- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 496 ใจสลาย
บทที่ 496 ใจสลาย
บทที่ 496 ใจสลาย
“วางใจเถอะ ข้าจะเก็บความลับนี้ไว้อย่างดี รับรองว่าไม่หลุดออกไปแน่นอน แต่... หากข้าเป็นอะไรไป หรือนิกายพิษถูกเล่นงาน ความลับนี้คงได้รู้กันทั่วโลก” เส้าหว่านหว่านเริ่มข่มขู่
มู่หนานจือกัดฟันแน่น สมองประมวลผลเพื่อหาวิธีแก้แค้นสารพัด แต่สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจ ส่งสายตาเย็นยะเยือกจ้องหน้าเส้าหว่านหว่าน
“นังปีศาจ สักวันแกจะถูกกรรมตามสนอง!”
ได้ยินแบบนี้ เส้าหว่านหว่านไม่เพียงไม่กลัว แต่กลับยิ้มออกมา
คำตอบของมู่หนานจือเท่ากับยอมจำนนแบบอ้อมๆแล้ว
เส้าหว่านหว่านลอบดีใจ แต่พอเห็นสายตาอาฆาตแค้นของมู่หนานจือที่จ้องเขม็งมา ก็รู้สึกผิดปนสะใจอย่างบอกไม่ถูก
“จริงๆแล้วข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเจ้าหรอกนะ ขอโทษที”
ยิ่งพูดเหมือนยิ่งราดน้ำมันเข้ากองไฟ แววตาของมู่หนานจือยิ่งเย็นชาจนน่าขนลุก
เส้าหว่านหว่านเริ่มใจคอไม่ดี รีบพูดพล่ามไปเรื่อย “อย่ามองกันแบบนั้นสิ เอางี้ หากเจ้าไม่พอใจ ข้ายอมให้เจ้าเอาคืนด้วยวิธีเดียวกันเลย?”
พูดจบก็นึกขึ้นได้ รีบแก้ไขคำพูด “อ้อ ลืมไป เจ้าเป็นสตรี ไม่มี ‘อุปกรณ์’ นั้นนี่นา งั้นเอาแบบนี้... รอเจ้ามีแฟนแต่งงานเมื่อไหร่ ให้คนรักของเจ้ามาเอาคืนกับข้าแทนก็ได้ ข้าสัญญาว่าจะไม่ขัดขืน ตกลงไหม?”
แน่นอนว่านางก็แค่พูดไปงั้นแหละ หวังจะเบี่ยงเบนความสนใจและทำให้อารมณ์ของมู่หนานจือเย็นลงบ้าง
มู่หนานจือนิ่งเงียบ ไม่ตอบโต้
“ไม่พูดถือว่าตกลงนะ!” เส้าหว่านหว่านสรุปเอาเองเสร็จสรรพ
นางมองท้องฟ้า แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบ ความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา
“จะมืดแล้ว รีบไปจากที่นี่กันเถอะ” เส้าหว่านหว่านช้อนตัวอุ้มมู่หนานจือขึ้นในท่าเจ้าหญิง
สภาพมู่หนานจือตอนนี้เดินเองไม่ไหวแน่ๆ มีทางนี้ทางเดียว
เส้าหว่านหว่านมีวรยุทธ์สูงกว่ามู่หนานจือมาก แถมมู่หนานจือก็ตัวเบาหวิว นางเลยอุ้มได้สบายๆ ไม่รู้สึกหนักเลยสักนิด
มู่หนานจือถูกสกัดจุด ขยับตัวไม่ได้ ได้แต่จำยอมให้เส้าหว่านหว่านพาตัวไป
แต่จังหวะที่ตัวลอยจากพื้น หางตาของเธอก็เหลือบไปเห็นรอยเลือดเป็นหย่อมๆบนพื้นหญ้า
คำว่า ‘เคราะห์โลหิตพร่างพราย’ ผุดขึ้นมาในหัว และวนเวียนไม่จางหาย
มู่หนานจือนึกย้อนไปถึงบทสนทนากับศิษย์พี่เทียนจีจื่อที่สวนในบ้านก่อนเดินทางออกจากเมืองหลวง
ตอนนั้นเธอก็รู้สึกตะหงิดๆกับคำพูดของเขาอยู่แล้ว
ตอนนี้พอนึกย้อนกลับไป ทุกอย่างก็กระจ่างแจ้ง
ศิษย์พี่เทียนจีจื่อรู้อยู่แล้วว่ามาเมืองชิงหลิงแล้วเธอจะเจอเคราะห์กรรมแบบนี้ แต่ก็ยังคะยั้นคะยอให้เธอมา แถมยังเร่งให้รีบมาอีก...
ความโกรธแค้นและความเสียใจถาโถมเข้ามาในใจมู่หนานจือ
ชีวิตเธออาภัพ พ่อแม่ตายจากไปตั้งแต่เด็ก เธอรักและเคารพศิษย์พี่คนนี้เหมือนพี่ชายแท้ๆ
แต่สุดท้าย... คนที่เธอไว้ใจที่สุดกลับหักหลังเธอได้ลงคอ
เส้าหว่านหว่านแบกมู่หนานจือลงจากเขา ไปส่งยังโรงแรมที่มู่หนานจือจองไว้
ถึงห้องพัก เส้าหว่านหว่านถึงคลายจุดให้
มู่หนานจือขยับตัวได้แล้ว แต่กลับไม่กล้าเคลื่อนไหว
เพราะแค่ขยับนิดเดียว ความเจ็บปวดที่อธิบายไม่ได้ก็แล่นปราดไปทั่วร่าง จนเหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มหน้าผากขาวเนียน
“สหายสนิทเจ้า... เปี่ยนซูเหวินก็อยู่เมืองชิงหลิงนี่ เรียกมารักษาให้สิ” เส้าหว่านหว่านแนะนำ
“ไม่ต้องมายุ่ง ไสหัวไปซะ” มู่หนานจือขมวดคิ้วไล่
“คนหวังดีแท้ๆดันไม่รับ ตามใจละกัน ถ้ามีผลข้างเคียงอะไรขึ้นมาระวังจะเสียใจทีหลังล่ะ” เส้าหว่านหว่านยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ยิ้มยียวนแล้วเดินออกจากห้องไป พร้อมดึงประตูปิดให้
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
มู่หนานจือสีหน้าคร่ำเครียด หยิบมือถือขึ้นมา กดโทรหาศิษย์พี่เทียนจีจื่อ
“ฮัลโหล ศิษย์น้อง ถึงชิงหลิงแล้วเหรอ เป็นไงบ้าง?” เสียงหัวเราะร่าเริงของเทียนจีจื่อดังมาตามสาย
“ฉันไปทำอะไรให้ศิษย์พี่เจ็บแค้นนักหนา ถึงต้องทำร้ายกันขนาดนี้?” มู่หนานจือกัดฟันถาม
ได้ยินน้ำเสียงเย็นชา เสียงหัวเราะของเทียนจีจื่อก็เงียบลง “ศิษย์น้อง... ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ?”
“ในเมื่อคุณคำนวณรู้ล่วงหน้าแล้ว ยังจะมาแกล้งถามทำไม” มู่หนานจือแค่นเสียง “เคราะห์โลหิตพร่างพราย... สมพรปากจริงๆ!”
เทียนจีจื่อเริ่มรู้สึกลางไม่ดี รีบแก้ตัวพัลวัน
“ศิษย์น้อง ฟังฉันก่อน ฉันคำนวณได้ว่าการไปชิงหลิงครั้งนี้เธอจะได้เจอเนื้อคู่ ฉันอยากให้เธอสมหวังในความรัก ฉันทำเพื่อความหวังดีต่อเธอนะ หรือว่า... เกิดเรื่องผิดพลาดอะไรขึ้น?”
เนื้อคู่? ได้ยินคำนี้ มู่หนานจือรู้สึกเหมือนโดนตบหน้า
เจ้ากรรมนายเวรสิไม่ว่า!
“แล้วทำไมคุณไม่บอกความจริงกับฉันตั้งแต่แรก?” มู่หนานจือคาดคั้น
“ขืนบอกไปตรงๆเธอคงไม่ยอมไปแน่ ฉันเลยต้องปิดบังไว้ก่อน แต่อย่างไรเสีย เจตนาของฉันก็บริสุทธิ์ ทำเพื่อตัวเธอทั้งนั้น” เทียนจีจื่อพยายามอธิบาย
“เคราะห์โลหิตพร่างพรายเนี่ยนะ... เพื่อฉัน?” มู่หนานจือถามกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ฉันอาจจะคำนวณคลาดเคลื่อนไปบ้าง เดี๋ยวขอเวลาคำนวณใหม่แป๊บหนึ่ง แล้วจะรีบโทรกลับนะ” เทียนจีจื่อเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์ชักจะไปกันใหญ่ รีบหาทางลง
ติ๊ด
สายถูกตัดไปดื้อๆ
เทียนจีจื่อคิดเข้าข้างตัวเองว่ามู่หนานจือคงยอมรับฟังเหตุผลแล้ว
เขาวางมือถือรุ่นปู่ลง แล้วเริ่มคำนวณดวงชะตาใหม่อีกครั้ง
ไม่นานผลลัพธ์ก็ปรากฏ
เทียนจีจื่อยิ้มออก รีบโทรกลับหามู่หนานจือ
แต่... สายไม่ว่าง
โทรไปอีกกี่รอบก็ยังไม่ว่าง
เทียนจีจื่อเริ่มสังหรณ์ใจว่า... เขาคงโดนศิษย์น้องบล็อกเบอร์ไปเรียบร้อยแล้ว
พอรู้ตัว เขาก็เลิกโทร
สีหน้ากลับมาผ่อนคลายสบายใจ
การคำนวณครั้งก่อนอาจมีข้อผิดพลาดเล็กน้อย แต่ทิศทางโดยรวมไม่ผิดเพี้ยน
สิ่งที่ศิษย์น้องเจอ อาจดูเหมือนเคราะห์ร้าย แต่ผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาดี
ตอนนี้ศิษย์น้องอาจจะเกลียดเขา แต่เชื่อเถอะ อีกไม่นานเธอจะต้องขอบคุณเขาแน่นอน
…...
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูห้องพักดังขึ้น มู่หนานจือฝืนลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก ค่อยๆลากสังขารไปเปิดประตู
ประตูเปิดออก เปี่ยนซูเหวินในชุดเรียบง่ายสบายตาก็ปรากฏตัวขึ้น
“คิดถึงฉันขนาดนั้นเลยเหรอ? ถึงกับลงทุนบินมาหาถึงชิงหลิง...” เปี่ยนซูเหวินยิ้มร่า เตรียมจะแซวเพื่อนรักให้หายคิดถึง แต่พอเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของมู่หนานจือ เธอก็หุบยิ้มทันที เปลี่ยนเป็นถามด้วยความเป็นห่วง
“หหนานจือ สีหน้าเธอไม่ค่อยดีเลย ไม่สบายหรือเปล่า?”
มู่หนานจือที่ฝืนเข้มแข็งมาตลอด พอได้เจอเพื่อนรัก ทำนบน้ำตาก็พังทลาย โผเข้ากอดเปี่ยนซูเหวินพลางร้องไห้โฮ
เปี่ยนซูเหวินรู้ทันทีว่าต้องเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นแน่ แต่ก็ยังไม่ถามอะไร ปล่อยให้เพื่อนร้องไห้ระบายความอัดอั้นออกมาจนพอใจ
ผ่านไปพักใหญ่ เสียงร้องไห้ของมู่หนานจือค่อยๆซาลง
“เล่าให้ฉันฟังได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?” เปี่ยนซูเหวินถามอย่างอ่อนโยน
มู่หนานจือไม่อยากพูดถึงเรื่องนั้น เธอเพียงขอให้เปี่ยนซูเหวินช่วยตรวจร่างกายให้
เปี่ยนซูเหวินไม่เซ้าซี้ แต่ในฐานะหมอเทวดา แค่ตรวจดูอาการ เธอก็พอจะเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น
*****