- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 498 ความเห็นแก่ตัว
บทที่ 498 ความเห็นแก่ตัว
บทที่ 498 ความเห็นแก่ตัว
คำทำนายแบบเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นกับตั้นไท่เหยาเยว่มาแล้ว
ตอนนั้นฉินฟานดีใจจนเนื้อเต้น หลงคิดเข้าข้างตัวเองว่า "ข่าวดี" ที่ว่าจะต้องเป็นเรื่องระหว่างเขากับเธอแน่ๆ
แต่หลังจากโดนความจริงตอกหน้าหงายมาแล้วรอบหนึ่ง ฉินฟานก็เริ่มรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวขึ้นบ้าง
คราวนี้พอมู่หนานจือมีสัญญาณแบบเดียวกัน ฉินฟานจึงไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเองอีก เขารู้ดีว่ามู่หนานจือเป็นคนรักสงบ จิตใจแน่วแน่ นอกจากเรื่องฮวงจุ้ยแล้ว เธอแทบไม่สนใจเรื่องทางโลกอื่นๆเลย
โดยเฉพาะเรื่องรักๆใคร่ๆของหนุ่มสาว
ตอนที่เขาสอนวิชาให้เธอ เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าความรู้สึกที่เธอมีต่อเขาคือความเคารพในฐานะอาจารย์เท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นเจือปน
เช่นนั้นแล้วเนื้อคู่ของมู่หนานจือจะมาเกี่ยวข้องอะไรกับเขาได้?
พอคิดได้แบบนี้ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวฉินฟานคือ... ต้องขัดขวาง!
อย่าให้มู่หนานจือมีความรักจะดีกว่า
ลูกศิษย์คนนี้มีพรสวรรค์ด้านฮวงจุ้ยสูงส่งหาตัวจับยาก แม้แต่ตัวเขาเองยังยอมรับว่าเรื่องฮวงจุ้ยเขาสู้มู่หนานจือในตอนนี้ไม่ได้แล้ว
ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็ควรจะสนับสนุนให้เธอมุ่งมั่นศึกษาศาสตร์ฮวงจุ้ยต่อไป ไม่ควรปล่อยให้ความรักมาฉุดรั้งให้เสียสมาธิ
แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าหวังดีกับศิษย์จริงๆ... ใช่ไหมล่ะ?
ฉินฟานใช้สถานะ "อาจารย์ผู้หวังดี" มาเป็นข้ออ้างหลอกตัวเอง
แต่ลึกๆในจิตใต้สำนึก... เขาแค่ไม่อยากเห็นมู่หนานจือไปเป็นของคนอื่นก็เท่านั้น
ถ้าผู้ชายในคำทำนายเป็นตนเอง เขาคงรีบอ้าแขนรับด้วยความยินดีปรีดาไปแล้ว
เพียงแต่... ฉินฟานไม่กล้ายอมรับความเห็นแก่ตัวของตัวเองตรงๆ
"หนานจือ อาจารย์ลองทำนายชะตาให้เธอแล้ว ช่วงนี้เธอจะมีเคราะห์หนัก ทางที่ดีควรรีบออกจากชิงหลิงโดยเร็วที่สุด"
ฉินฟานตีหน้าเคร่งขรึม ทำลายความเงียบขึ้นมา
ในคำทำนายบอกว่าเนื้อคู่ของมู่หนานจือจะปรากฏตัวที่ชิงหลิง
ถ้าไล่มู่หนานจือออกจากชิงหลิงได้ ก็เท่ากับตัดไฟแต่ต้นลม
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องโกหกคำโต
มู่หนานจือที่กำลังเคี้ยวขนมอย่างเหม่อลอยชะงักกึก เงยหน้าขึ้นมองฉินฟานด้วยแววตาตื่นตระหนก
คำว่า 'เคราะห์หนัก' กระทบใจเธออย่างจัง
"อาจารย์คะ เคราะห์หนักที่ว่า... คือเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วหรือยังไม่เกิดขึ้น?" มู่หนานจือถามกลับโดยสัญชาตญาณ
ฉินฟานแปลกใจ จากคำถามนี้ เขาเดาได้ทันทีว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับมู่หนานจือแน่ๆ
มิน่าล่ะ เธอถึงได้ดูหม่นหมองขนาดนี้
"ย่อมต้องเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิด" ฉินฟานตอบ
วิชาทำนายชะตาของเขาสามารถดูได้ทั้งอดีตและอนาคต
การดูอดีตคือการย้อนรอย ส่วนดูอนาคตคือการทำนายล่วงหน้า ซึ่งการย้อนรอยนั้นยากกว่าหลายเท่า
แต่อดีตเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ รู้ไปก็เท่านั้น ถ้าไม่จำเป็นจริงๆฉินฟานก็ไม่ค่อยดูอดีตให้ใคร
เหตุผลหลักก็คือ การทำนายชะตาคือการแอบดูลิขิตสวรรค์ การเปิดเผยความลับสวรรค์ย่อมนำมาซึ่งเคราะห์กรรม หรืออาจถึงขั้นโดนสวรรค์ลงโทษ
คนดวงซวยที่ริอาจเรียนวิชาพวกนี้ ทำนายชะตาให้คนอื่นไม่กี่ทีอาจจะอายุสั้นตายก่อนวัยอันควร
คนดวงแข็งอาจจะไม่ถึงตาย แต่ก็ไม่ควรทำนายชะตาพร่ำเพรื่อ
อย่างเทียนจีจื่อลูกศิษย์อีกคนของเขา ถือว่าเป็นคนดวงแข็งและวาสนาดีมาก แต่ตอนฝึกวิชาใหม่ๆดันลองของทำนายเรื่องบางอย่าง ผลคือหน้าตาดีๆกลายเป็นหน้าผีสิวเขรอะน่าเกลียดน่ากลัวไปตลอดชีวิต
ฉินฟานรู้ซึ้งถึงผลกระทบดี จึงไม่ค่อยใช้วิชานี้พร่ำเพรื่อ จะใช้ก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นหรือสังหรณ์ใจจริงๆเท่านั้น
และการทำนายปกติก็บอกได้แค่คร่าวๆ ไม่ลงลึกถึงรายละเอียด
ถ้าอยากรู้ลึกรู้จริง ต้องใช้วิชาต้องห้ามบางอย่าง ถึงจะเห็นภาพอดีตหรืออนาคตได้ชัดเจน แต่วิชาต้องห้ามพวกนี้แลกมาด้วยการสูญเสียอายุขัยและโชควาสนาอย่างมหาศาล
ซึ่งมันเท่ากับหาเรื่องตายชัดๆ ฉินฟานไม่มีวันใช้เด็ดขาด
พอมู่หนานจือได้ยินคำอธิบาย แววตาของเธอก็ยิ่งเคร่งเครียด
แค่นี้ชีวิตเธอยังบัดซบไม่พออีกเหรอ? ยังจะมีเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอีก?
หรือว่า... เธอจะต้องเจอเรื่องแบบนั้น... อีกรอบ?
เหตุการณ์เมื่อวานยังตามหลอกหลอน ชัดเจนในความทรงจำ
แต่พอลองคิดดูอีกที... เธอก็เสียความบริสุทธิ์ไปแล้ว จะมีอะไรน่ากลัวไปกว่านี้อีก?
แถมเธอยังมีภารกิจล้างแค้นเส้าหว่านหว่านที่ต้องสะสาง
จะให้หนีกลับไปง่ายๆได้ยังไง?
อีกอย่าง คำทำนายก็แค่การคาดเดา ไม่ใช่ว่าจะต้องเกิดขึ้นจริงเสมอไป
ในเมื่อรู้ล่วงหน้าแล้ว ขอแค่ระวังตัวให้ดี เธอก็น่าจะหลีกเลี่ยงเคราะห์กรรมนั้นได้
คิดได้ดังนั้น ความแค้นที่มีต่อศิษย์พี่เทียนจีจื่อก็ปะทุขึ้นมาอีกระลอก
ถ้าตอนนั้นเทียนจีจื่อบอกความจริงให้ชัดเจน ต่อให้เธอมาชิงหลิง เธอก็คงระวังตัวแจ ไม่พลาดท่าเจอกับฝันร้ายแบบนั้นแน่ๆ
"ฉันยังมีธุระต้องจัดการ ยังกลับไม่ได้ค่ะ ขอบคุณอาจารย์ที่เป็นห่วงนะคะ ฉันจะระวังตัว" มู่หนานจือตอบหลังจากไตร่ตรองดีแล้ว
เธอจงใจไม่พูดถึงเรื่องที่เทียนจีจื่อฝากมาทักทายฉินฟานแม้แต่คำเดียว
"หนานจือ ไม่ได้นะ เธอ..." ฉินฟานพยายามจะกล่อมให้เธอเปลี่ยนใจ
แต่ยังพูดไม่ทันจบ เสียงใครบางคนก็แทรกขึ้นมา
"ฉินฟาน?"
เจ้าของเสียงคือเปี่ยนซูเหวิน
ฉินฟานชะงัก ขยับหมวกขึ้นเล็กน้อย เงยหน้ามองต้นเสียง พบหญิงสาวไม่คุ้นหน้า
เพราะหมวกที่กดต่ำบดบังทัศนวิสัย บวกกับความสนใจของเขาอยู่ที่มู่หนานจือ ทำให้เพิ่งจะเห็นหน้าผู้หญิงข้างๆชัดๆก็ตอนนี้
ความงามระดับเทพธิดาของเธอทำให้ดวงตาของฉินฟานเป็นประกายวูบหนึ่ง
แต่เพียงเสี้ยววินาที ประกายนั้นก็ดับวูบลง
ฉินฟานรู้สึกหนาวๆร้อนๆ รีบกดหมวกปิดหน้า กลัวผู้หญิงคนนี้จะจำหน้าเขาได้
เขาไม่เคยเจอเธอมาก่อน แต่เธอกลับรู้จักเขา แสดงว่าเธอรู้จักเขาฝ่ายเดียว
แต่ดูเหมือนปฏิกิริยาของฉินฟานจะช้าเกินไป
"เป็นนายจริงๆด้วย" วินาทีที่ฉินฟานเงยหน้า เปี่ยนซูเหวินก็มั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
ผู้ชายคนนี้ก็คืออาจารย์ของพี่ใหญ่... ไอ้โรคจิตที่เรียกชื่อพี่ใหญ่ตอนทำเรื่องบัดสีนั่นเอง!
"คุณจำคนผิดแล้ว" ฉินฟานพยายามแถ
แต่คำแก้ตัวนี้ฟังดูไร้น้ำหนักสิ้นดี
"จะจำผิดได้ไง ตอนนี้นายดังระเบิดระเบ้อ ใครๆเขาก็รู้จักทั้งนั้น" เปี่ยนซูเหวินเหน็บแนม
ฉินฟานอยากจะแทรกแผ่นดินหนี แต่ก็ยังหน้าด้านเถียงกลับ "เราไม่เคยมีเรื่องกันมาก่อน จำเป็นต้องพูดจาถากถางกันขนาดนี้เลยเหรอ?"
"ตั้นไท่เหยาเยว่คือพี่ใหญ่ของฉัน" เปี่ยนซูเหวินพูดเรียบๆ
ฉินฟานสะอึก เข้าใจแจ่มแจ้งทันทีว่าทำไมถึงโดนด่า ความละอายใจจุกอกจนพูดไม่ออก เหมือนมีก้อนอะไรมาปิดกั้นลำคอ
"เป็นอาจารย์ประสาอะไร แอบจินตนาการถึงลูกศิษย์แล้วทำเรื่องพรรค์นั้น คนแบบนายเนี่ย..." เปี่ยนซูเหวินแค่นหัวเราะอย่างเย้ยหยัน
*****