- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 448 เรียกมาปรับทัศนคติ
บทที่ 448 เรียกมาปรับทัศนคติ
บทที่ 448 เรียกมาปรับทัศนคติ
คำพูดเหล่านี้ที่หวังฮ่าวหรานเอ่ยออกไปไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ แต่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วน
ค่าความประทับใจที่หยุนชูหรานมีต่อเขานั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จะให้เธอเชื่อฟังแต่โดยดีคงเป็นไปไม่ได้
ตอนนี้เขาอยากทุ่มสมาธิทั้งหมดไปกับการจัดการฉินฟาน จึงไม่อยากเสียเวลากับหยุนชูหรานมากนัก
แต่จะปล่อยเธอให้กลับสำนักไปดื้อๆก็ไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีอะไรผูกมัดไว้ เธอก็คงจะไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับสำนักใหญ่อื่นๆเหมือนเดิม
หวังฮ่าวหรานไม่อยากเห็นเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น แต่ตอนนี้เขาก็ไม่มีอารมณ์จะจีบเธอ อาศัยจังหวะที่เธอเข้าใจผิดอยู่นี้ ตัดสินใจใช้วิธีนี้แหละดีที่สุด
วิชาที่เขาแอบใช้อย่างเงียบเชียบเพื่อสะกดหยุนชูหรานคือพลังระดับที่เหนือกว่าปรมาจารย์ใหญ่ฮวาจิ้น ต้องมีกำลังภายในระดับสองร้อยปีขึ้นไปเท่านั้นถึงจะทำได้
หยุนชูหรานมาจากสำนักใหญ่ แม้ฝีมือจะยังไม่ถึงขั้น แต่เรื่องความรู้และประสบการณ์ย่อมไม่เป็นสองรองใคร
เมื่อเจอกับพลังระดับนี้ เธอย่อมต้องหวาดกลัวจนไม่กล้าขยับตัวทำอะไรบุ่มบ่าม เว้นแต่ว่าเธออยากจะลากคนทั้งสำนักตกตายตามไปด้วย
แต่ดูจากนิสัยที่ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของสำนักแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะยอมแลกด้วยชีวิตของคนในตระกูล
ขอแค่ดึงรั้งหยุนชูหรานไว้ได้ก่อน พอจัดการฉินฟานเสร็จเมื่อไหร่ ค่อยกลับมาจัดการเธอทีหลังก็ยังไม่สาย
หยุนชูหรานได้ยินข้อเสนอแกมบังคับนั้นถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ พอตั้งสติได้ นางก็โพล่งออกมาด้วยความไม่พอใจ
“ไม่! ข้าไม่ยอมรับ!”
ในความคิดของนาง คนที่มีพลังเหนือกว่าบิดาของนางอายุอานามคงไม่ใช่น้อยๆ
อย่างต่ำก็ต้องแปดสิบ เผลอๆอาจจะเหยียบร้อยปีเข้าไปแล้ว
ถึงนางจะเห็นแก่ผลประโยชน์ของสำนักแค่ไหน แต่จะให้ไปแต่งงานกับตาแก่หนวดเคราขาวโพลน นางก็ทำใจไม่ได้จริงๆ
“ได้ ฉันเคารพการตัดสินใจของเธอ” หวังฮ่าวหรานยิ้มบางๆแล้วพูดกับอากาศธาตุ “ผู้อาวุโส เชิญจัดการได้เลยครับ”
พูดจบ เขาก็แอบเพิ่มพลังลมปราณอย่างแนบเนียน
หยุนชูหรานรู้สึกได้ทันทีว่าตาข่ายลมปราณไร้สภาพซึ่งตรึงร่างนางอยู่กำลังบีบรัดเข้ามาเรื่อยๆ
นางไม่สงสัยเลย ว่าหากเป็นแบบนี้ต่อไป ร่างของนางคงแหลกเหลวตายคาที่แน่นอน
“เดี๋ยว! มาคุยกันก่อนได้! บอกให้ท่านผู้อาวุโสหยุดมือก่อน!” หยุนชูหรานร้องเสียงหลงด้วยความตื่นตระหนก
“เธอไม่มีสิทธิ์ต่อรอง” หวังฮ่าวหรานตอบเสียงเรียบ ก่อนจะเสริมด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “หลังจากเธอตาย อีกไม่นานคนในสำนักของเธอก็จะตามไปอยู่เป็นเพื่อนเธอเอง”
ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจของหยุนชูหราน
นางรู้ดีว่ายอดฝีมือระดับนี้ การจะกวาดล้างสำนักของนางไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
“ข้า... ข้าตกลง!” หยุนชูหรานไม่อยากตาย และยิ่งไม่อยากให้คนในสำนักต้องมารับเคราะห์ จึงรีบกลับคำทันควัน
“นี่เหรอที่เธอเรียกว่าศักดิ์ศรี?” หวังฮ่าวหรานเยาะเย้ย
หยุนชูหรานกัดฟันกรอด อยากจะตะโกนใส่หน้าเขาว่า ‘ถ้าไม่มีใครคุ้มกะลาหัว เจ้าโดนข้าตบคว่ำไปนานแล้ว!’
แต่เพื่อรักษาหน้าอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ นางจึงตอบกลับไปว่า “เขาเรียกว่ารู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”
หวังฮ่าวหรานหัวเราะเบาๆกับการหาคำมาแก้ตัวให้ตัวเองดูดีของเธอ
เมื่อได้รับอิสระ หยุนชูหรานก็หันซ้ายแลขวา กวาดสายตามองหาเงาร่างของยอดฝีมือลึกลับคนนั้น
แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นเพียงเหล่านักศึกษาเดินกันขวักไขว่ ไม่มีวี่แววของชายชราแม้แต่เงา
หยุนชูหรานจึงล้มเลิกความตั้งใจ ยอดฝีมือระดับนี้ไปมาไร้ร่องรอย ถ้าเขาไม่อยากให้เห็น ต่อให้พลิกแผ่นดินหาก็คงไม่เจอ
นางละสายตากลับมามองหวังฮ่าวหราน แล้วถามด้วยความสงสัย
“เจ้าเป็นนายน้อยจากสำนักระดับสุดยอดสำนักใดในยุทธภพ?”
นางปักใจเชื่อว่าคนที่มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับเทพคอยคุ้มกันขนาดนี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาในโลกปุถุชนแน่ๆ
มีเพียงนายน้อยจากสำนักอันยิ่งใหญ่เท่านั้นถึงจะมีวาสนานี้
หวังฮ่าวหรานมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ “ถามทำไม? หรือว่าเปลี่ยนใจอยากจะเชื่อมสัมพันธ์กับสำนักผ่านฉันแล้ว?”
“อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย ถึงข้าจะทำเพื่อสำนัก แต่ข้าก็มีมาตรฐานในการเลือกสามี อย่างน้อย... เขาต้องไม่ใช่คนอ่อนแออย่างเจ้า”
หยุนชูหรานแม้จะกลัว แต่ก็ทนความหมั่นไส้ท่าทางอวดดีของหวังฮ่าวหรานไม่ไหว จึงแขวะกลับไป
“ฉันดูอ่อนขนาดนั้นเลยเหรอ?” หวังฮ่าวหรานขมวดคิ้ว
“ถ้าไม่อ่อนแอแล้วจะต้องมีคนคอยคุ้มกันทำไม?” หยุนชูหรานยิ้มเยาะมุมปาก
หวังฮ่าวหรานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมา
ตรรกะของหยุนชูหรานก็ฟังดูมีเหตุผล เพราะคนที่มีฝีมือพอตัวย่อมไม่ต้องการบอดี้การ์ดมาคอยประกบ
ยิ่งอยู่ในโลกปุถุชนที่ดูปลอดภัยแบบนี้ จะมีอันตรายอะไร?
“ไปได้แล้ว” หวังฮ่าวหรานคร้านจะอธิบาย โบกมือไล่เธอเหมือนไล่แมลงวัน
หยุนชูหรานเห็นดังนั้นก็ไม่กล้าอยู่ต่อ
เกิดเรื่องวุ่นวายมากมายที่ชิงหลิง นางต้องรีบกลับไปรายงานทางสำนักโดยด่วน
ในเวลาเดียวกัน
ณ ห้องทำงานของหลิวเยว่ ตึกคณะบริหารธุรกิจ
“ศาสตราจารย์หลิวครับ ผ่านมาหลายวันแล้ว เรื่องที่ผมจะเข้าสอนพอจะจัดตารางให้ได้หรือยังครับ?” หลินโม่ยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน เอ่ยถามหลิวเยว่อย่างนอบน้อม
หลังจากเหตุการณ์ขายหน้าในสนามบาส หลินโม่ก็เก็บตัวเงียบไปพักใหญ่ ตอนนี้เขาปรับอารมณ์ได้แล้ว พร้อมจะกลับมาสู้ใหม่เพื่อล่าค่าการยอมรับ
การสอนนักศึกษาเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเรียกค่าการยอมรับ
“อืม เดี๋ยวขอดูตารางก่อน”
หลิวเยว่ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะรับปากไว้แล้ว เพียงแต่คราวก่อนหวังฮ่าวหรานมาป่วนจนต้องเลื่อนออกไป
“บ่ายนี้ คาบสอง ห้อง 113 คุณไปสอนแทนฉันได้เลย” หลิวเยว่เช็กตารางแล้วบอก
หลินโม่ดีใจจนเนื้อเต้น พยักหน้ารับคำแล้วหันหลังจะเดินออกไป แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวเขาก็หยุดชะงักแล้วหันกลับมา
“ศาสตราจารย์หลิวครับ หวังฮ่าวหรานก็อยู่ห้อง 113 เรื่องคราวก่อน... ศาสตราจารย์คงยังไม่ลืมใช่ไหมครับ?”
“แน่นอน” หลิวเยว่พยักหน้า “แต่พวกคุณแค่มีเรื่องกันนิดหน่อยเองนี่นา คราวก่อนเขาแค่มาก่อกวนเฉยๆ แล้ววันนี้ฉันก็จะเข้าไปฟังด้วย เขาคงไม่กล้าทำอะไรหรอก”
แต่หลินโม่ไม่วางใจ คราวที่แล้วหลิวเยว่ก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะแบบนี้แหละ แต่สุดท้ายดันเทงานไปคุยกับแฟนเฉย
เพื่อความปลอดภัย หลินโม่จึงเสนอว่า
“ศาสตราจารย์หลิวครับ ผมว่าศาสตราจารย์เรียกเขามาคุยหน่อยดีกว่า ไม่งั้นผมคงสอนไประแวงไป”
“ก็ได้” หลิวเยว่รับปาก
ยังไงหลินโม่ก็เป็นลูกศิษย์ปริญญาโทในที่ปรึกษาของเธอ เป็นคนขยันตั้งใจเรียน ทำงานละเอียดรอบคอบ
หลิวเยว่เองก็อยากให้โอกาสเขาได้ฝึกสอนเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เผื่อวันหน้าจะได้เลื่อนขั้นเป็นอาจารย์ประจำ
ถ้าลูกศิษย์ได้ดี อาจารย์อย่างเธอก็มีหน้ามีตาไปด้วย
คิดได้ดังนั้น หลิวเยว่จึงหยิบโทรศัพท์ กดโทรออก
“มาหาฉันที่ห้องพักอาจารย์” หลิวเยว่พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมแบบอาจารย์คุยกับลูกศิษย์
วางสายแล้ว เธอก็หันไปบอกหลินโม่
“คุณออกไปก่อนเถอะ ฉันจะคุยกับหวังฮ่าวหรานเป็นการส่วนตัว”
หลินโม่ใจจริงอยากจะอยู่ฟังด้วย แต่พออาจารย์ไล่ทางอ้อมแบบนี้ ก็จำต้องถอย
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” หลินโม่เดินออกจากห้องไป
ผ่านไปพักใหญ่ ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิด
หวังฮ่าวหรานเดินอาดๆเข้ามาอย่างถือวิสาสะ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามหลิวเยว่อย่างสบายใจเฉิบ แล้วถามขึ้นลอยๆ
“มีอะไรครับ?”
เห็นท่าทางไร้มารยาทแบบนั้น หลิวเยว่ก็ขมวดคิ้วมุ่น “ที่นี่มหาลัยนะ ช่วยรู้กาลเทศะหน่อย ฉันเป็นอาจารย์ นายเป็นนักเรียน มือทำด้วยทองคำหรือไงฮะ? เข้าห้องอาจารย์หัดเคาะประตูบ้าง!”
*****