- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 436 คุณคือพี่สาวของผม
บทที่ 436 คุณคือพี่สาวของผม
บทที่ 436 คุณคือพี่สาวของผม
“น้องเล็ก ถามพอหรือยัง รีบโทรตามคนมาซะทีสิ” เจิ้นซ่วยเร่งยิกๆ
“ใครใช้ให้นายไปจีบผู้หญิงคนนั้นล่ะ? สมควรแล้ว เรื่องนี้จบแค่นี้แหละ อย่าไปหาเรื่องใครเขาอีกล่ะ” หวังฮ่าวหรานตัดบท
“งั้นฉันหาคนเองก็ได้ มีเงินซะอย่าง ยังต้องกลัวหาคนมาสั่งสอนมันไม่ได้อีกหรือไง? แค่นี้นะ” เจิ้นซ่วยทำเสียงไม่พอใจเตรียมวางสาย
“เดี๋ยว” หวังฮ่าวหรานรีบห้าม
“เปลี่ยนใจแล้วเหรอ?” เจิ้นซ่วยถามกลับ
“ไม่ต้องไปเรียกคนแล้ว เรื่องนี้ฉันจัดการเอง” หวังฮ่าวหรานจำใจรับปากแม้จะไม่เต็มใจนัก
ขืนปล่อยให้เจิ้นซ่วยไปกระตุกหนวดเสืออย่างฉินฟาน เรื่องอาจบานปลายจนเดือดร้อนมาถึงตระกูลเจิ้นและตระกูลหวังได้ แล้วพ่อแม่เขาก็จะพลอยซวยไปด้วย
เจิ้นซ่วยกำลังหน้ามืดตามัวด้วยความแค้น ห้ามยังไงก็คงไม่ฟัง
เว้นแต่ว่า... จะฆ่าเจิ้นซ่วยทิ้งซะ
แต่สำหรับหวังฮ่าวหราน การฆ่าปิดปากไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
เพราะยิ่งค่าออร่าตัวร้ายของเขาสูงขึ้น เขาก็ยิ่งดึงดูดความเกลียดชังจากพวกตัวเอกได้ง่ายขึ้น
ต่อให้เขาอยู่เฉยๆ คนในฝั่งตัวร้ายของเขาก็จะหาเรื่องไปกวนตีนตัวเอกอยู่ดี
จะเลี่ยงไม่ให้พัวพันกันคงเป็นไปไม่ได้
ยังไงเขาก็ต้องปะทะกับฉินฟานไม่ช้าก็เร็ว ฆ่าเจิ้นซ่วยไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้เอาปัญหาของมันมาจัดการเองดีกว่า
แน่นอนว่าหวังฮ่าวหรานไม่ได้คิดจะไปบวกกับฉินฟานตรงๆ
แค่วิชาของตั้นไท่เหยาเยว่ก็น่ากลัวพอแล้ว วิชาของอาจารย์อย่างฉินฟานคงไม่ต้องพูดถึง
หวังฮ่าวหรานคุยกับเจิ้นซ่วยอีกสองสามคำแล้ววางสาย เริ่มครุ่นคิดหาแผนรับมือ
สายตาเหลือบไปเห็นตั้นไท่เหยาเยว่ที่กำลังจ้องมองเขาตาแป๋วจากไกลๆ
จู่ๆหวังฮ่าวหรานก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา
เขาเก็บโทรศัพท์แล้วเดินเข้าไปหาเธอ
“ขอโทษที่ให้รอนานนะครับ” หวังฮ่าวหรานเอ่ย
“ไม่นานๆ” ตั้นไท่เหยาเยว่ส่ายหน้ายิ้มๆ
“พี่ใหญ่... ผมเรียกคุณแบบนี้ได้ไหม?” หวังฮ่าวหรานแกล้งทำเป็นถาม
“นายเป็นแฟนเว่ยเว่ย จะเรียกฉันแบบนั้นก็ไม่ผิดหรอก” ตั้นไท่เหยาเยว่ยิ้มตอบ
“งั้นต่อไปผมเรียกคุณว่าพี่สาวนะครับ” หวังฮ่าวหรานพยักหน้า ก่อนจะถอนหายใจทำหน้าเศร้า
“ผมเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่ก็ยุ่งแต่กับธุรกิจ ผมเหงามาตั้งแต่เด็ก ฝันอยากมีพี่สาวมาตลอด”
เขาจ้องตาตั้นไท่เหยาเยว่ด้วยแววตาจริงจัง “พอได้เห็นพี่ใหญ่ ผมรู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก ต่อไปผมขอนับถือคุณเป็นพี่สาวแท้ๆของผมได้ไหมครับ?”
ด้วยค่าความประทับใจระดับนี้ ถ้าเขาขอให้เธอปกป้อง เธอคงไม่ปฏิเสธ
แต่ถ้าทำแบบนั้น ฉินฟานต้องหึงหวงและหมายหัวเขาแน่ๆ ภายนอกอาจจะดูเป็นมิตร แต่ลับหลังคงจ้องเล่นงานเขา
แต่ถ้าเปลี่ยนสถานะเป็น ‘พี่น้อง’ เกมจะเปลี่ยนทันที
เมื่อมีคำว่า ‘พี่น้อง’ มาคั่นกลาง ฉินฟานก็จะไม่มองเขาเป็นศัตรูหัวใจ ดีไม่ดีอาจจะทำดีกับเขาเพื่อเอาใจตั้นไท่เหยาเยว่ด้วยซ้ำ
เมื่อฉินฟานลดการป้องกันลง หวังฮ่าวหรานก็จะทำอะไรได้สะดวกขึ้นเยอะ
“เอ่อ...” พอได้ยินคำขอนี้ หน้าของตั้นไท่เหยาเยว่ก็ซีดลงเล็กน้อย
“พี่สาว... ไม่ได้เหรอ?” หวังฮ่าวหรานทำหน้าซื่อตาใสถามย้ำ
“คงไม่เหมาะมั้ง เราไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันสักหน่อย” ตั้นไท่เหยาเยว่พยายามบ่ายเบี่ยง
“แล้วคุณกับหลินเฉินมีสายเลือดเดียวกันเหรอครับ? คุณยังรักเขาเหมือนน้องชายแท้ๆได้เลย ทำไมกับผมถึงไม่ได้ล่ะ?” หวังฮ่าวหรานย้อนถาม
“เสี่ยวเฉินไม่อยู่แล้ว... ฉันกลัวว่าถ้ารับนายเป็นน้องชายอีกคนจะทำให้ฉันคิดถึงเขา แล้ว... แล้วฉันจะเศร้าใจ...” ตั้นไท่เหยาเยว่อ้างเหตุผลสารพัด เพราะในใจลึกๆไม่อยากเป็นแค่พี่สาวน้องชายกับเขา
หวังฮ่าวหรานแกล้งทำหน้าเหมือนโลกทั้งใบพังทลาย ยืนนิ่งเงียบ
ตั้นไท่เหยาเยว่เห็นเขาเศร้าขนาดนั้นก็เริ่มใจเสีย “นาย... เป็นอะไรไหม?”
“พี่ใหญ่ ในเมื่อคุณรังเกียจไม่อยากรับผมเป็นน้องชาย ก็ช่างมันเถอะ ผมมันคนเพ้อเจ้อ คิดไปเองฝ่ายเดียว” พูดจบ หวังฮ่าวหรานก็ทำหน้าหมดอาลัยตายอยาก หันหลังเตรียมเดินจากไป
ตั้นไท่เหยาเยว่ทนเห็นเขาเจ็บปวดไม่ได้ และกลัวว่าเขาจะโกรธจนไม่คุยกับเธอ จึงรีบร้องห้าม “เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป”
หวังฮ่าวหรานหยุดเดิน หันกลับไปมอง
“ฉัน... ฉันตกลง” ตั้นไท่เหยาเยว่ต่อสู้กับความรู้สึกตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็จำใจยอมรับ
หวังฮ่าวหรานเปลี่ยนสีหน้าจากเศร้าเป็นดีใจจนเนื้อเต้นทันที “พี่สาว! ต่อไปนี้คุณคือพี่สาวของผมแล้วนะ ผมจะเคารพรักพี่เหมือนที่หลินเฉินทำเลย!”
ตั้นไท่เหยาเยว่รู้สึกขมขื่นในใจ แต่ภายนอกต้องฝืนยิ้มตอบรับ
ทั้งสองคุยกันต่ออีกสักพัก ก่อนจะแยกย้ายกันไป
หวังฮ่าวหรานกลับมาถึงหน้าวิลล่า เตรียมจะเลี้ยวรถเข้าจอด แต่โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“วันนี้ฉันว่าง นายอยู่ที่มหาลัยหรือวิลล่า?” เสียงของถังปิงหยุนดังมาจากปลายสาย
“ใกล้เวลามื้อเย็นแล้ว เดี๋ยวผมไปหาคุณเอง เราไปทานข้าวด้วยกันดีกว่า คุณอยู่ที่ไหน?” หวังฮ่าวหรานเปลี่ยนแผนทันที ไม่กลับเข้าวิลล่าแล้ว
ตอนนี้ในวิลล่ามีแขกสาวสวยอยู่ถึงสามคน ขืนถังปิงหยุนรู้เข้ามีหวังงานงอกแน่
“ไปร้านเดิมกันไหม?” ถังปิงหยุนเสนอ
“ได้” หวังฮ่าวหรานรับคำ วางสายแล้วขับรถมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารคู่รักเจ้าประจำ
ถังปิงหยุนจองห้องส่วนตัวไว้รอแล้ว พอเห็นหวังฮ่าวหรานมาถึง เธอก็ยิ้มร่า รีบยื่นกล่องของขวัญหรูหราให้เขา
“นี่สำหรับนาย”
หวังฮ่าวหรานเปิดออกดู พบว่าเป็นนาฬิกา Vacheron Constantin เรือนหรู เขาชะงักไปเล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้หยางจิงว่านก็เพิ่งให้มาเรือนหนึ่ง คราวนี้ถังปิงหยุนดันให้มาอีก
“ไม่ชอบเหรอ?” ถังปิงหยุนถามเมื่อเห็นเขานิ่งไป
“อะไรที่คุณให้ผมชอบหมดแหละ” หวังฮ่าวหรานรีบเอาใจ
ถังปิงหยุนยิ้มแก้มปริ พยักหน้าพอใจ แล้วเริ่มสั่งอาหาร
ระหว่างรออาหาร หวังฮ่าวหรานก็ชวนคุยทำเนียนถามไถ่
“วันนี้คุณเจอเรื่องอะไรแปลกๆบ้างไหม?”
“มีอยู่เรื่องนึง” ถังปิงหยุนเล่า “ตอนฉันไปซื้อนาฬิกาให้นาย มีไอ้โรคจิตคนหนึ่งมาขวางทางแล้วขอเบอร์ฉัน...”
เธอเล่าเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นหน้าห้างให้ฟังคร่าวๆ
“มันทำอะไรคุณหรือเปล่า?” หวังฮ่าวหรานขมวดคิ้วถาม
เห็นเขาเป็นห่วงเป็นใย ถังปิงหยุนก็ดีใจ “เปล่าๆ ฉันไม่ยอมให้มันแตะต้องแม้แต่ปลายผมหรอก”
หวังฮ่าวหรานพยักหน้าโล่งอก ยกเลิกความคิดที่จะฆ่าเจิ้นซ่วยทิ้งไป แล้วถามต่อถึงอีกประเด็นสำคัญ
“แล้วผู้ชายที่มาช่วยคุณล่ะ คุณได้คุยอะไรกับเขาไหม?”
“นี่นายไม่ไว้ใจฉันขนาดนั้นเลยเหรอ? ต้องให้ฉันควักหัวใจออกมาให้ดูไหมว่าฉันรักนายแค่ไหน?” ถังปิงหยุนกลอกตาพลางขำๆ
“ผมไม่ได้ระแวงคุณ แต่ผมคิดว่าผู้ชายคนนั้นน่าจะมีเจตนาแอบแฝง เลยถามด้วยความเป็นห่วง” หวังฮ่าวหรานแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
ถังปิงหยุนปลื้มปริ่ม ตอบกลับว่า
“ตานั่นก็ทำท่าจะขอเบอร์ฉันเหมือนกัน ดูตื่นเต้นออกนอกหน้าเชียว แต่ฉันจะไปสนใจทำไม? ก็แค่ขอบคุณตามมารยาท แล้วขับรถออกมาเลย”
*****