เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 448 เรียกมาปรับทัศนคติ

บทที่ 448 เรียกมาปรับทัศนคติ

บทที่ 448 เรียกมาปรับทัศนคติ


คำพูดเหล่านี้ที่หวังฮ่าวหรานเอ่ยออกไปไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ แต่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วน

ค่าความประทับใจที่หยุนชูหรานมีต่อเขานั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จะให้เธอเชื่อฟังแต่โดยดีคงเป็นไปไม่ได้

ตอนนี้เขาอยากทุ่มสมาธิทั้งหมดไปกับการจัดการฉินฟาน จึงไม่อยากเสียเวลากับหยุนชูหรานมากนัก

แต่จะปล่อยเธอให้กลับสำนักไปดื้อๆก็ไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีอะไรผูกมัดไว้ เธอก็คงจะไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับสำนักใหญ่อื่นๆเหมือนเดิม

หวังฮ่าวหรานไม่อยากเห็นเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น แต่ตอนนี้เขาก็ไม่มีอารมณ์จะจีบเธอ อาศัยจังหวะที่เธอเข้าใจผิดอยู่นี้ ตัดสินใจใช้วิธีนี้แหละดีที่สุด

วิชาที่เขาแอบใช้อย่างเงียบเชียบเพื่อสะกดหยุนชูหรานคือพลังระดับที่เหนือกว่าปรมาจารย์ใหญ่ฮวาจิ้น ต้องมีกำลังภายในระดับสองร้อยปีขึ้นไปเท่านั้นถึงจะทำได้

หยุนชูหรานมาจากสำนักใหญ่ แม้ฝีมือจะยังไม่ถึงขั้น แต่เรื่องความรู้และประสบการณ์ย่อมไม่เป็นสองรองใคร

เมื่อเจอกับพลังระดับนี้ เธอย่อมต้องหวาดกลัวจนไม่กล้าขยับตัวทำอะไรบุ่มบ่าม เว้นแต่ว่าเธออยากจะลากคนทั้งสำนักตกตายตามไปด้วย

แต่ดูจากนิสัยที่ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของสำนักแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะยอมแลกด้วยชีวิตของคนในตระกูล

ขอแค่ดึงรั้งหยุนชูหรานไว้ได้ก่อน พอจัดการฉินฟานเสร็จเมื่อไหร่ ค่อยกลับมาจัดการเธอทีหลังก็ยังไม่สาย

หยุนชูหรานได้ยินข้อเสนอแกมบังคับนั้นถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ พอตั้งสติได้ นางก็โพล่งออกมาด้วยความไม่พอใจ

“ไม่! ข้าไม่ยอมรับ!”

ในความคิดของนาง คนที่มีพลังเหนือกว่าบิดาของนางอายุอานามคงไม่ใช่น้อยๆ

อย่างต่ำก็ต้องแปดสิบ เผลอๆอาจจะเหยียบร้อยปีเข้าไปแล้ว

ถึงนางจะเห็นแก่ผลประโยชน์ของสำนักแค่ไหน แต่จะให้ไปแต่งงานกับตาแก่หนวดเคราขาวโพลน นางก็ทำใจไม่ได้จริงๆ

“ได้ ฉันเคารพการตัดสินใจของเธอ” หวังฮ่าวหรานยิ้มบางๆแล้วพูดกับอากาศธาตุ “ผู้อาวุโส เชิญจัดการได้เลยครับ”

พูดจบ เขาก็แอบเพิ่มพลังลมปราณอย่างแนบเนียน

หยุนชูหรานรู้สึกได้ทันทีว่าตาข่ายลมปราณไร้สภาพซึ่งตรึงร่างนางอยู่กำลังบีบรัดเข้ามาเรื่อยๆ

นางไม่สงสัยเลย ว่าหากเป็นแบบนี้ต่อไป ร่างของนางคงแหลกเหลวตายคาที่แน่นอน

“เดี๋ยว! มาคุยกันก่อนได้! บอกให้ท่านผู้อาวุโสหยุดมือก่อน!” หยุนชูหรานร้องเสียงหลงด้วยความตื่นตระหนก

“เธอไม่มีสิทธิ์ต่อรอง” หวังฮ่าวหรานตอบเสียงเรียบ ก่อนจะเสริมด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “หลังจากเธอตาย อีกไม่นานคนในสำนักของเธอก็จะตามไปอยู่เป็นเพื่อนเธอเอง”

ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจของหยุนชูหราน

นางรู้ดีว่ายอดฝีมือระดับนี้ การจะกวาดล้างสำนักของนางไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย

“ข้า... ข้าตกลง!” หยุนชูหรานไม่อยากตาย และยิ่งไม่อยากให้คนในสำนักต้องมารับเคราะห์ จึงรีบกลับคำทันควัน

“นี่เหรอที่เธอเรียกว่าศักดิ์ศรี?” หวังฮ่าวหรานเยาะเย้ย

หยุนชูหรานกัดฟันกรอด อยากจะตะโกนใส่หน้าเขาว่า ‘ถ้าไม่มีใครคุ้มกะลาหัว เจ้าโดนข้าตบคว่ำไปนานแล้ว!’

แต่เพื่อรักษาหน้าอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ นางจึงตอบกลับไปว่า “เขาเรียกว่ารู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”

หวังฮ่าวหรานหัวเราะเบาๆกับการหาคำมาแก้ตัวให้ตัวเองดูดีของเธอ

เมื่อได้รับอิสระ หยุนชูหรานก็หันซ้ายแลขวา กวาดสายตามองหาเงาร่างของยอดฝีมือลึกลับคนนั้น

แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นเพียงเหล่านักศึกษาเดินกันขวักไขว่ ไม่มีวี่แววของชายชราแม้แต่เงา

หยุนชูหรานจึงล้มเลิกความตั้งใจ ยอดฝีมือระดับนี้ไปมาไร้ร่องรอย ถ้าเขาไม่อยากให้เห็น ต่อให้พลิกแผ่นดินหาก็คงไม่เจอ

นางละสายตากลับมามองหวังฮ่าวหราน แล้วถามด้วยความสงสัย

“เจ้าเป็นนายน้อยจากสำนักระดับสุดยอดสำนักใดในยุทธภพ?”

นางปักใจเชื่อว่าคนที่มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับเทพคอยคุ้มกันขนาดนี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาในโลกปุถุชนแน่ๆ

มีเพียงนายน้อยจากสำนักอันยิ่งใหญ่เท่านั้นถึงจะมีวาสนานี้

หวังฮ่าวหรานมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ “ถามทำไม? หรือว่าเปลี่ยนใจอยากจะเชื่อมสัมพันธ์กับสำนักผ่านฉันแล้ว?”

“อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย ถึงข้าจะทำเพื่อสำนัก แต่ข้าก็มีมาตรฐานในการเลือกสามี อย่างน้อย... เขาต้องไม่ใช่คนอ่อนแออย่างเจ้า”

หยุนชูหรานแม้จะกลัว แต่ก็ทนความหมั่นไส้ท่าทางอวดดีของหวังฮ่าวหรานไม่ไหว จึงแขวะกลับไป

“ฉันดูอ่อนขนาดนั้นเลยเหรอ?” หวังฮ่าวหรานขมวดคิ้ว

“ถ้าไม่อ่อนแอแล้วจะต้องมีคนคอยคุ้มกันทำไม?” หยุนชูหรานยิ้มเยาะมุมปาก

หวังฮ่าวหรานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมา

ตรรกะของหยุนชูหรานก็ฟังดูมีเหตุผล เพราะคนที่มีฝีมือพอตัวย่อมไม่ต้องการบอดี้การ์ดมาคอยประกบ

ยิ่งอยู่ในโลกปุถุชนที่ดูปลอดภัยแบบนี้ จะมีอันตรายอะไร?

“ไปได้แล้ว” หวังฮ่าวหรานคร้านจะอธิบาย โบกมือไล่เธอเหมือนไล่แมลงวัน

หยุนชูหรานเห็นดังนั้นก็ไม่กล้าอยู่ต่อ

เกิดเรื่องวุ่นวายมากมายที่ชิงหลิง นางต้องรีบกลับไปรายงานทางสำนักโดยด่วน

ในเวลาเดียวกัน

ณ ห้องทำงานของหลิวเยว่ ตึกคณะบริหารธุรกิจ

“ศาสตราจารย์หลิวครับ ผ่านมาหลายวันแล้ว เรื่องที่ผมจะเข้าสอนพอจะจัดตารางให้ได้หรือยังครับ?” หลินโม่ยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน เอ่ยถามหลิวเยว่อย่างนอบน้อม

หลังจากเหตุการณ์ขายหน้าในสนามบาส หลินโม่ก็เก็บตัวเงียบไปพักใหญ่ ตอนนี้เขาปรับอารมณ์ได้แล้ว พร้อมจะกลับมาสู้ใหม่เพื่อล่าค่าการยอมรับ

การสอนนักศึกษาเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเรียกค่าการยอมรับ

“อืม เดี๋ยวขอดูตารางก่อน”

หลิวเยว่ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะรับปากไว้แล้ว เพียงแต่คราวก่อนหวังฮ่าวหรานมาป่วนจนต้องเลื่อนออกไป

“บ่ายนี้ คาบสอง ห้อง 113 คุณไปสอนแทนฉันได้เลย” หลิวเยว่เช็กตารางแล้วบอก

หลินโม่ดีใจจนเนื้อเต้น พยักหน้ารับคำแล้วหันหลังจะเดินออกไป แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวเขาก็หยุดชะงักแล้วหันกลับมา

“ศาสตราจารย์หลิวครับ หวังฮ่าวหรานก็อยู่ห้อง 113 เรื่องคราวก่อน... ศาสตราจารย์คงยังไม่ลืมใช่ไหมครับ?”

“แน่นอน” หลิวเยว่พยักหน้า “แต่พวกคุณแค่มีเรื่องกันนิดหน่อยเองนี่นา คราวก่อนเขาแค่มาก่อกวนเฉยๆ แล้ววันนี้ฉันก็จะเข้าไปฟังด้วย เขาคงไม่กล้าทำอะไรหรอก”

แต่หลินโม่ไม่วางใจ คราวที่แล้วหลิวเยว่ก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะแบบนี้แหละ แต่สุดท้ายดันเทงานไปคุยกับแฟนเฉย

เพื่อความปลอดภัย หลินโม่จึงเสนอว่า

“ศาสตราจารย์หลิวครับ ผมว่าศาสตราจารย์เรียกเขามาคุยหน่อยดีกว่า ไม่งั้นผมคงสอนไประแวงไป”

“ก็ได้” หลิวเยว่รับปาก

ยังไงหลินโม่ก็เป็นลูกศิษย์ปริญญาโทในที่ปรึกษาของเธอ เป็นคนขยันตั้งใจเรียน ทำงานละเอียดรอบคอบ

หลิวเยว่เองก็อยากให้โอกาสเขาได้ฝึกสอนเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เผื่อวันหน้าจะได้เลื่อนขั้นเป็นอาจารย์ประจำ

ถ้าลูกศิษย์ได้ดี อาจารย์อย่างเธอก็มีหน้ามีตาไปด้วย

คิดได้ดังนั้น หลิวเยว่จึงหยิบโทรศัพท์ กดโทรออก

“มาหาฉันที่ห้องพักอาจารย์” หลิวเยว่พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมแบบอาจารย์คุยกับลูกศิษย์

วางสายแล้ว เธอก็หันไปบอกหลินโม่

“คุณออกไปก่อนเถอะ ฉันจะคุยกับหวังฮ่าวหรานเป็นการส่วนตัว”

หลินโม่ใจจริงอยากจะอยู่ฟังด้วย แต่พออาจารย์ไล่ทางอ้อมแบบนี้ ก็จำต้องถอย

“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” หลินโม่เดินออกจากห้องไป

ผ่านไปพักใหญ่ ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิด

หวังฮ่าวหรานเดินอาดๆเข้ามาอย่างถือวิสาสะ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามหลิวเยว่อย่างสบายใจเฉิบ แล้วถามขึ้นลอยๆ

“มีอะไรครับ?”

เห็นท่าทางไร้มารยาทแบบนั้น หลิวเยว่ก็ขมวดคิ้วมุ่น “ที่นี่มหาลัยนะ ช่วยรู้กาลเทศะหน่อย ฉันเป็นอาจารย์ นายเป็นนักเรียน มือทำด้วยทองคำหรือไงฮะ? เข้าห้องอาจารย์หัดเคาะประตูบ้าง!”

*****

จบบทที่ บทที่ 448 เรียกมาปรับทัศนคติ

คัดลอกลิงก์แล้ว