“การเอาความสุขและความทุกข์ของตัวเองไปผูกติดไว้กับผู้ชายคนหนึ่ง... เธอไม่คิดว่ามัน... งมงายไปหน่อยเหรอ?”

“เขาสุขฉันก็สุข เขาทุกข์ฉันก็ทุกข์ ความรักมันก็เป็นแบบนี้แหละ เธอไม่คิดว่ามันโรแมนติกเหรอ? จะเรียกว่างมงายได้ยังไงกัน” เปี่ยนซูเหวินแย้งด้วยรอยยิ้ม

มู่หนานจือได้ฟัง สีหน้าแห่งความไม่เข้าใจก็ยิ่งฉายชัดขึ้นไปอีก

เปี่ยนซูเหวินรู้ว่าคุยไปตอนนี้เพื่อนก็คงไม่เข้าใจ จึงได้แต่หัวเราะ “ไว้สักวันถ้าเธอเจอคนคนนั้นเข้าจริงๆ เธอก็จะเข้าใจเอง”

“ไม่มีทางจะมีคนแบบนั้นหรอก และต่อให้มี...” มู่หนานจือค่อยๆเอ่ยปาก แต่พูดยังไม่ทันจบ จู่ๆเธอก็ชะงักไป ความเจ็บปวดสายหนึ่งพาดผ่านใบหน้าสวย

แต่มันเกิดขึ้นเพียงวูบเดียว ก่อนที่สีหน้าของเธอจะกลับมานิ่งสงบดังเดิม เธอพูดต่อว่า

“เธอจากเมืองหลวงมาได้แค่เดือนกว่าๆ แต่ฉันรู้สึกจริงๆนะว่าเธอเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน... คำว่า ‘รัก’ คำเดียวมันมีอิทธิพลต่อคนเราได้มากขนาดนี้เลยเหรอ?”

“ใช่ มันก็เหมือนยาพิษนั่นแหละ ฉันเองยังรู้สึกเลยว่าแทบจะจำตัวเองในอดีตไม่ได้แล้ว แต่ฉันกลับรู้สึกว่า... เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ” เปี่ยนซูเหวินพูดทีเล่นทีจริง ใบหน้าเอิบอิ่มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

มู่หนานจือเห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าเงียบๆ

…...

หวังฮ่าวหรานจอดรถที่ริมถนน พลางเช็กข้อความที่เพิ่งได้รับ พบว่าเป็นคลิปวิดีโอสั้นๆที่เปี่ยนซูเหวินส่งมา

ภาพในวิดีโอปรากฏตึกสูงทรงโบราณที่ดูคุ้นตา

หวังฮ่าวหรานเผลอมองออกไปนอกหน้าต่างรถ แล้วสายตาก็ปะทะเข้ากับตึกสูงหลังหนึ่ง... เขาเข้าใจสถานการณ์ทันที

นั่นมันศาลามู่หวางไม่ใช่เหรอ?

เปี่ยนซูเหวินอยู่ที่ศาลามู่หวาง?!

หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวาบ เขาเหลือบมองไปยังที่นั่งข้างคนขับโดยสัญชาตญาณ... เฟิ่งซวนซู่ผู้งดงามจนแทบหยุดหายใจนั่งอยู่ตรงนั้น

เฟิ่งซวนซู่คิดว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้ออกมาเที่ยวกับสามี จึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ นางจงใจแต่งหน้ามาอย่างประณีตบรรจง ทำให้ใบหน้าที่เดิมทีก็ไร้ที่ติอยู่แล้ว ยิ่งดูสวยสะกดวิญญาณเข้าไปใหญ่

จังหวะที่หวังฮ่าวหรานหันไปมอง เป็นจังหวะเดียวกับที่สบตาเฟิ่งซวนซู่พอดี ความรู้สึกหวั่นไหวถาโถมเข้ามาในใจอย่างไม่อาจควบคุม เขาเผลอจ้องมองเธอตาค้างไปครู่ใหญ่

เฟิ่งซวนซู่เห็นปฏิกิริยานั้นก็แอบยินดีอยู่ในใจ ไม่กล้าเอ่ยขัดจังหวะ แต่เมื่อเห็นเขาเหม่ออยู่นาน จึงเอ่ยถามขึ้นเบาๆ

“ที่นี่คือศาลามู่หวางหรือ?”

หวังฮ่าวหรานได้สติกลับมา เขาไม่ได้รู้สึกขัดเขินที่เผลอมองตาค้างเมื่อครู่ กลับตอบด้วยท่าทีสุขุมว่า “ใช่ เรามาถึงแล้ว”

ทั้งสองลงจากรถ

คู่หนุ่มหล่อสาวสวยดึงดูดความสนใจของผู้คนรอบข้างได้ในทันที

หวังฮ่าวหรานทำเป็นไม่สนใจสายตาเหล่านั้น เขาเดินทอดน่องไปตามทาง มุ่งหน้าสู่ศาลามู่หวางอย่างเชื่องช้า...

เพราะกลัวจะจ๊ะเอ๋กับเปี่ยนซูเหวิน เขาจึงเดินช้าแบบสุดๆ

เฟิ่งซวนซู่เองก็ไม่ได้รีบร้อน นางเดินเคียงข้างหวังฮ่าวหรานอย่างเงียบเชียบ ขณะที่เดินไหล่ชนไหล่ นางก็แกล้งใช้มือแตะหลังมือเขาเบาๆเป็นเชิงบอกใบ้

แต่... อีตาบ้านี่ดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องรู้ราวเอาเสียเลย

สิ่งที่เฟิ่งซวนซู่ไม่รู้ก็คือ สมาธิของหวังฮ่าวหรานจดจ่ออยู่กับสภาพแวดล้อมรอบตัว เขากำลังเปิดใช้งาน ‘ตาทิพย์’ สแกนพื้นที่อยู่ต่างหาก

หลังจากกวาดตามองจนทะลุปรุโปร่งและมั่นใจว่าปลอดภัย หวังฮ่าวหรานถึงลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วแอบส่งข้อความตอบเปี่ยนซูเหวิน

“นั่นมันศาลามู่หวางนี่นา เธอไปเที่ยวกับพวกเว่ยเว่ยเหรอ?”

“เปล่าหรอก ฉันมากับเพื่อนสนิทจากเมืองหลวงคนหนึ่งน่ะ” เปี่ยนซูเหวินตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

“ผู้หญิงหรือผู้ชาย?” หวังฮ่าวหรานรู้อยู่เต็มอก แต่ก็แกล้งถามไปงั้น จริงๆคือเขาแค่อยากรู้ว่าเพื่อนสาวของเปี่ยนซูเหวินคนนี้เป็นใครกันแน่

เปี่ยนซูเหวินมีฐานะเป็นถึงนางเอก เพื่อนของเธอก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นตัวละครสำคัญ

เปี่ยนซูเหวินพอเห็นข้อความ ก็เข้าใจไปเองว่าแฟนหนุ่มกำลังหึงหวงและใส่ใจ จึงแอบยิ้มแก้มปริก่อนพิมพ์ตอบว่า “ผู้หญิงค่ะ”

“ชื่ออะไรเหรอ?” หวังฮ่าวหรานถามต่อตามน้ำ

“ชื่อมู่หนานจือ เป็นซินแสฮวงจุ้ยหญิงที่มีชื่อเสียงมากในเมืองหลวง” เปี่ยนซูเหวินตอบไปตามความจริง

*****

จบบทที่ บทที่ 502 สถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่อ

คัดลอกลิงก์แล้ว